GERD… โรคยอดฮิต ที่ไม่ควรมองข้าม รู้ก่อนปลอดภัยก่อน

การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของคนในปัจจุบันอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ตามมามากมาย หนึ่งในนั้นคือโรคกรดไหลย้อน โรคยอดฮิต ที่เราเรียกกันอย่างติดปากว่า GERD (เกิร์ด) หลายคนยังมีข้อสงสัยว่าโรคกรดไหลย้อนนั้น คืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง แล้วการดูแลรักษารวมถึงการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคนี้เป็นอย่างไร สามารถอ่านข้อมูล โรคยอดฮิต เพิ่มเติมได้

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร?
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) คือ โรคที่เกิดขึ้นเมื่อกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหาร คอหอย หรือปาก ทำให้เกิดอาการระคายเคือง และอาการอื่นๆ เช่น แสบร้อนกลางอก จุกลิ้นปี่ ขมปากขมคอ เสียงแหบ ตามมาในที่สุด

โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุมาจากอะไร?
โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

1. ปัจจัยทางด้านความบกพร่องของอวัยวะ
หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารบีบตัวผิดปกติหรือบีบตัวได้น้อย ทำให้อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารถูกดันกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร เป็นผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน
กระเพาะอาหารและหลอดอาหารบีบตัวลดลง ทำให้อาหารและน้ำย่อยที่คลุกเคล้ากันอยู่คั่งอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดแรงดันในกระเพาะอาหารมากขึ้น หูรูดส่วนที่ต่อกับหลอดอาหารจึงถูกดันให้เปิดออก และดันเอาอาหารและน้ำย่อยที่ผสมกันอยู่ย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร เป็นผลให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนในที่สุด

2. ปัจจัยทางด้านอาหารและยา
การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้หูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว เช่น ของทอด อาหารที่มีไขมันสูง ช็อกโกแลต กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปปเปอร์มินต์ เป็นต้น
การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณหูรูด เช่น อาหารรสจัด อาหารที่มีความเป็นกรดสูง น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำมะเขือเทศ พริกไทย เป็นต้น
พฤติกรรมการทานอาหารมื้อใหญ่ หรือทานมื้อดึก
การทานยาที่อาจมีผลลดการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหาร หรือยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด

3. ปัจจัยอื่นๆ
ความเครียด มีผลทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดออกมามากขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน
โรคอ้วน คนที่มีภาวะอ้วนอาจมีความดันในช่องท้องสูงกว่าคนทั่วไป ส่งผลให้ความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มากกว่าปกติ
การตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นทำให้ความดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นไปด้วย จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อนได้สูง
การสูบบุหรี่ อาจส่งผลให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากขึ้น และทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง จึงมีโอกาสที่กรดจะไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย

โรคกรดไหลย้อนมีอาการอย่างไร?
อาการของโรคกรดไหลย้อนนั้นมีหลากหลายอาการ ได้แก่
แสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ (Heartburn) หรือเจ็บบริเวณกลางอก รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ เจ็บคอ แสบคอ เรอบ่อย คลื่นไส้ รู้สึกเหมือนมีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอหรือปากหลังรับประทานอาหาร อาการอาจแย่ลงตอนกลางคืน
เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้า อาจมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ มีอาการไอแห้งๆ หรือมีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน

เราจะรักษาและป้องกันโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร?
การรักษาโรคกรดไหลย้อนอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ รวมถึงช่วยลดความรุนแรง และลดการเกิดซ้ำของโรคได้ ซึ่งการรักษาโรคกรดไหลย้อนมีหลายวิธี ดังนี้

1. รับประทานยาลดกรด
ยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของ Aluminium hydroxide และ Magnesium hydroxide จะช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว ลดอาการแสบร้อนกลางอก แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยโรคไต
ยาที่ออกฤทธิ์ลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ประเภทต้านการหลั่งฮิสตามีน (H2 blockers) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้ากว่า แต่สามารถลดกรดได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง และทานหลังอาหารได้ ได้แก่ Cimetidine, Famotidine, Ranitidine
ยาที่ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารโดยตรง ประเภทออกฤทธิ์ต่อเซลล์สร้างกรด (Proton pump inhibitors) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดได้ยาวนาน มีผลทำให้เนื้อเยื่อที่เสียหายของหลอดอาหารมีเวลาฟื้นฟูกลับมาปกติได้เหมือนเดิม ได้แก่ Omeprazole, Esomeprazole, Rabeprazole, Pantoprazole, Lansoprazole, Dexlansoprazole
ยากลุ่มใหม่ที่ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารโดยตรง คือ กลุ่ม Potassium-competitive acid blockers (P-CABs) ได้แก่ Vonoprazan ซึ่งยากลุ่มนี้มีข้อดีคือ สามารถรับประทานได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงมื้ออาหาร อ่านเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *