เช็กหน่อย ไทรอยด์ผิดปกติหรือไม่

‘โรคไทรอยด์’ คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของ ต่อมไทรอยด์ ซึ่งทำหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วนประมาณ 5 ต่อ 1 หลายคนอาจเคยเห็นข่าวดาราดัง ๆ ที่เป็นโรคนี้ และมีอาการทางร่างกายที่แตกต่างกันไป นั่นเป็นเพราะโรคไทรอยด์มีหลายชนิด โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน หรือไทรอยด์เป็นพิษ
ไทรอยด์ชนิดนี้สามารถพบเจอได้ทุกช่วงวัย คนไข้จะมีอาการ มือสั่น ใจสั่น ขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด เหงื่อออกง่าย นอนไม่หลับ กินจุแต่น้ำหนักลด เหมือนมีการเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา น้ำหนักตัวอาจลดลง 5-10 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 เดือน แม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยประมาณ 10% ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มเนื่องจากกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญไป ทั้งนี้การรักษาทำได้ด้วยการกินยาต้านไทรอยด์ประมาณ 2 ปี ส่วนในระยะยาวหลังจากหยุดยาต้องมาตรวจอีกครั้ง เพราะหลายคนเมื่อหยุดยาก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่ถึง 70%

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ
ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ มักจะมีอาการตรงกันข้ามกับไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน คือ ไม่ค่อยเผาผลาญ น้ำหนักขึ้นง่าย อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉื่อยชา ขี้หนาว ท้องผูก ง่วงบ่อย นอนเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอ้วนจะต้องเป็นไทรอยด์เสมอไป เบื้องต้นสามารถสังเกตตัวเองได้จากพฤติกรรมในอดีตกับปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หากพบว่ามีความเสี่ยงควรไปตรวจเช็กเพื่อความแน่ใจ สำหรับการรักษาไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนต่ำนั้นจะง่ายกว่าไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนเกิน เพราะสามารถรักษาได้ด้วยการกินฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไป เพื่อให้ฮอร์โมนกลับมาอยู่ในระดับที่สมดุล ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ตามปกติ โดยส่วนใหญ่มักจะต้องกินไปตลอดชีวิต

ก้อนที่ต่อมไทรอยด์
ในกรณีที่พบก้อนที่ต่อมไทรอยด์ คนไข้มักกังวลว่าจะเป็นมะเร็งหรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป โดยการจะทราบผลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่นั้นจะต้องทำการเจาะก้อนที่ต่อมไทรอยด์เพื่อนำเซลล์ไปตรวจ โดยที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 5% เท่านั้นที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง นอกนั้นก็เป็นเพียงก้อนธรรมดาที่ไม่ได้อันตรายอะไร ซึ่งหากก้อนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หมอก็ไม่แนะนำให้ผ่าตัดเพราะบริเวณนั้นมีทั้งเส้นเสียง และเส้นเลือดจำนวนมาก แต่ก็ควรตามดูอาการอย่างสม่ำเสมอ อ่านเพิ่มเติม

ไวรัส RSV ของฝากที่มาพร้อมกับปลายฝนต้นหนาว

คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่า เชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คืออะไร
ไวรัส RSV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน
ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็ก ๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน อ่านเพิ่มเติม

ข้อเท้าเคล็ด

ข้อเท้าเคล็ด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในการบาดเจ็บของข้อเท้า โดยต้นเหตุของการบาดเจ็บมักเกิดจากการที่เท้ายึดติดกับพื้นในขณะที่ข้อเท้ามีการบิดไม่ว่าจากแรงเฉื่อยของตัวหรือจากน้ำหนักตัว ส่งผลให้เกิดการบิดหมุนของข้อเท้าเกิดการฉีกขาดของเส้นเอ็นประกับด้านข้าง (collateral ligament) ของข้อเท้า โดยส่วนมากข้อเท้าเคล็ดเส้นเอ็นประกับข้างของข้อเท้า ที่พบบ่อยคือ anterior talofibular ligament
การฉีกขาดของตัวเอ็นประกับด้านข้างของข้อเท้า มักสามารถแบ่งความรุนแรงออกเป็นระดับต่างๆ เช่น การขาดสมบูรณ์กับการขาดบางส่วน หรือ อาจใช้การตรวจความรุนแรงของการบาดเจ็บของเอ็นปะกับ โดยแบ่งดูจากความหย่อน ออกเป็น 1-3 ระดับ ซึ่งการประเมินความรุนแรงมักต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ หรือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์การดูแลทางด้านนี้ โดยการประเมินความรุนแรงจะช่วยในการพยากรณ์ของโรค ระยะเวลาการรักษาและ แผนการรักษาแก่ผู้ป่วย

นอกจากนั้นการประเมินการบาดเจ็บร่วม ดังเช่น ภาวะที่ความรุนแรงของการฉีกขาดของเส้นเอ็นข้างเคียงที่ถัดไปฉีกขาดร่วมด้วยหรือไม่เช่น Calcaneofibular ligament ซึ่งอาจมีผลต่อความมั่นคงของข้อเท้า รวมถึงข้อบริเวณใต้ข้อเท้า (Subtalar joint) ด้วย

ภาวะอื่นที่ควรใส่ใจ
ในหลายๆ ครั้งที่ผู้ป่วยเข้าใจว่าการบาดเจ็บข้อเท้าเคล็ดจากภาวะการล้มข้อเท้าบิด มีการบาดเจ็บเฉพาะข้อเท้าเคล็ดเท่านั้นแต่ในภาวะลักษณะอุบัติหตุที่คล้ายๆ กันนั้นก็อาจมีการบาดเจ็บของบริเวณอื่นได้ ดังเช่น อ่านเพิ่มเติม

สอนอย่างไรให้เด็กๆ ไม่พูดโกหก

ถึงเด็กจะไม่ใช่ ผู้ใหญ่ตัวเล็ก แต่หัวจิตหัวใจของเด็กไม่ได้แตกต่างจากผู้ใหญ่เท่าไหร่นัก วันนี้เราจึงมาพูดกันถึงเรื่อง “การพูดความจริง” ผู้ใหญ่เองบางครั้งก็รู้สึกว่าการพูดความจริงก็ไม่ง่ายเอาเสียเลย เพราะเรากลัวสิ่งที่จะตามมาเมื่อผู้ฟังหรือผู้รับสารได้รับรู้เรื่องที่เราพูด เรากลัวผู้ที่ฟังหงุดหงิด กังวลว่าฟังแล้วจะไม่พอใจ ไม่สบายใจ กลัวผู้ฟังบางคนจะรับไม่ได้ กลัวการขัดแย้ง หรือแม้กลัวว่าจะถูกดุด่าว่าร้าย รวมถึงการกลัวถูกลงโทษ จึงไม่น่าสงสัยว่าทำไม เด็กๆ ชอบพูดโกหก ไม่พูดความจริงในบางเรื่องบางเหตุการณ์

ทำไมเด็กบางคนชอบพูดโกหก ผู้ใหญ่ตัวเล็ก
ก่อนอื่นต้องพิจารณาช่วงอายุของเด็กก่อน ถ้าเด็กอยู่ในช่วง 2 – 6 ขวบ อาจยังไม่สามารถแยกแยะอะไรจริง อะไรไม่จริง รวมถึงอาจมีปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล สมาธิสั้น และอย่างที่กล่าวตั้งแต่ต้นว่าเด็กๆ กลัวที่จะได้รับการตอบสนองในแง่ลบทั้งกับตัวเองและคนอื่นๆ พูดความจริงแล้วอาจทำให้ตัวเอง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้ง 2 ฝ่าย ผิดหวัง เสียใจ ไม่พอใจ โกรธ หรือมีความรู้สึกในแง่ลบ จึงเลือกที่จะพูดแล้วทำให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนอื่นๆ สบายใจ ไม่โกรธ ไม่ดุด่า

พ่อแม่จะมีอิทธิพลต่อลูกอย่างไร
พ่อแม่ควรรับฟังเรื่องราวของลูก เมื่อลูกมาเล่าว่าทำอะไรผิดมา อย่าไปตำหนิติเตียนทันที ในทางกลับกันให้รับฟังก่อน ให้ชื่นชมที่ลูกกล้าและยอมพูดความจริง ลูกจะได้เรียนรู้ว่าเขาสามารถพูดความจริงได้ ไม่ต้องปิดบัง จนพฤติกรรมดีๆ นี้ก็จะกลายเป็นธรรมชาติและนิสัยที่ดีติดตัวไป และจะดียิ่งขึ้นเมื่อคุณได้ถามวิธีแก้ปัญหาครั้งนั้น โดยอาจช่วยลูกวางแผนร่วมกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร หรือจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก

จะทำอย่างไรให้เด็กๆ กล้าที่จะพูดความจริง
พ่อแม่ ปูย่า คุณครูที่โรงเรียนคงสอนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการบ่มเพาะสอนให้เด็กรู้จักคุณธรรมศีลธรรม การสอนหรือยกตัวอย่างสิ่งที่ดีและไม่ดี มีบาปบุญคุณโทษ ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่ดี แต่จะให้ดีขึ้นและเด็กจดจำไว้ประพฤติปฏิบัติให้คุ้นเคยด้วย คือควรให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ และเมื่อเขาโตขึ้น พฤติกรมมและนิสัยที่ดีจะติดตัวเขาไป รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร แต่อย่าลืมว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีผลกับเด็ก เราจึงมีส่วนให้เกิดนิสัยที่ซื่อสัตย์ต่อความจริงด้วย ในขณะเดียวกันผู้ปกครองควรสื่อสารให้เด็กรับรู้ว่าการโกหกเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่ไม่ต้องตำหนิหรือลงโทษรุนแรงจนลูกรู้สึกกลัวที่จะพูดความจริง

วิธีปราบ ลูกชอบโกหก
พ่อแม่ต้องเปลี่ยนวิธีการพูด ทำให้ลูกไว้ใจ เช่น เมื่อลูกทำจานระบายสีหกเลอะเทอะ พ่อแม่อาจพูดกับลูกว่า “แม่เห็นลูกทำสีหก ลูกไปหาผ้ามาเช็ดพื้นหน่อย พื้นจะได้ไม่เลอะ เดี๋ยวลูกลื่นสีหกล้มนะ” ดีกว่าที่จะต่อว่า “ลูกทำอะไรน่ะ” เพื่อไม่ให้ลูกปฏิเสธ
อย่าตำหนิ ด่า ต่อว่ารุนแรง หรือลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อลูกทำผิด ให้คุยกันด้วยเหตุผลอย่างที่กล่าวตั้งแต่ต้น เพราะจะได้ไม่ทำให้เด็กปิดบังความผิด เพราะบางครั้งเด็กอาจจะกลัวที่จะถูกลงโทษ สร้างพฤติกรรมโกหกให้ตัวเอง จะทำให้เด็กกลายเป็นคนชอบโกหกมากขึ้น
ห้ามใจอ่อน อย่าโอ๋หรือเข้าข้างลูกเมื่อลูกผิดหรือลูกโกหก แต่ให้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าคนทำดีได้อะไร ให้ลูกมองเห็นผลลัพธ์ของทั้งความดีและไม่ดี คนทำไม่ดีจะไม่มีคนรักและไม่มีใครอยากยุ่งด้วย
ฝึกความรับผิดชอบ ง่ายที่สุด คือ การตรวจเช็คการบ้าน หรืองานของโรงเรียน อาจถามคุณครูว่าลูกมีงานอะไรบ้าง พอกลับถึงบ้านก็ให้ลูกทำให้เสร็จก่อน จากนั้นค่อยให้รางวัลโดยอนุญาตให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่ต้องการ เมื่อลูกได้ทำอย่างที่ต้องการก็จะรู้สึกสบายใจ ถือว่าปลูกฝังความรับผิดชอบไปในตัว และลูกก็ไม่จำเป็นต้องโกหกพ่อแม่ หรือห่วงหน้าพะวงหลัง จะได้ทำกิจกรรมอย่างที่ต้องการแบบสบายใจ ไม่ต้องกังวล
ให้รางวัล พูดชมเชย ให้แรงเสริมเวลาที่ลูกพูดตรงกับความจริง ชมเชยในคุณสมบัติของความซื่อสัตย์ เช่น แม่ชอบที่ลูกพูดความจริง ชอบที่ลูกเป็นคนซื่อสัตย์ ให้ลูกรู้ว่าความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญมาก ลูกจะได้รับการยกย่อง และมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา และอาจขยายผลลัพธ์ของการโกหกให้ลูกฟังอีกว่าการโกหกจะทำลายความเชื่อมั่น ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ใครจะมาเข้าใจเราอีก จะทำให้ลูกอยากเป็นคนชื่อสัตย์และพูดความจรัง อ่านเพิ่มเติม

อยากตัวหอม แต่กลัวแพ้น้ำหอม

น้ำหอม คือ สารละลายหอมระเหย ของน้ำมันที่สกัดมาจากดอกไม้ในธรรมชาติ หรือสารธรรมชาติอื่นๆ หรือกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้น ในสารละลายแอลกอฮอล์ ซึ่งต้นกำเนิดของน้ำหอมเริ่มต้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยชาวเมโสโปเตเมีย เปอร์เซียและอียิปต์ ผู้คนจะใช้กลิ่นหอมในโอกาสต่างๆ ตั้งแต่พิธีกรรมทางศาสนา การเตรียมฝังศพ จนถึงการนำมาพรมกายให้หอม

โดยชาวอียิปต์เชื่อว่าน้ำหอมคือเหงื่อของเทพแห่งดวงอาทิตย์ และถือว่าน้ำหอมคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ชาวอียิปต์ยังนับถือเทพเจ้าแห่งน้ำหอมนามว่า เนเฟอร์ตุม ซึ่งมีสัญลักษณ์คือเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากดอกวอเตอร์ลิลลี่ ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ได้กลายมาเป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอมที่นิยมกันมากในปัจจุบัน

การให้กลิ่น สารละลายหอมระเหย ของน้ำหอมในปัจจุบัน มักจะผสมหัวน้ำหอมชนิดต่างๆ ดังนี้
Top note หรือ Head note เป็นกลิ่นของหัวน้ำหอมที่ระเหยออกมาตัวแรกสุด เพราะมีโมเลกุลขนาดเล็กทำให้กลิ่นระเหยได้ง่าย จะมีกลิ่นหลังจากฉีดแล้ว 10-20 นาที ส่วนมากใช้ส่วนผสมจากมะนาว ส้ม ดอกลาเวนเดอร์ ตะไคร้ มะกรูด
Middle note หรือ heart note เป็นกลิ่นของน้ำหอมตัวหลักของน้ำหอมกลิ่นนั้น จะมีกลิ่นที่กลมกลืนไปกับ base note จะมีกลิ่นติดทนหลังจากฉีด 3-6 ชั่วโมง ส่วนมากจะใช้ส่วนผสมจากดอกไม้ต่างๆ ผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศที่ให้กลิ่นหอม
Base note เป็นกลิ่นน้ำหอม ที่ออกมาหลัง Middle note ให้ความติดทนอาจอยู่นานถึง 24 ชั่วโมงเพราะเป็นโมเลกุลใหญ่ แต่กลิ่นเจือจางอ่อนๆ ส่วนมากใช้ส่วนผสมของเปลือกไม้ วนิลา มัสค์ แอมเบอร์กริสหรืออำพันทะเล หรืออีกชื่อที่รู้จักกันดีก็คืออ้วกวาฬ ซึ่งหายากและมีราคาแพงมาก
Bridge เป็นกลิ่นสุดท้ายของผู้ฉีดผสานกับกลิ่นของหัวน้ำหอมที่เจือจาง ออกมาจึงเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของผู้ฉีดเอง
แล้วทำไมน้ำหอมถึงมีราคาแพง
รู้หรือไม่ว่า น้ำหอมกลิ่น Gabrielle Chanel ของ Chanel มีส่วนผสมหายากคือ ดอกซ่อนกลิ่น (Tuberose Absolute) ซึ่งการจะสกัดหัวน้ำหอม 1 กิโลกรัมนั้นจะต้องใช้ดอกซ่อนกลิ่นถึง 6,000 กิโลกรัม ดังนั้น กว่าจะมาเป็นน้ำหอมพร้อมจำหน่ายสักขวดนั้น ผู้ผลิตหลายรายต้องลงทุนลงแรงเตรียมการผลิตล่วงหน้าอยู่นานหลายปี

ส่วนผสมของน้ำหอมที่มีราคาแพง
จัสมิน( Jasmine) หรือหัวน้ำหอมจากดอกมะลิ ที่เป็นส่วนผสมหลักในน้ำหอมหลายแบรนด์
บัลแกเรียน โรส (Bulgarian Rose) หรือหัวน้ำหอมจากกุหลาบบัลแกเรีย ที่มีความหอมเป็นเอกลักษณ์ และหอมมากกว่ากุหลาบพันธุ์ใดๆ
อู๊ด (Oud) หรือไม้กฤษณา พรรณไม้ในสกุลนี้ปกติมีเนื้อไม้สีขาว เมื่อเกิดบาดแผล ต้นไม้จะหลั่งสารเคมีออกมาเพื่อรักษาบาดแผลนั้น แต่สารเคมีจะขยายวงกว้างออกไปอีก ก่อให้เกิดเนื้อไม้ซึ่งมีสีดำ กลิ่นหอม เรียกว่า “กฤษณา”
มัสค์ (Musk) เมื่อก่อนนั้น มัสค์ที่มาจากธรรมชาติต้องสกัดมาจากต่อมเพศของกวางมัสค์ตัวผู้ที่พบได้ในแถบที่ราบสูงของประเทศทิเบต ซึ่งได้สร้างความเจ็บปวดทารุณต่อกวางมัสค์อย่างมาก ปัจจุบันมีกลิ่นไวท์มัสค์เป็นกลิ่นที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบกลิ่นของ มัสค์ (Musk) ธรรมชาติ
ออริส (Orris) สารสกัดรากต้นออร์ริส (Iris pallida) ปลูกกันมากที่อิตาลี นอกเมือง Florence กลิ่นหอมของออริสได้รับความชื่นชอบจาก Catherine de Medici ในศตวรรษที่ 16 ส่วนการเก็บเกี่ยวลำต้นใต้ดินหรือรากใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก่อนสกัดน้ำมันจากรากด้วยการกลั่นไอน้ำ
แอมเบอร์กริส (Ambergris) หรืออำพันทะเล หรือ อำพันขี้ปลาเป็นผลิตผลที่มาจากการสำรอกหรือการขับถ่ายของวาฬหัวทุย มีลักษณะเป็นของแข็งซึ่งเป็นก้อนไขมันมีหลายเฉดสีตั้งแต่สีเทาหรือสีดำ ไปจนถึงสีโทนอ่อนอย่างสีส้มหรือสีขาวคล้ายหินอ่อน ที่พบเฉพาะในลำไส้ของวาฬ ซึ่งให้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ อ่านเพิ่มเติม

พฤติกรรมเสี่ยงติด COVID-19 ระลอก 2

ถึงแม้ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในประเทศไทยขณะนี้ เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีหลายมาตรการที่เริ่มผ่อนผัน เพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม แต่เราก็ยังคงต้องเข้มงวดกับการปฏิบัติตัว เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรค COVID-19 ได้ง่าย ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือกินยากดภูมิต้านทานโรคอยู่ ผู้ที่มีภาวะอ้วน (ดัชนีมวลกาย ≥ 35 กก./ตรม.) และผู้ที่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว ต้องติดต่อคนจำนวนมาก หรือผู้ที่ไปในสถานที่แออัด

พฤติกรรมเสี่ยงติดและแพร่เชื้อของโรค COVID-19
มีดังต่อไปนี้

ชอบขยี้ตา แคะจมูก สัมผัสใบหน้า
กลับถึงบ้านแล้วไม่อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
ไม่ล้างมือ หลังสัมผัสสิ่งของต่างๆ
ไม่พกหน้ากากอนามัย และ เจลล้างมือ
อยู่ใกล้กัน ไม่เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร อ่านเพิ่มเติม

โฮมสคูล (Home school) อีกทางเลือกของการเรียน

ควันหรือแก๊สจากประทัด ช่วยป้องกันไวรัสโคโรน่า ได้
การสูดควันหรือแก๊สจากพลุหรือประทัดเป็นอันตราย และไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ยิ่งกว่านั้นควันเหล่านี้มีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นพิษอ่อน ๆ ต่อร่างกาย และบางคนอาจมีอาการแพ้สารนี้ โดยซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะทำให้เกิดการระคายเคืองตา จมูก คอ และปอด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดหอบหืด นอกจากนี้ การพยายามเข้าใกล้พลุเพื่อที่จะสูดควัน พลุและประทัดอาจไหม้ตัวเราได้

จดหมายหรือกล่องพัสดุที่ส่งมาจากประเทศจีนปลอดภัยมากแค่ไหน
คนที่รับสิ่งของทางไปรษณีย์จากประเทศจีนไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากการวิเคราะห์ที่ผ่านมา เราพบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาไม่สามารถมีชีวิตได้นานเมื่ออยู่บนสิ่งของเช่น จดหมายหรือกล่องพัสดุ

สัตว์เลี้ยงที่บ้านสามารถแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมวสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ตาม เราควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง การล้างมือให้สะอาดจะป้องกันเราจากเชื้อแบคทีเรียเช่น อีโคไล และซัลโมเนลล่า ซึ่งคนจะได้รับผ่านสัตว์เลี้ยงได้

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำจะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้
ยังไม่มีหลักฐานว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ มีหลักฐานจำนวนหนึ่งบ่งชี้ว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะทำให้เราหายจากหวัดธรรมดาได้เร็ว อย่างไรก็ตามการล้างจมูกไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ

น้ำยาบ้วนปากสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
ยังไม่มีหลักฐานว่าน้ำยาบ้วนปากจะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ น้ำยาบ้วนปากบางยี่ห้อสามารถกำจัดจุลินทรีย์บางชนิดในน้ำลายได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าน้ำยาบ้วนปากจะป้องกันเราจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้

การกินกระเทียมสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้
กระเทียมเป็นอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งมีคุณสมบัติบางอย่างในการต้านเชื้อจุลชีพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานจากสถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบันว่าการกินกระเทียมสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ อ่านเพิ่มเติม

Work from home อย่างไร…ไม่ให้นิ้วล็อค ?

ในปัจจุบัน…..การทำงานที่ต้องใช้นิ้วมือซ้ำๆต่อเนื่องเป็นเวลานาน การใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งในช่วงนี้ที่มีการระบาดของ Covid-19 ทำให้มีการสื่อสารหรือการทำงานที่บ้านผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น ส่งผลให้ นิ้วล็อค (Trigger finger) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยขึ้น วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำวิธีการง่ายๆในการป้องกันการเกิดปัญหานิ้วล็อค

นิ้วล็อค (Trigger finger) เป็นอาการที่ข้อนิ้วมืองอแล้วเหยียดไม่ได้ เกิดการติดล็อค ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากการอักเสบและหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่โคนนิ้วทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในไม่สามารถยืดหดได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มจากมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ จากนั้นจะมีอาการปวดมากขึ้นและเริ่มมีอาการสะดุดของข้อนิ้วเวลาเหยียดหรืองอ ต่อมาก็จะมีอาการติดล็อค เมื่องอนิ้วไปแล้วจะไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ โดยมักเกิดอาการกับมือข้างที่ใช้งานบ่อย แต่ก็อาจเป็นที่มือทั้ง 2 ข้างได้ อาการมักจะเป็นมากตอนช่วงเช้า

วิธีป้องกันการเป็นนิ้วล็อค
ไม่หิ้วหรือถือของหนักเกินไป ลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือ
พักการใช้นิ้วมือเป็นระยะๆ ขณะทำงานที่ต้องใช้นิ้วมือเป็นเวลานานๆ
ออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อมือเป็นพักๆ
เมื่อต้องใช้มือจับสิ่งของแน่นๆ เช่น การขุดดิน การใช้ค้อน การตีกอล์ฟ ควรใช้ถุงมือหรือผ้านุ่มๆพันรอบๆ เพื่อลดแรงกดกระแทกต่อนิ้วมือ
การแช่มือในน้ำอุ่นในช่วงเช้าๆ จะทำให้ข้อฝืดลดลง เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น อ่านเพิ่มเติม

วัคซีนปอดอักเสบ เสริมภูมิต้านทาน

วัคซีนปอดอักเสบ หรือ วัคซีนนิวโมคอกคัส (Pneumococcal vaccine) เป็นวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี สำหรับประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบอยู่ 2 ชนิด โดยสามารถป้องกันเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสสายพันธุ์ต่างกัน ได้แก่ – วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต (PCV 13) ป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส 13 ชนิด – วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPSV 23) ป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส 23 ชนิด

วัคซีนปอดอักเสบ ….เสริมภูมิต้านทาน พร้อมสู้ปอดอักเสบ !!!
โรคปอดอักเสบ (Pnemonia) เกิดจากอะไร ?
โรคปอดอักเสบ (Pnemonia) เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา โดยเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ เชื้อสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีมากกว่า 90 สายพันธุ์
เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอีนี้ก่อให้เกิดโรคได้ตั้งแต่ คออักเสบ ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และอาจลุกลามจนเกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดได้

วัคซีนนิวโมคอกคัส (Pneumococcal vaccine) เป็นวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี สำหรับประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบอยู่ 2 ชนิด โดยสามารถป้องกันเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสสายพันธุ์ต่างกัน ได้แก่
– วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต (PCV 13) ป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส 13 ชนิด
– วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPSV 23) ป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส 23 ชนิด

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนปอดอักเสบ ?
– ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
– ผู้ที่มีอายุ 2-64 ปี ที่มีโรคเรื้อรังหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น
– โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
– โรคหอบหืด
– ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
– โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี
– โรคหัวใจวายเรื้อรัง
– โรคตับเรื้อรัง
– โรคไตวายเรื้อรัง
– บุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างการได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ที่กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
– ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือไขกระดูก
– ผู้ที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานบกพร่อง อ่านเพิ่มเติม

โรคเก๊าท์ Gout

โรคเก๊าท์ เกิดจากความผิดปกติของ ระบบเมตาโบลิซึม ภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีกรดยูริคสูงกว่าปกติ 3-5 เท่า นอกจากนั้นร่างกายยังไม่สามารถขับกรดยูริคให้ลดลงได้ เมื่อกรดยูริคในร่างกายสูง และเกิดการตกผลิกเป็นก่อนนิ่วจับอยู่ตามข้อทำให้มีอาการปวดข้อและเกิดการอักเสพ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้าลุกลามจนถึงหัวเข่า ศอก และข้อ ในส่วนต่างของร่างกาย กรดยูริคนี้ หากเกาะอยู่ในทางเดินปัสสาวะจะทำให้เกิดนิ่วในไตได้

โดยปกติร่างการของคนเราจะมีระดับกรดยูริคในเลือด ของ ระบบเมตาโบลิซึม
ในผู้ชาย ประมาณ 3.67-7.7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ในผู้หญิง ประมาณ 2.8-6.8 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

แหล่งของกรดยูริคในร่างกาย
จากการรับประทานอาหาร มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3
จากการสังเคราะห์ในร่างกายมีสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3

โรคเก๊าท์รักษาได้หรือไม่
โรคเก๊าท์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายจากอาการปวดข้อได้ แต่ภาวะกรดยูริคสูง จำเป็นต้องควบคุมดูแล ต่อเพื่อป้องกันผลข้างเคียง ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อไต โดยแบ่งลักษณะของการรักษาได้ดังนี้

ให้ยาลดกรดยูริคที่เป็นสาเหตุของโรคและติดตามระดับของกรดยูริคในเลือดเป็นระยะ
ให้ยาลดการอักเสบของข้อเพื่อลดความเจ็บปวด
ให้ยาป้องกันไม่ให้โรคกำเริบต่ออีกประมาณ 1-2 ปีหรือจนกว่าไม่มีอาการกำเริบ

ผู้ป่วยโรคเก๊าท์มักจะมี ภาวะทางโภชนาการไม่ดี และมีจำนวนไม่น้อยที่ อาจเป็นโรคอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรรักษาโรคที่เป็นอยู่ ควบคู่กับการรักษาโรคเก๊าท์ด้วย เช่น ถ้าอ้วนควรจะลดน้ำหนักโดยการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารให้เหมาะสม แต่ไม่ใช่การอดอาหาร เพราะจะทำให้เกิดการสลายของเนื้อเยื่อ และเป็นการเพิ่มปริมาณกรดยูริค

อาหารสําหรับโรคเก๊าท์
อาหารที่มีพิวรีนสูง
( ควรงดหรือรับประทานให้น้อย )
(ปริมาณพิวรีน>150มก./อาหาร100g)
คาร์โบไฮเดรต
ขนมปังที่มีเนย หรือไขมันสูง ใส่เชื้อยีสต์

โปรตีน
เครื่องในสัตว์ ( หัวใจ ตับ กึ๋น ไต สมอง )
เนื้อไก่ เป็ด ห่าน ( ปีก น่อง และข้อ )
ปลา ( แอนโชวี่ แมคเคอเรล กระตัก ดุก ซาร์ดีน ไส้ตัน ) และไข่ปลา
กุ้งชีแฮ้ หอย
ไขมัน และน้ำซุป
น้ำเกรวี่ น้ำต้มกระดูก น้ำซุปต่างๆ
น้ำสกัดจากเนื้อสัตว์
ผัก/ผลไม้
ยอดผัก ( กระถิน ชะอม ฟักแม้ว ฟักทอง ตำลึง )
เห็ด
ผลอโวคาโด้
เครื่องปรุง
กะปิ น้ำปลา ซุปก้อน
อาหารที่มีพิวรีนปานกลาง
( รับประทานได้บ้าง )
(ปริมาณพิวรีน 50-150 มก. / อาหาร 100g) อ่านเพิ่มเติม