Spies in Disguise: เปิดปีด้วยหนังสนุกมันอิ่มสุขได้ข้อคิด ชีวิตจะได้แฮปปี้ไปตลอดปี

เรื่องราวของคู่หูคู่ฮาและการออกจารกรรมข้ามชาติ แลนซ์ สเตอร์ริ่ง (วิล สมิธ) สายลับที่เจ๋งที่สุดในโลก เขาเท่ มีเสน่ห์ มีฝีมือร้ายกาจ การช่วยโลกคืออาชีพของเขา ไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว และ วอลเทอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) คนที่มีจิตใจดีและแทบจะตรงข้ามกับแลนซ์โดยสิ้นเชิง ซึ่งเขาอาจไม่ใช่คนที่พูดคุยได้เก่งนัก และแม้ว่าเขาจะขาดความสามารถในการเข้าสังคม แต่ความสามารถเหล่านั้นก็ถูกทดแทนด้วยความฉลาดและช่างประดิษฐ์ วอลเทอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ในภารกิจต่าง ๆ ของแลนซ์นั่นเอง แต่เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อทั้งสองต้องหันมาเชื่อมั่นในตัวกันและกันในแง่มุมใหม่ ๆ และนี่เองที่หากพวกเขาไม่เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีม โลกทั้งใบอาจตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง

หนังเรื่องนี้นับเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของค่าย Blue Sky ที่ออกฉายหลังจากดิสนีย์ได้เข้าซื้อค่ายฟ็อกซ์เรียบร้อย ซึ่งตัวค่ายแอนิเมชันเองก็มีผลงานมาก่อนหน้านี้มากมาย ที่สร้างชื่อจริงจังเลยก็คือแฟรนไชส์ Ice Age และหนังคำชมเยี่ยมอย่าง The Peanuts Movie (2015) ซึ่งเป็นอีกค่ายที่มักมีหนังส่งเข้าฉายโรงแทบทุกปี โดยเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายบ้านเราคือหนังแอนิเมชันกระทิงหัวใจคิวต์อย่าง Ferdinand (2017) จึงเห็นได้ว่าหนังสายลับเรื่องนี้ที่ใช้เวลากว่า 2 ปี ในการผลิตน่าจะได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันทีเดียว ทั้งนี้อาจเพราะเป็นการให้โอกาสผู้กำกับหน้าใหม่จากสายโปรดักชันเดิมของค่ายขึ้นมาทำหนังใหญ่เต็มตัวครั้งแรกอย่าง นิก บรูโน และ ทรอย เควน และยังเป็นการเปลี่ยนทัศนวิสัยในการผลิตแอนิเมชันของค่ายที่ต่างจากเดิมมาก สังเกตดี ๆ ว่าบลูสกายไม่ค่อยเน้นหนังที่ใช้มนุษย์เป็นตัวเดินเรื่อง ทั้งด้านการดีไซน์เองก็ชวนให้นึกถึงหนังแอนิเมชันฝั่งค่ายโซนี หรือดิสนีย์มากเสียกว่าของฟ็อกซ์ด้วย หรือจะตัวพลอตเองก็ตามนี่ไม่ใช่หนังในสไตล์เดิมของค่ายบลูสกายเลยก็ว่าได้ มันคงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหม่ ใหญ่ และเสี่ยงจนต้องใช้เวลากับมันมากขึ้นก็ว่าได้

ว่ากันตามตรงเราได้ชมทีเซอร์ของหนังเรื่องนี้กันมาร่วมปีแล้ว (1 พฤศจิกายน 2018) แต่ตัวหนังก็ดีเลย์เลื่อนฉายมาอีกร่วม 4 ครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นหนังแอนิเมชันเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายในทศวรรษ 2010s ไปในที่สุด ซึ่งปกติเลื่อนแบบนี้มักเกิดจากกรณีหนังมีปัญหา แต่มองอีกมุมถ้าแก้ไขแล้วดีก็ถือว่าได้งานที่พิถีพิถันขึ้นมาเหมือนกันเพราะมีเวลาปรับปรุงเยอะขึ้น แล้วหนังเรื่องนี้ก็เข้าเกณฑ์หลังเพราะว่า หนังทำมาสนุกมาก

หนังได้แรงบันดาลใจห่าง ๆ อิงจากแอนิเมชันขนาดสั้นของ ลูคาส มาร์เทล เรื่อง Pigeon: Impossible (2009) เกี่ยวกับความวายป่วงระหว่างสายลับกับนกพิราบที่บังเอิญได้ครองอาวุธไฮเทคล้ำสมัยของสายลับนิรนามนั้นเข้า (ลองหาดูในยูทูบได้เป็นหนังใบ้ที่สนุกดี ดูหนังออนไลน์ ที่นี่ เลย) โดยชื่อของแอนิเมชันสั้นถูกนำมาใช้ในฐานะชื่อระหว่างงานสร้าง (Working Title) ของหนังเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้ก็ต้องยกเครดิตให้ แบรด โคปแลนด์ จาก Ferdinand และ ลอยด์ เทย์เลอร์ จาก The Wild (2006) ที่ศึกษางานหนังสปายและหนังแนวคู่หูผิดฝาผิดขั้วมาดี แม้จะเป็นแนวที่ทำซ้ำกันมาเยอะมาก แต่หนังเรื่องนี้ก็ใช้ทั้งสูตรสำเร็จแนวคู่หู แนวแอ็กชัน แนวสายลับที่มีอุปกรณ์ไฮเทคพิศดารมากมาย ผสมการพลิกแพลงเรื่องราวนอกกรอบแบบแนวไซไฟที่คนกลายเป็นนกพิราบมาสร้างทางใหม่ให้หนังได้ ซึ่งที่ลองทำแผลง ๆ ได้ง่ายเพราะแก่นกลางจากแนวหนังสูตรสำเร็จมันแข็งแรงพอด้วยนั่นเอง

สำหรับตัวละครก็แทบจะออกแบบมาให้เหมาะเจาะกับ แลนซ์ สเตอร์ริ่ง ดาราที่มารับพากย์เสียงเลยไม่ว่าจะสายลับผิวสีสุดเนี้ยบเครางามนาม แลนซ์ ที่ได้ วิล สมิธ มารับบท (และหน้าตาตัวละครนึกว่าเป็นวิล สมิธเองเลยด้วย) หรือจะหนุ่มน้อยแสนเนิร์ดแสนซนอย่าง วอลเทอร์ ที่ชวนให้นึกถึงคาแรกเตอร์กวน ๆ แบบ ทอม ฮอลแลนด์ อยู่มากเหมือนกัน โดยชื่อของ 2 ตัวละครนำก็เป็นการตั้งเพื่อให้เกียรติคารวะแด่ วอลเทอร์ แลนซ์ (Walter Lantz) แอนิเมเตอร์ชั้นครูผู้ให้กำเนิดตัวละคร Woody Woodpecker ด้วย เมื่อคาแรกเตอร์ดีไซน์และคนพากย์ลงตัวหนังก็รอดไปเกินครึ่งตัวแล้ว เพราะต้องยอมรับว่า 2 ตัวละครนี้คือคีย์หลักของเรื่องจริง ๆ คอนทราสต์ระหว่างสายลับอันดับหนึ่งของโลกที่มั่นใจในตัวเอง บินเดี่ยวไม่ชอบทำงานเป็นทีม ทั้งยังยึดคติโลกนี้มันโหดร้าย ต้องใช้ไฟต้านไฟ จะใจดีกับวายร้ายไม่ได้เด็ดขาด กับอีกคนเป็นเด็กหนุ่มโลกสวยนักประดิษฐ์ที่เชื่อว่าความเพี้ยนที่ทุกคนมองข้ามหัวตลอดเวลาของเขา สักวันจะนำโลกสู่สันติสุขได้ โดยที่ไม่ต้องประหัตประหารใครอีก เขาเลยออกแบบอุปกรณ์มหัศจรรย์มากมายที่ไม่อาจฆ่าใครได้ทั้ง ระเบิดกากเพชรที่ฉายรูปแมวเหมียวเพื่อให้วายร้ายจิตใจอ่อนโยนลง เป็นต้น คือพลอตง่าย ๆ แค่นี้ล่ะแต่เอามาขยี้ความขัดแย้งได้สนุกนักแล

มาพูดถึงส่วนที่น่าชื่นชมแบบเกินความคาดหวังกันบ้างนั่นก็คือฉากแอ็กชัน ที่มันพะยะค่ะ มาก ๆ เด่นสุด ๆ ก็มุมกล้องบางฉากที่ทำดีอย่างกับหนังแอ็กชันเพียว ๆ ด้วยซ้ำ มุกต่าง ๆ ก็เป็นมุกสถานการณ์ที่ฮาแบบเข้าใจง่ายทั้งยังอาศัยจุดเด่นของคาแรกเตอร์มาเล่นได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติของนกพิราบที่เล่นได้ไม่รู้เบื่อ ช็อตซึ้ง ๆ ก็มีมาแบบพอกระแทกใจแต่ไม่ถึงคร่ำครวญ มาพอให้ชวนคิดได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของวิธีต่อสู้กับความเลวร้ายด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และสูตรสำเร็จที่พลาดไม่ได้อีกประการคือหนังมีตัวร้ายที่ดี ดีในที่นี้คือมีภูมิหลังการกระทำที่น่าเห็นใจมีมิติ และมีความฉลาดเก่งกาจโหดเหี้ยมจนรู้สึกได้ว่าฮีโรสามารถพ่ายแพ้ได้จริง ๆ ซึ่งก็ได้ เบน เมนเดลสัน ตัวร้ายจาก Rogue One (2016) และ Ready Player One (2018) มาให้เสียงพากย์ที่ดูน่ายำเกรงด้วย

Finding Nemo (3D) : ปลาเล็ก หัวใจโต๊โต (ดิสนีย์ พิกซาร์)

Finding Nemo (3D) : ปลาเล็ก หัวใจโต๊โต (ดิสนีย์ พิกซาร์)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก ทางการภาพยนตร์ FindingNemo

กำหนดฉาย : 4 ตุลาคม 2555

แนว : แอนิเมชั่น
ให้เสียง : อัลเบิร์ต บรู๊คส์, เอลเลน ดีเจเนอเรส, อเล็กซานเดอร์ กูลด์, วิลเล็ม ดาโฟ, แบรด การ์เรตต์, อลิสัน แจนนี่ย์, ออสติน เพนเดิลตัน, โจ แรนฟ์ท, เจอฟฟรีย์ รัช, แอนดรูว์ แสตนตัน, อลิซเบ็ธ เพอร์กิ้น

กำกับ : แอนดรูว์ แสตนตัน
ผู้ช่วยผู้กำกับ : ลี อันคริช
เรื่องราวดั้งเดิม : แอนดรูว์ แสตนตัน
บทภาพยนตร์ : แอนดรูว์ แสตนตัน, บ๊อบ ปีเตอร์สัน, และ เดวิด เรย์โนลด์ส
ประพันธ์ดนตรี : โธมัส นิวแมน ดูหนังออนไลน์

การกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ 3 มิติสุดตระการตา ของภาพยนตร์แอนิเมชั่นเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ที่จะพาผู้ชมกลับไปสู่การผจญภัยใต้ทะเลลึกอีกครั้งกับประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม พร้อมด้วยเหล่าตัวละครสุดโปรด, มุกตลก, และเรื่องราวสุดประทับใจ

FindingNemo คือเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นและสนุกสนานของ “มาร์ลิน” ปลาการ์ตูนผู้หวงลูกจนเกินเหตุ (พากย์โดย อัลเบิร์ต บรู๊คส์) และลูกชายของเขา “นีโม” (พากย์โดย อเล็กซานเดอร์ กูลด์) ที่พลัดหลงกันในแนวปะการังใหญ่ เมื่อนีโมถูกจับตัวไปจากมหาสมุทรซึ่งเป็นบ้านของเขา ไปอยู่ในตู้ปลาในห้องทำงานของหมอฟันคนหนึ่ง ด้วยการช่วยเหลือของเพื่อนร่วมทางอย่าง ดอรี่ (พากย์โดย เอลเลน ดีเจเนอเรส) ปลาบลูแทงจ์ผู้เป็นมิตรแต่ความจำสั้น มาร์ลิน ได้ออกเดินทางสู่เส้นทางสุดอันตรายด้วยความพยายามอันยิ่งใหญ่ทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือลูกชายของเขา ที่รวบรวมความกล้ากับแผนการหาทางกลับบ้านด้วยตัวเอง

เกร็ดน่ารู้ หนัง Finding Nemo

• Finding Nemo ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมในปี 2003
• ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม-ดนตรี หรือ ตลก
• เมื่อครั้งที่ออกฉาย Finding Nemo คือภาพยนตร์เรท “ทั่วไป” ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล
• เอลเลน ดีเจเนอเรส ได้รับรางวัล เอ็มทีวี อวอร์ด สาขาการแสดงตลกยอดเยี่ยม
• ปี 2008 สถาบันภาพยนตร์อเมริกันให้ Finding Nemo เป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา

ดำดิ่งสู่การผจญภัยในท้องทะเลลึกอีกครั้งในแบบ 3 มิติ สุดตระการตา 4 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ในยุคสมัยที่การนำ ‘หนังเก่า’ กลับมาให้ผู้ชม (โดยเฉพาะในบ้านเรา) ได้ยลโฉมอีกครั้งในโรงภาพยนตร์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก อันเนื่องมาจากกระแสการตอบรับที่อาจเรียกได้ว่าเย็นชา หรืออย่างน้อยก็ไม่มีความกระตือรือร้นเท่าที่ควร (ประเมินจากจำนวนของหนังเก่าที่กลับมาฉายและตัวเลขรายได้ซึ่งไม่หวือหวาเท่าใด) ซึ่งมองในอีกมุมหนึ่ง มันแปลว่าผู้ชมยังไม่เห็นความหมายหรือความสำคัญของการได้ดูหนังเก่าอีกครั้งใน ‘โรงภาพยนตร์’ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว มันเป็นโอกาสที่พิเศษและเกิดขึ้นน้อยมาก

การหวนคืนจอเงินอีกครั้งของหนังอายุเก้าขวบเรื่อง Finding Nemo (ซึ่งเป็นการออกฉายทั่วโลก) จึงจำเป็นต้องมีเหตุผลหรือข้ออ้างที่แน่นหนามากกว่าการกลับมาเพียงเพื่อให้แฟนๆ ได้คลายความคิดถึง หรือรื้อฟื้นความทรงจำ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้แฟนเยาว์วัยรุ่นหลังได้ทำความรู้จักหนังที่เป็นที่รักของใครต่อใครที่ได้ดู หรือในกรณีที่เถรตรงกว่านั้น เพื่อเก็บเกี่ยวรายได้เพิ่มเติม (ซึ่งในแง่มุมหนึ่ง มันเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริง) และหลังจากที่บริษัท ‘ดีสนี่ย์ /พิกซาร์’ ประสบความสำเร็จในการนำหนังเรื่อง The Lion King (1994) กลับมาฉายซ้ำเป็นการชิมลางเมื่อปีกลาย -โดยการนำเสนอในรูปแบบสามมิติ (ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นาน แผ่นบลูเรย์สามมิติของหนังเรื่องดังกล่าวจะถูกวางตลาด อันเป็นวงจรต่อเนื่องในทางธุรกิจ) มันก็ถึงคิวของการแปลงโฉมหนังเรื่อง Finding Nemo จากระบบภาพแบบสองมิติเป็นสามมิติ (และแน่นอน แผ่นบลูเรย์สามมิติในอีกไม่ช้าไม่นาน) นั่นเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไม เรื่องราวการผจญภัยของปลาการ์ตูนสองพ่อลูกถึงได้ย้อนมาโลดแล่นในโรงหนังอีกครั้ง ทั้งๆ ที่วาระของการเฉลิมฉลองการครบรอบอย่างเป็นกิจจะลักษณะ (เช่น สิบปี สิบห้าปี ยี่สิบปี ฯลฯ) ยังไม่ได้เวลาอันสุกงอมเพียงพอ

แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ควรรายงานเป็นลำดับแรกเกี่ยวกับ Finding Nemo 3D ก็คือ มัน ‘เสกสมรส’ เข้ากับระบบสามมิติได้อย่างสอดประสานกลมกลืนเสมือนทองแผ่นเดียวกัน จนดูประหนึ่งว่าหนังคอมพิวเตอร์กราฟฟิคอนิเมชั่นเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบ ‘3D’ ตั้งแต่เริ่มต้น ความตื้นและลึกของภาพช่วย ‘ขยับขยาย’ ให้หนังดูมีมิติที่เสมือนจริงจนแทบจะเอื้อมมือไปจับต้องได้ และความแตกต่างกันที่โดดเด่นสะดุดตามากขึ้นของรายละเอียดในส่วนโฟร์กราวนด์และแบ็คกราวนด์ ก็ยิ่งทำให้อาณาจักรใต้ท้องทะเลในแถบ Great Barrier Reef เป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ มนต์ขลังและความน่าพิศวงอย่างที่หนังอนิเมชั่นที่ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นใต้ท้องมหาสมุทรเรื่องไหนไม่อาจเทียบเคียง และนอกเหนือจากความประณีตและพิถีพิถันในการแปลงสัญญาณภาพจากสองมิติเป็นสามมิติแล้ว สีสันและความสดใส ตลอดจนความคมชัดที่ได้รับการยกระดับให้เข้มข้นและจัดจ้านมากขึ้น ก็ยิ่งช่วยให้การหวนกลับไปเยี่ยมเยียนหนังเรื่องนี้อีกครั้ง เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ชวนให้จดจำ กระทั่งเป็นเสมือนการได้ดูหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งจะถูกนำออกมาฉายเป็นครั้งแรกก็ไม่ปาน

แต่ไม่ว่าข้อเขียนนี้จะสรรเสริญเยินยอความสำเร็จของการนำเอาระบบสามมิติมาสวมทับลงบนหนังสองมิติได้อย่างเหมาะสมอย่างไร คุณงามความดีที่แท้จริงของหนังเรื่อง Finding Nemo ก็ยังคงอยู่ในองค์ประกอบหลักๆของความเป็นหนังอนิเมชั่น อันได้แก่ บทหนัง ซึ่งรวมถึงการวางกรอบในการบอกเล่า, การสร้างบุคลิกตัวละคร, การสอดแทรกมุกตลกและอารมณ์ขันที่ชวนให้สนุกสนานครื้นเครง และครอบคลุมทุกช่วงอายุของกลุ่มประชากร; บรรดาอนิเมเตอร์ทั้งหลายที่ช่วยทำให้ไอเดียที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศธาตุและตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในบทหนัง กลายเป็นรูปธรรมที่ผู้ชมไม่เพียง ‘จับต้อง’ ได้ด้วยการมองเห็น แต่ยังสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความมีเลือดมีเนื้อและชีวิตชีวาของบรรดาตัวละคร และนั่นต้องรวมถึงอนิเมเตอร์ที่ทำงานกับความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆ ในน้ำ ตลอดจนสร้าง ‘ความจริงเสมือน’ ของสภาพแวดล้อมใต้ท้องทะเล ที่แทบจะทำให้ผู้ชมแยกไม่ออกระหว่างของจริงกับของจำลองซึ่งละม้ายคล้ายคลึงจนน่าตื่นตะลึง

Stand by Me Doraemon 2: ดราม่าเรียกน้ำตามาต่อเนื่อง

จนเมื่อคุณย่าเอ่ยปากว่า “อยากจะพบกับเจ้าสาวของโนบิตะ” โดราเอมอน และโนบิตะจึงเดินทางไปในวันแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อนจะพบว่าโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ได้หนีหายออกจากงานแต่งงานของเขากับชิซึกะไป โนบิตะและโดราเอมอนจึงต้องช่วยกันตามหาเพื่อทำให้ความฝันของคุณย่าเป็นจริง

ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของฟูจิโกะ F ฟูจิโอะ จะมีการสร้างโดราเอม่อนในรูปแบบของภาพยนตร์ 3D CG แอนิเมชั่น ชื่อว่า “Stand by me Doraemon” กำหนดการฉายในญี่ปุ่นวันที่ 8 สิงหาคมนี้

เป็นตัวละครที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คน ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ ปกติแล้วโดราเอม่อนจะมีเป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นออกมาทุกปี แต่ในปีนี้จะพิเศษด้วยการสร้างออกมาในรูปแบบ 3DCG ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ส่วนในไทยนั้นมีสิทธิ์ที่จะได้ชมค่อนข้างสูง (ลิขสิทธิ์คาดว่าจะเป็นของ Rose Media) สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ห่างมาถึง 6 ปีนับจากภาคแรกในชื่อ ‘Stand by Me Doraemon โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป’ ในปี 2014 ซึ่งจริงแล้วก็ถือว่าจบลงตัวในตัวเองอย่างมากแล้ว แต่ด้วยความนิยมของแอนิเมชัน 3 มิติชุดนี้ ทำให้ผู้กำกับ ยามาซากิ ทาเคชิ และ ยางิ ริวอิจิ จากภาคแรกกลับมาสานต่อเรื่องราวมิตรภาพสุดซึ้งนี้ต่อ

และได้ออกฉายในญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว ส่วนบ้านเราก็กำลังจะเข้าฉายโปรแกรมปกติในวันที่ 6 เมษายนนี้ โดยมีรอบพิเศษจัดฉายมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1-5 เมษายนด้วย

ว่ากันตามจริงแล้วต้องบอกก่อนว่าความแตกต่างสำคัญระหว่าง Stand by Me Doraemon กับแอนิเมชันโดราเอมอนที่เป็นภาคการผจญภัยต่าง ๆ ซึ่งมีออกฉายมาแทบทุกปีนั้น หลัก ๆ คือกลุ่มผู้ชม เพราะในขณะที่แอนิเมชัน 2 มิติจะจับกลุ่มเด็กจริง ๆ ที่เน้นเรื่องของฉากการผจญภัยหวือหวา มีเพื่อนใหม่ของโนบิตะที่น่าสนใจซึ่งมักไม่ใช่คน เรียกว่าอัดแฟนตาซีจัดเต็มกว่า

แต่แอนิเมชัน 3 มิติ ในชุด Stand by Me Doraemon นั้น จะจับความสนใจ หรือความเข้าใจกับอดีตเด็ก หรือผู้ใหญ่ในปัจจุบันที่โตมากับการ์ตูนชุดโดราเอมอนได้ดีกว่า ทั้งด้วยเรื่องของฉากการผจญภัยที่จะไม่แฟนตาซีเท่า ดูมีความดราม่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกว่าและต้องอาศัยความเข้าใจมากขึ้น นอกจากนี้มุกการเล่าเรื่องก็ยังสามารถใส่ความซับซ้อนได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการย้อนเวลาแก้ไขอดีต-อนาคตไปมา ซึ่งที่ว่ามามันคือหนังแอนิเมชันสำหรับเด็กโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ดูนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ ‘Stand by Me Doraemon 2 โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’ ด้านเนื้อเรื่องนั้น ก็แอบประหลาดใจเล็กน้อยที่หนังมีความเชื่อมโยงแบบจับต้องได้กับหนังภาคแรก ซึ่งที่คาดไว้ทีแรกคือหนังน่าจะแยกกันจบในตัวแบบแอนิเมชัน 2 มิติที่แต่ละตอนไม่ต้องเชื่อมโยงกัน ด้วยระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาถึง 6 ปี คนที่ดูภาคแรกก็น่าจะลืมรายละเอียดไปเยอะแล้ว ทว่าผู้สร้างก็คงความตั้งใจให้หนังชุดนี้มีความเป็นชุดสะสม ที่เรื่องราวต่อเนื่องเป็นหนังชุดเดียวกันนั่นเอง

เนื้อเรื่องที่โนบิตะอยากกลับไปหาคุณย่าเพราะเจอตุ๊กตาในวัยเด็ก (โดยนำเนื้อหาในหนังสือการ์ตูนตอนที่ซึ้งที่สุดตอนหนึ่งมาใช้) และลากไปสู่ตอนที่โนบิตะในอนาคตหนีการแต่งงาน ทำให้โดราเอมอนต้องตามไปแก้ปัญหามีการข้ามเวลาไปมากันวุ่นวาย จึงเป็นการคิดเลือกเรื่องราวในตอนที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโนบิตะกับครอบครัว (คุณย่า,คุณพ่อ,คุณแม่) มาเชื่อมกับครอบครัวที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ (โนบิตะ กับชิสุกะ) นั้น ทำให้เราเห็นความพิถีพิถันของผู้สร้างอย่างดีทีเดียว อันนี้ชื่นชมมาก ๆ

ซึ่งฉากประมวลความสัมพันธ์ทั้งหมดค่อนปลายเรื่อง ลากยาวจนถึงจบนั้น ต้องบอกว่า ขยี้แล้วขยี้อีก อัดฉากซึ้ง ๆ คำพูดซึ้ง ๆ มารัว ๆ ฉากนี้ยังไม่น้ำตาซึมเหรอ ได้ งั้นต่อด้วยฉากนี้ ยังอีกเหรอ งั้นฉากนี้ล่ะ ..อารมณ์ประมาณนี้เลย ตรงนี้แล้วแต่คนเลย ใครอินอยู่แล้วก็น่าจะยิ่งชอบ แต่ในทางกลับกันใครไม่อินมุกแนวญี่ปุ่นขยี้เรียกน้ำตาก็คงรู้สึกว่าจะอะไรกันนักกันหนา ทว่าด้วยความเป็นแอนิเมชันน่ารัก ๆ เราคงไม่รู้สึกไปรำคาญตัวละครเท่ากับหนังญี่ปุ่นคนแสดงอยู่ดี

ส่วนที่ยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็เป็นจุดที่เลี่ยงไม่ได้ ก็คงเป็นบรรดาความงี่เง่าของตัวโนบิตะเองที่ต้องมีเพื่อสร้างปัญหาให้เรื่องเดิน ซึ่งในหนังสือการ์ตูนเราอาจเคยชินกับมันอยู่แล้ว เพราะมักจะจบความงี่เง่าหนึ่ง ๆ ในตอนสั้น ๆ แต่พอมาเป็นหนังยาว ๆ แล้วยังเล่าด้วยความสมจริงมาก ๆ ไม่ค่อยแฟนตาซี บรรดาความงี่เง่าเหล่านั้นจึงอาจมากเกินพอดี

เราอาจทำใจได้ว่าเขาเป็นเพียงเด็กประถมมันก็มีความไม่นิ่งทางอารมณ์ความคิดอยู่แล้ว นั่นก็พอเข้าใจได้ ในฉากที่โนบิตะกลับไปอดีตเจอตัวเองตอนเด็กกว่าทำตัวงี่เง่า โนบิตะก็โกรธ และนี่คือจุดสำคัญมาก ๆ ว่าตัวละครโนบิตะในปัจจุบันนั้นมีพัฒนาการมาก แล้วหลังจากนั้นเขาก็ไม่ค่อยทำตัวงี่เง่า ซึ่งดีมาก ๆ ที่หนังเล่าได้แบบนี้ ทว่าพอไปเจอโนบิตะผู้ใหญ่ปรากฏว่าตัวโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ดันทำตัวงี่เง่าหนักกว่า มันทำให้ความรู้สึกตรรกะของหนังมันแปร่ง ๆ ไปหมด และกลายเป็นว่าเราอยู่กับความงี่เง่าของโนบิตะในทุกวัยแทบจะ 60% ของเรื่อง ซึ่งมันทรมานไม่น้อยทีเดียว

และแม้ท้ายสุดหนังจะหาทางออกและคลี่คลายได้ว่าทำไมโนบิตะจึงไม่ได้เรียนรู้พัฒนาความคิดอะไรขึ้นเลยหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่ามา เพื่อให้เนื้อหาของแอนิเมชันในอนาคตไม่แกว่ง แต่ในทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเขาทิ้งพัฒนาการของตัวละครไปแบบไม่ใยดีเกินไป เหมือนเวลากว่าชั่วโมงครึ่งที่ผ่านมา โนบิตะกลับไปเป็นเด็กงี่เง่าคนเดิมตอนต้นเรื่อง เนี่ยเสียดายสุด

อีกเรื่องที่น่าดีใจคือ แม้หนังจะมีบทสรุปจบในตัว แต่ก็ทิ้งเชื้อแบบเนียน ๆ ถึงภาค 3 ไว้ (ถ้าจะทำ) เพราะมีฉากหนึ่งที่โนบิตะกับโดราเอมอนเปิดดูอนาคต 1 ปีหลังวันแต่งงานและพบว่า… ซึ่งเราอาจหลงลืมไป และคิดว่าแก้ไขเหตุการณ์หมดแล้ว ทว่าในความจริงเหตุการณ์ที่ทั้งคู่เห็นนั้นก็จะยังคงอยู่ หากแต่โนบิตะกับโดราเอมอนเข้าใจผิดไปเองว่านั่นเกิดจากเหตุการณ์หนีการแต่งงานครั้งนี้ จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้นกับโนบิตะหลังแต่งงานไปแล้ว 1 ปีกันแน่

จุดเด่น

ภาพที่สวยงามมาก ๆ อันนี้น่าจะไม่มีคนเถียง การเล่าเรื่องทั้งซึ้ง ตลกและอมยิ้มนั้นทำได้ดี เอาหลาย ๆ ตอนในหนังสือมายำได้ลงตัวมาก เล่าความสัมพันธ์ระหว่างโนบิตะกับคนรอบตัวโนบิตะได้ดีจริง ๆ และแนะนำเลย เพลงจบ เนื้อหาดีมากกกก

จุดสังเกต

ฉากขยี้เรียกน้ำตามารัว ๆ ใครไม่ชอบสไตล์นี้คงรู้สึกว่าหนังล้น ๆ ได้ และน่าเสียดายนิดที่โนบิตะในอนาคตไม่ค่อยมีซีนซึ้งกับโดราเอมอนนักทั้งที่ภาคก่อนก็เป็นปมใหญ่เหมือนกัน ที่ไม่ชอบสุดคงเป็นเวลาที่ให้กับความงี่เง่าของโนบิตะนั้นมาซะเยอะเชียวเรื่องนี้

★★★ = สนุกมาก ประทับใจ อยากดูซ้ำหรือมีภาคต่อก็จะตามดูอีก
★★☆ = สนุกโอเคเลย
★☆☆ = ธรรมดา พอดูฆ่าเวลาได้
☆☆☆ (ไม่มีดาว ) = ไม่สนุก ดูไม่จบ ไม่อยากดูต่อ

The lion king (2019) : ความสมจริงคือดาบสองคมและจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่

เรื่องย่อ The lion king

เรื่องราวของสิงโตแห่งผาทรนง เมื่อเจ้าป่ามูฟาซ่าถูกฆ่าตาย และสการ์น้องชายผู้ริษยา โยนความผิดนี้ให้กับซิมบ้า ลูกชายของมูฟาซ่า ทำให้ซิมบ้าต้องหนีอดีตอันแสนเจ็บปวดและยึดถือคติการดำรงชีวิตใหม่คือ “ฮากูน่า มาทาท่า” เรื่องราวของการผจญภัย โชคชะตา และความรัก  สร้างจากแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จ กวาดรายได้ มากถึง 968 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ณ ดินแดนของป่าไพรร็อค “มูฟาซา” สิงห์โตเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย กำลังปลาบปลื้มใจที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ “ซาราบี” ภรรยาแสนสวย และอ่อนหวานของเขาได้ให้กำเนิดลูกสิงห์โตเพศชาย และให้ชื่อว่า “ซิมบา” ที่แน่นอนว่าลูกสิงห์น้อยจะต้องเติบโตขึ้นเพื่อเป็นผู้ครอบครองอาณาจักรอันทรงเกียรติ ที่พ่อสิงห์หมายมั่นและได้สร้างไว้ให้ แต่ในวันอันเป็นมงคล วันอันเป็นความสุขซึ่งมิใช่เพียงแต่ครอบครัวของราชาสิงห์และบริวารใกล้ชิดเท่านั้น หากแต่สรรพสัตว์ ในราวไพรเกือบทุกผู้ทุกตัวต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญ และชื่นชมในบุญญาบารมีของครอบครัวราชาสิงห์จะมีก็เพียงแต่กลุ่มหมาใน (ไม่ใช่พวกที่หลุดจากสวนสัตว์ไนท์ ซาฟารี ที่เชียงใหม่หรอกนะ) ที่หิวโหย และสิงห์เฒ่า “สกา” ผู้สิ้นหวังต่อบรรลังทองที่ตัวเองหมายมั่นอยู่อย่างใจจรดใจจ่อ แผนการชั่วร้ายเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อสิงห์น้อย “ซิมบา” ผู้อ่อนเยาว์ และซื่อใสตามประสาเด็กที่ยังไม่เจนจัดต่อโลกอันแสนสับสนและชิงดี ต่ออำนาจและเงินตรา (เอ ….ในป่าไพรร็อค ต้องใช้มากหรือเปล่านะ) สิงห์น้อยผู้สดใส จริงใจ แต่ทะนงในความเป็นลูกสิงห์ก็จึงต้องเพรี่ยงพร้ำ เพียงแต่คำพูดที่ปลุกเร้าเล็กน้อย ต่อความรู้สึกของการอยากรู้อยากเห็น และความทะนงประสาเด็ก ก็ได้ผล เมื่อลูกสิงห์ ฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อสิงห์ที่เคยสั่งห้ามไว้ว่า “อย่างไปที่สุสานช้าง ซึ่งเป็นดินแดนต้องห้าม” และที่สุดกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ลูกสิงห์น้อยก็ต้องเปลี่ยนสถานะกลายเป็นสิงห์น้อยผู้กำพร้าพ่ออย่างน่าใจหาย และต้องหลีกเร้นหน้าจากสังคมสรรพสัตว์ในป่าไพรร็อค ไป กว่าจะกลับมากู้และทวงบันลังค์คืนได้ก็แทบกระอัก แทบไม่เป็นผู้เป็นสัตว์ แต่ก็จบอย่างมีความสุขตามประสาหนังที่จะต้องชี้ให้เห็นว่า “ธรรมย่อมชนะอธรรม”

Zootopia นครสัตว์มหาสนุก

มหานครสุดทันสมัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แห่งซูโทเปีย มีทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย เช่น จตุรัสซาฮารา อันหรูหรา และทุนดราทาวน์ อันหนาวเหน็บ มันคือหม้อใบใหญ่ที่เหล่าสัตว์ต่างๆจากทุกๆสภาพแวดล้อมมาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถานที่ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จากช้างตัวมหึมาไปจนถึงกระแตตัวจิ๋ว คุณสามารถเป็นอะไรก็ได้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโลกสวยอย่าง จูดี้ ฮอบส์ ได้มาถึง เธอก็รู้ว่าการเป็นกระต่ายตัวแรกในกองตำรวจของเหล่าสัตว์ใหญ่ผู้บึกบึนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความมุ่งมุ่นในการพิสูจน์ตัวเอง เธอจึงกระโจนเข้าสู่การคลี่คลายคดี ถึงแม้จะต้องร่วมมือกับสุนัขจิ้งจอก 18 มงกุฏ นิค ไวลด์

เรื่องราวในโลกที่มนุษย์ไม่เคยปรากฏขึ้นมา โลกที่มีแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โลกที่สัตว์ทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ณ มหานครซูโทเปีย เมืองที่นิยามว่าดินแดนที่ใครอยากเป็นอะไรก็เป็นได้ … จูดี้ ฮ็อปส์ กระต่ายสาวผู้ผ่านการสอบการเป็นตำรวจคนแรกจากสัตว์กลุ่มผู้ถูกล่าได้เดินทางมาทำงานที่เมืองนี้ แต่ทุกอย่างก็ไม่ค่อยเป็นอย่างที่หวังเมื่อเธอถูกเมินและส่งไปทำงานตำรวจจราจรคอยออกใบสั่งในขณะที่ตำรวจคนอื่นที่ส่วนมากเป็นกลุ่มสัตว์นักล่าออกไปทำคดีใหญ่ซึ่งมีสัตว์หายไป 14 ตัว และเป็นกลุ่มสัตว์นักล่าทั้งหมด จนในที่สุด จูดี้ต้องร่วมมือกับ นิค ไวลด์ จิ้งจอกที่ตอนแรกมาหลอกต้มตุ๋นจูดี้เพื่อไขคดีนี้ โดยทั้งคู่มีเวลาแค่ 48ชม.เท่านั้น ภารกิจร่วมมือกันแบบจับพลัดจับผลูจึงก่อเป็นมิตรภาพระหว่างสัตว์ผู้ล่าและผู้ถูกล่า

ในหนังจับประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตตามหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาโดยแสดงออกมาในรูปของสัตว์กลุ่ม “ผู้ล่า” และ “ผู้ถูกล่า”

ถึงซูโทเปียจะบอกไว้ว่า เป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น แต่ในความจริงแล้วการเลือกอาชีพก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นนั้น อย่างจูดี้นั้นเป็นกระต่าย ซึ่งบรรทัดฐานกำหนดให้เธอต้องทำงานเกี่ยวกับฟาร์มแครอทอย่างที่พ่อแม่บอกตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่กลับเป็นว่าเธออยากจะเป็นตำรวจที่มีแต่สัตว์กลุ่มผู้ล่าเช่น หมาป่าหรือหมี แต่ด้วยความพยายามจึงทำให้เธอเป็นสัตว์ผู้ถูกล่าคนแรกที่สอบผ่านตำรวจด้วยคะแนนที่หนึ่งของรุ่น แต่ถึงเวลามาประจำกรมที่นครซูโทเปีย เธอก็ยังโดนดูถูกและเมินจากตำรวจคนอื่นอยู่ดี

หรืออย่าง นิค ไวลด์ หมาจิ้งจอกที่มีความฝันตอนเด็กๆ  แห่งซูโทเปีย อยากเข้ากลุ่มเรนเจอร์ (ประมาณลูกเสือนั่นแหละ) หรือตำรวจ แต่ก็โดนสัตว์ตัวอื่นแกล้งเพราะไม่เชื่อว่าจิ้งจอกจะเชื่อถือได้เหมือนกัน

ด้านงานออกแบบ

ในหนังบอกว่าซูโทเปียแบ่งออกเป็น 12 ภูมิภาค แต่ในท้องเรื่องหยิบที่เด่นๆ มาแค่ 3 โซนคือ ซาฮาร่าสแควร์ – โซนทะเลทราย / ทุนดร้าทาวน์ – โซนขั้วโลก / เรนฟอร์เรส – เขตป่าฝน

โดยรวมแล้วเรื่องนี้เป็นการสืบคดีเลยเดินทางสลับฉากเยอะหน่อย แต่ฉากที่เด่นๆ คือเห็นแล้วรู้เลยคือโซนทุนดร้า และ เรนฟอร์เรสซึ่งก็ออกแบบมาได้สวนดี

และที่ชอบอีกอย่างของเรื่องนี้คือเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องออกแบบให้เข้ากับสัตว์หลายๆ ขนาด เช่นประตูหรือรถยนต์ที่ต้องมีหลายไซส์ให้ตั้งแต่หนูตัวเล็กๆ ช้างตัวอ้วนๆ และยีราฟตัวสูง

ส่วนคาแร็กเตอร์ดีไซน์ ก็ถือว่าได้มาตราฐานดีสนีย์ล่ะนะ ตัวละครทุกตัวมีเอกลักษณ์เข้ากับชนิดสัตว์ที่เลือกมาพอดี และส่วนใหญ่จะออกมามากกว่า 1 ครั้ง ไม่ใช่ว่าออกมาตบมุขครั้งเดียวแล้วหายไปเลย (แปลว่าบางตัวอาจจะออกมาตบมุข 2 ครั้งเช่นแฟลช ตัวสล็อต .. อุ๊ปส์ สปอย)

ถ้าถามว่าชอบตัวไหนมากที่สุดในเรื่องนี่ตอบยากนะ เพราะชอบหลายตัว แต่ตัวที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นนางเอก จูดี้ นั่นแหละ

อ้อ หลายๆ คนน่าจะได้ดูตัวอย่างมาแล้วว่าเจ้าสล๊อตสุดเอื่อยของเรานั่นน่ะมันมีชื่อว่า “แฟลช” … ถ้าอยากรู้ว่าทำไมมันถึงได้ชื่อนี้มาก็ไปดูได้ตอนจบของเรื่องเลยนะ สามารถดู ดูหนังออนไลน์

เนื้อเรื่องย่อ

จูดี้ ฮ็อปส์ในวัยเด็กฝันอยากจะเป็นตำรวจ แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่เพราะตามปกติแล้วกระต่ายมักจะทำอาชีพทำไร่ปลูกแครอท หน้าที่ตำรวจนั้นมีไว้สำหรับสัตว์นักล่า แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้เธอก็สอบตำรวจผ่านด้วยคะแนนที่หนึ่งของรุ่น และย้ายเข้าไปทำงานในนครซูโทเปีย แต่วันแรกตอนประชุมงานเช้า แทนที่เธอจะได้รับหน้าที่อะไรบ้างในคดีคน (สัตว์) หาย14ตัว แต่กลับได้รับหน้าที่ให้ไปดูแลการจราจรและออกใบสั่งแทน จนในที่สุดโชคก็เข้าข้างเธอทำให้หัวหน้าตำรวจ โบโก (วัวกระทิง) ต้องยอมให้เธอดูคดีนี้เมื่อมิสอ๊อตเตอร์ตัน ตัวนากภรรยาของหนึ่งในสัตว์ที่หายไปมาขอให้ช่วยตามหาสามีตัวเอง แต่โบโกยื่นคำขาดว่าถ้าจูดี้อยากทำคดีนี้ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเกิน 48 ชม. แล้วเธอยังไขคดีไม่ได้ เธอจะต้องลาออกไป

จูดี้ตามสืบคดีโดยเริ่มจากการไปขอ (แกมบังคับ) ให้นิค ไวลด์ จิ้งจอกที่หลอกต้มตุ๋มเธอไปเมื่อวันก่อน นิคจำใจช่วย ทั้งคู่สืบไปเรื่อยๆ จนเข้าไปค้นรถของมิสเตอร์บิ๊ก หนูผีตัวเล็กจิ๋วซึ่งเป็นเจ้าพ่อผู้มีอิทธิผลในโซนทุนดร้าทาวน์จึงถูกหมีขาว ลูกน้องของมิสเตอร์บิ๊กจับตัวไป ตอนแรกทั้งคู่เกือบถูกจับโยนลงน้ำเพราะนิคเคยไปทำให้มิสเตอร์บิ๊กโกรธ แต่ลูกสาวของมิสเตอร์บิ๊กมาเห็นพอดี เลยบอกพ่อว่าจูดี้เคยช่วยเธอไว้เมื่อวันก่อน มิสเตอร์บิ๊กเลยยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับอ๊อตเตอร์ตัน ได้ความคุณอ๊อตเตอร์ตันจู่ๆ ก็อาละวาดกลายเป็นสัตว์ป่าเถื่อน เดินสี่ขาและไม่มีสติจนทำร้ายคนขับรถ แมนชาสซึ่งเป็นเสือจากัวร์เข้า

ทั้งคู่ไปหาแมนชาสที่โซนป่าฝน หลังจากคุยกับไปพักหนึ่ง แมนชาสก็เกิดอาการป่าเถื่อน คือสัญชาติญาณสัตว์ป่ากลับมา แล้วก็เข้าทำร้ายจูดี้กับนิค ทั้งคู่หนีมาได้โดยจูดี้ส่งสัญญาณไปขอความช่วยเหลือ แต่ทันทีที่ตำรวจทั้งหมดมาถึง แมนชาสก็หายตัวไปแล้ว โบโกโกรธและบอกให้จูดี้ถอดตราตำรวจคืนซะ และนิคก็ช่วยบอกว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกนะ ยังไม่หมด48ชม.

นิคกับจูดี้เริ่มปรับความเข้าใจกันโดยนิคเล่าว่า ตัวเองก็เคยมองโลกในแง่ดีและอยากเข้ากลุ่มเรนเจอร์ และก็โดนสัตว์อื่นกลั่นแกล้งเพราะไม่เชื่อในความซื่อตรงของจิ้งจอก หลังจากนั้นเลยกลายเป็นนิคคิดว่าถ้าโลกอยากให้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ตัวเองก็จะทำอย่างนั้น

นิคนึกขึ้นมาได้ว่า พวกเขาสามารถไปดูกล้องวงจรปิดได้ ว่าแมนชาสหายตัวไปไหน จูดี้เลยไปขอความช่วยเหลือจากเบลเวธเธอร์ แกะที่เป็นผู้ช่วยของนายกเทศมนตรีไลอ้อนฮาร์ทจนสืบต่อได้ว่าสัตว์ที่กลับเป็นพวกป่าเถื่อนได้ถูกพวกหมาป่าจับตัวไปไว้ที่โรงบาลแห่งหนึ่ง ที่นั่น ทั้งคู่ได้พบว่าสัตว์ที่หายตัวไปอยู่ที่นี่หมดเลย แต่ทั้งหมดก็เสียสติและกลับเป็นพวกป่าเถื่อนคือเป็นสัตว์เดินสี่ขา พูดจาฟังไม่เข้าใจหมดแล้ว

จูดี้พบว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้คือนายกเทศมนตรีไลอ้อนฮาร์ท ที่ต้องการปิดเรื่องให้เงียบไว้จึงจับสัตว์ทั้งหมดมาไว้ที่โรงบาลนี่ แต่ก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ จูดี้เลยนำเรื่องนี้ไปบอกโบโก ทำให้พวกตำรวจบุกเข้าจับไลอ้อนฮาร์ท จูดี้กลายเป็นคนดัง แต่มันก็ทำให้เธอผิดใจกับนิคตอนเธอพูดให้พวกนักข่างฟังว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะ DNAของสัตว์ผู้ล่าก็เป็นได้

ทั้งเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะแตกแยกเมื่อสัตว์ผู้ถูกล่าเริ่มไม่ไว้ใจและประท้วงผู้ล่า จูดี้รู้สึกเสียใจที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นเลยลาออกจากตำรวจและกลับไปบ้านขายแครอท ที่นั่นเองเธอได้ยินเรื่องเล่าจากพ่อแม่ว่าเคยมีฐาติกินดอกไม้สีม่วงที่ชื่อว่าไนท์ฮาวเลอร์เข้าไปแล้วก็เสียสติกลายเป็นพวกป่าเถื่อน จูดี้เลยรีบกลับไปที่ซูโทเปีย แล้วตามหานิคเพื่อขอโทษสิ่งที่เคยพูดไป ทั้งคู่กลับมาช่วยกันไขคดีต่อ จนเจอห้องแล็บที่ใช้ปลูกดอกไนท์ฮาวเลอร์ (ยังกะห้องปลูกกัญชา) มีการสกัดออกมาเป็นลูกกลมๆ ใส่ปืนยิงใส่ใครก็จะเสียสติและกลับเป็นพวกป่าเถื่อน จูดี้กับนิคชิงปืนมาได้ แต่ขณะที่กำลังจะเอามันกลับไปที่สถานี ก็เจอเข้ากับเบลเวธเธอร์ (แกะผู้ช่วยของนายกฯ) ที่ตอนนี้เป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ จูดี้เอะใจว่าทำไมเธอถึงมาที่นี่ได้ ที่แท้เธอก็คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดโดยเอาสารสกัดจากดอกไนท์ฮาวเลอร์ไปยิงใส่สัตว์ผู้ล่าทำให้กลับเป็นสัตว์ดุร้ายเพราะอยากให้คนไม่ไว้ใจสัตว์ผู้ล่า สัตว์ผู้ถูกล่าจะได้ขึ้นมาใหญ่บ้าง

เบลเวธเธอร์ชิงปืนมาได้ และยิงเข้าใส่นิค แต่กลายเป็นว่าเธอโดนซ้อนแผน ปืนนั้นแอบเอาสารสกัดออกแล้ว แต่ใส่ลูกกลมๆ สีม่วงซึ่งคือผลบลูเบอร์รี่จากบ้านของจูดี้ใส่ลงไปแทน เบลเวธเธอร์ถูกจับ นิคได้สมัครเข้าเป็นจิ้งจอดตัวแรกที่ได้เป็นตำรวจและเป็นคู่หูของจูดี้

ทำรายได้เปิดตัวแรงแซงหน้า Frozen ไปเรียบร้อยกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจากดิสนีย์ Zootopia (ซูโทเปีย) หรือในชื่อภาษาไทยว่า “นครสัตว์มหาสนุก” วันเดียวทำรายได้ในสหรัฐฯ ไป 31.8 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นหนังทำเงินสูงสุดของวอล์ทดิสนีย์แอนิเมชั่นสตูดิโอเลยทีเดียว

ซูโทเปีย คือเมืองหลวงของเหล่าสัตว์ในยุคนี้ เป็นเมืองที่ทันสมัย ล้ำหน้าไม่เหมือนเมืองอื่นๆ ประกอบไปด้วยแหล่งที่อยู่อาศัยหลากหลายตั้งแต่ จตุรัสซาฮารา ทะเลทรายที่มีโอเอซิสอันหรูหรา และ ทุนดราทาวน์อันหนาวเย็น มันคือเมืองใหญ่ที่เหล่าสัตว์ต่างๆจากทุก­ๆสายพันธ์มาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถานที่ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จากช้างตัวมหึมาไปจนถึงแฮมสเตอร์ตัวจิ๋ว คุณสามารถเลือกเป็นอะไรที่นี่ก็ได้ แต่เมื่อเจ้ากระต่ายอย่าง จูดี้ ฮอปส์ (พากย์เสียงโดย จินนิเฟอร์ กู๊ดวิน) ได้มาถึง เธอก็เริ่มเรียนรู้ว่าการเลือกเป็นกระต่ายตัวแรกในกองตำรว­จของเหล่าสัตว์ใหญ่บิ๊กเบิ้มนั้นไม่ใช่เรื­่องง่าย ด้วยความมุ่งมุ่นในการพิสูจน์ตัวเอง เธอจึงอาสาเข้าคลี่คลายคดีสัตว์หายต่อเนื่อง และต้องร่วมมือกับสุนัข­จิ้งจอก18มงกุฏปากเสียอย่าง นิค ไวลด์ (พากย์เสียงโดย เจสัน เบตแมน) ในการไขคดีระทึกขวัญนี้ ไปพร้อมๆกับพิสูจน์ว่านอกจากเราจะเป็นอะไรก็ได้ที่ “ซูโทเปีย” เราจะเป็นเพื่อนกับใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสายพันธ์ใดๆ

พาลูกน้อยสองขวบกว่าไปดู พบว่าเนื้อเรื่องมันหนักมาก หนักกว่าเด็กสองขวบจะเข้าใจ แค่ตื่นตาตื่นใจกับคาแรกเตอร์สัตว์แต่ละตัวคงเต็มที่แล้วสำหรับเด็กน้อย มุกที่ใช้ เนื้อเรื่องที่มี เหมาะกับเด็กโตอย่างน้อยๆก็ 6 ขวบขึ้นไปอะ เผลอๆต้องวัยรุ่นด้วยซ้ำถึงจะดูแล้วเกทกับเมสเสจที่หนังต้องการจะสื่อ ยอมรับว่าเนื้อเรื่องดีมาก ดำเนินเรื่องดี ผูกปมดี คาแรกเตอร์ก็ดี๊ดี เพลงก็เพราะ เราว่าเหมาะเป็นหนังสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า ถ้าเด็กน้อยจะดูแล้วแฮปปี้คิดว่าต้องรอดู SING หรือ PETS แทน เพราะการ์ตูนเรื่องนี้มีองค์ประกอบของความเป็นภาพยนตร์อยู่สูงมากกว่าจะเป็นแค่การ์ตูนสำหรับเด็ก

ในหนังพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างตรงกับสังคมปัจจุบัน ทั้งลัทธิธรรมชาติที่หันกลับเข้าสู่ธรรมเนียมป่ากับการเปลื้องผ้าแบบสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ การแบ่งแยกชนิดสัตว์แบบ “ผู้ล่า” กับ “ผู้ถูกล่า” แล้วก็การแบ่งเมืองของสัตว์เล็กไปจนถึงสัตว์ใหญ่ แต่สุดท้ายทุกคนก็สามารถอยู่รวมกันได้ เพียงยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน และเคารพในสิทธิของสัตว์อีกตัว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นยังไง ก็ไม่มีใครมีสิทธิไปบอกว่ามัน “เป็นไปไม่ได้” เพราะเอาจริงๆเรื่องนี้พูดชัดเจนว่าชีวิตของทุกคนมีทางเลือก อยู่ที่ว่าเราจะมี “ความเชื่อมั่น” ในตัวเองมากแค่ไหน

ให้คะแนนเต็ม 10 แน่นอน ไม่รู้จะหักอะไรเลยจริงๆ อยากหักที่ว่าหน้าหนังมาหลอกเราว่ามันเป็นหนังเด็กก็คงไม่ถูกเพราะมันทำมาเพื่อให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย นับว่าตอบโจทย์สำหรับทุกคนในครอบครัว

รีวิว Epic อาณาจักรคนต้นไม้

รีวิว Epic อาณาจักรคนต้นไม้ กับอีกคนหนึ่ง ดูหนังออนไลน์

– จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเด็กสาววัยรุ่น ถูกย่อส่วนให้เล็กลง
และพบว่าบนโลกใบนี้ยังมีอาณาจักรเล็กๆ ซ่อนอยู่…..

ความรู้สึกก่อนไปดู

– ส่วนตัวเฉยๆกะ อนิเมชั่นเรื่องนี้แต่ด้วยอนิเมชั่นสมัยนี้
ที่นิยมทำออกมาเป็น 3D มากขึ้น และสนุกกว่าการ์ตูนสมัยก่อนเยอะ
อีกอย่างหนังเรื่องนี้ตปท. ออกมาฉายช่วงซัมเมอร์ที่มีแต่หนังฟอร์มยักษ์เข้าโรงด้วย
มันอาจจะต้องมีอะไรที่เจ๋งสักอย่างก็ได้

พอดูแล้วเป็นไง?

– อย่างที่คิดเอาไว้แต่แรกจริงๆ คือเป็นหนังอนิเมชั่นผจญภัยที่เนื้อหาใสๆ
โลกสวย ธรรมะชนะอธรรม ส่วนตัวไม่มีอะไรที่แปลกใหม่มากกว่าที่คิดเอาไว้
มุขตลกไม่ค่อยโดนมากถ้าเทียบกะหนังอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆ
– เหมาะกะสร้างความเพลิดเพลินให้เด็กมากกว่า
– 3D ของเรื่องนี้ แต่ไม่ได้พุ่งอะไรมากมาย เรื่องนี้จะเน้นความลึกของภาพมากกว่า ถ้าอยากดู 3D เพราะอยากเห็นอะไรพุ่งเยอะละก็ไม่แนะนำ ให้ไปดู 2D ดีกว่า แต่ถ้าอยากดู ภาพคม มีมิติ ดูลึกเข้าไปเป็นเลเย่อควรดู 3D
– ถ้าเทียบกะอนิเมชั่นที่ผ่านมาในช่วงปี 2 ปีนี้ ส่วนตัวชอบมาดากัสก้า กะ เดอะครูซส์
ที่สุดตามมาด้วย Wreck it Ralph ส่วน brave กะ epic อยู่ในระดับเฉยๆ
– โรงที่ได้ดูเป็นพากษ์ไทย ใจจริงอยากจะได้ยินเสียงของ อแมนด้ามากกว่ากรีน AF
อยากฟังเสียง บียอนเซ่ พากษ์เจ้าหญิงมากกว่า นิว แต่เอาจริงๆ ทั้งกรีนและนิวก็
สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีตามเกณท์มาตรฐานของทั้งสอง

สิ่งที่ชอบ

– เรื่องภาพถือว่าโดดเด่น ภาพสวย โปรดักชั่นอลังการ ดูทุ่มทุนสร้าง ฉากป่าสวยจริงๆ
– น้องหอยทากที่ให้เสียงพากษโดย นุ้ย กะปุ๊กโกะ น่ารักและเป็นตัวสร้างสีสัน
ขโมยซีนพระเอกนางเอกไปได้เยอะเลย ส่วนตัวชอบน้องหมาสามขาที่สุด น่ารักมว๊าก

สรุป

– เนื้อเรื่องแบบนี้เหมาะกะการพาเด็กพาลูกหลานไปดูมากกว่าผู้ใหญ่ดู
– หนังแนวนิท๊านนิทาน ถามว่าสนุกไหม มันก็สนุกแบบเด็กๆอะไร น่ารักๆ จินตนาการ ปีเตอร์แพน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์อะไรงี้
– ดูเอาเพลินๆ คลายเครียดแบบการ์ตูน
– ถ้าชอบดูการ์ตูนเพลินๆก็ควรไปดู ถ้าชอบดูการ์ตูนแนวฮาๆกะขำขี้แตกขี้แตก
เรื่องนี้ไม่ใช่ ไปหาเดอะครูสซ์ หรือมาดากัสก้า 3 มาดูดีกว่า
ส่วนตัวให้คะแนน (7/10 )

แนะนำตัวละครเด่นในแอนิเมชั่น “Coco วันอลวน วิญญาณอลเวง”

“Coco วันอลวน วิญญาณอลเวง” เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว การเชื่อมโยงกับคนที่รักและการไล่ตามความฝันของคุณ ผู้กำกับลี อันคริช กล่าวว่า ทุกอย่างมีรากเหง้าจากดนตรีทั้งสิ้น “Coco มีดนตรีอยู่ในดีเอ็นเอครับ” อันคริชกล่าว “ดนตรีเป็นสิ่งที่หล่อหลอมหนังเรื่องนี้ ตัวละครบางตัวเป็นนักดนตรี ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับมัน”

 

ผู้กำกับร่วม เอเดรียน โมลิน่ากล่าวว่า การสั่งแบนดนตรีของครอบครัวริเวร่าไม่ได้เป็นการยับยั้งทีมผู้สร้าง “Cocoเลย “มิเกล ตัวละครของเรา รักดนตรีมากและเขาก็มีพรสวรรค์จริงๆ” โมลิน่ากล่าว “ดังนั้น การเดินทางเพื่อไล่ตามความฝันของเขาก็เลยเต็มไปด้วยเสียงดนตรี เรามีดนตรีเม็กซิกันดั้งเดิม เพลงออริจินอลที่แต่งขึ้นเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะและดนตรีประกอบเพราะๆ ที่แต่งโดยไมเคิล จิอัคคิโนครับ”

ส่วนเบื้องหลังเพลง “Remember Me” นั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กันกับการเนรมิตชีวิตให้กับสิ่งที่มิเกลรัก ทีมผู้สร้างได้ขอความช่วยเหลือจากนักแต่งเพลงชื่อดังมากมาย รวมถึงทีมงานเจ้าของรางวัลออสการ์ ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ปี 2013 ของวอลท์ ดิสนีย์ อนิเมชัน สตูดิโอส์เรื่อง “Frozen” คริสเตน แอนเดอร์สัน-โลเปซและโรเบิร์ต โลเปซ สำหรับ “Coco” พวกเขาได้แต่งเพลงธีม “Remember Me”

ซึ่งเป็นเพลงเอกสำหรับศิลปินคนดัง เออร์เนสโต้ เดอ ลา ครูซในภาพยนตร์เรื่องนี้ และได้ถูกบรรเลงหลายครั้งระหว่างเรื่อง “เพลงนี้มาจากมุมมองของคนที่หวังว่าจะเป็นที่จดจำของคนที่รัก” แอนเดอร์สัน-โลเปซกล่าว “แต่เนื้อเพลงอาจจะตีความได้หลายแบบขึ้นอยู่กับจังหวะและโทนของดนตรี”

สำหรับ เวอร์ชันเอนด์ เครดิตของ  “Remember Me” นั้น นักร้องเจ้าของรางวัลแกรมมี มิเกลและนาตาเลีย ลาโฟร์เซดได้ร่วมมือกันเพื่อบันทึกเสียงเวอร์ชันเอนด์เครดิตของเพลง “Remember Me”

ซึ่งมิเกลและสตีฟ มอสทินอำนวยการสร้าง “เพลงนี้เป็นเพลงพิเศษเพราะมันเกี่ยวกับครอบครัวและการจดจำได้ว่าเรามีที่มาจากไหน”” มิเกลกล่าว “มันเป็นสิ่งที่เตือนให้เราเห็นคุณค่าความรักและความเสียสละของบรรพบุรุษของเราที่ทำให้เราเป็นเราได้ ผมคิดว่าข้อคิดของเพลงนี้ทรงพลังพอที่จะเข้าถึงทุกคนได้ แต่เราได้เพิ่มมิติและจิตวิญญาณให้ลึกซึ้งไปอีกสำหรับอารมณ์เพลงในเวอร์ชันนี้ครับ”

ลี อันคริช ผู้กำกับ ได้กล่าวว่า “ทางเราได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญมากมายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุด

นี่เป็นเรื่องราวที่เราต้องการนำเสนอต่อโลกใบนี้ และเป็นเรื่องสำคัญมากเมื่อชาวละตินได้ดูอนิเมชั่นเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามัน “ใช่” และนั่นคือสิ่งที่เราพยายามสร้างสรรค์กัน เพราะเรารู้ถึงกระแสวิพากย์วิจารณ์ที่จะได้รับดี”

เนื้อเรื่องของ Coco อ้างอิงถึงช่วงเทศกาล Dia de Muertos (หรือที่รู้จักในชื่อวันแห่งความตาย) ของแม็กซิโก และในตอนต้นหนังเรื่องนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ Disney เคยใช้ชื่ออนิเมชั่นเรื่องนี้ว่า “Dia de Los Muertos” ซึ่งเป็นเหตุให้ Disney ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักในความพยายามจะนำเสนอเกี่ยวกับงานเทศกาลของชาวเม็กซิกัน จนถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

และด้วยความที่ทีมงานสร้างได้ให้ความสำคัญด้านเชื้อชาติใน CoCo มาก ทางผู้สร้างจึงเลือกใช้ทีมงานที่มีเชื้อสายละติน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่มาให้เสียงพากย์ ผู้กำกับและผู้เขียนบท อีกทั้งศิลปินของ Pixar ก็ได้เดินทางไปที่เม็กซิโกหลายครั้งเพื่อศึกษาข้อมูลในการสร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้

Coco เล่าถึงครอบครับของ มิเกล (ให้เสียงโดยนักแสดงดาวรุ่ง แอนโธนี กอนซาเลส) ที่ฝันถึงการได้เป็นนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จตามรอยไอดอลของเขา เออร์เนสโต้ เดอ ลา ครูซ (ให้เสียงโดย เบนจามิน แบรตต์) จากความสิ้นหวังในการพิสูจน์พรสวรรค์ด้านดนตรีของเขา มิเกลพบว่าตัวเขาได้เข้ามาสู่ดินแดนของคนตายที่มีสีสีนอันน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ตามมาด้วยเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมาย ระหว่างทางเขาได้พบกับ เฮคเตอร์ (ให้เสียงโดย กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล)

สุดหล่อจอมเจ้าเล่ห์ และพวกเขาทั้งคู่ได้เริ่มต้นการเดินทางเหนือจินตนาการเพื่อค้นหาความจริงเบื้อหลังประวัติศาสตร์ครอบครัวของมิเกล กำกับภาพยนตร์โดย ลี อันคริช (“ทอย สตอรี่ 3”) กำกับร่วมโดย เอเดรียน โมลิน่า (ศิลปินด้านเรื่องราว “มอนสเตอร์ส ยูนิเวอร์ซิตี้”) และอำนวยการสร้างโดย ดาร์ลา เค. แอนเดอร์สัน (“ทอย สตอรี่ 3”) “โคโค่ – วันอลวน

วิญญาณอลเวง” จากดิสนีย์ พิกซาร์ จะเข้าฉายจริงในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

มหาตำนานวีรบุรุษองครักษ์ นกฮูกผู้พิทักษ์แห่งกาฮูล

หนัง 7 ตุลาคม 2553 เรื่องย่อหนัง Legend of the Guardians : The Owls of Ga’Hoole ผลงานชิ้นล่าสุดของ แซ็ค สไนเดอร์ ผู้กำกับจากเรื่อง 300 นี่คือผลงานกู้ชื่อหลังจากโกยเสียงชื่นชมของนักวิจารณ์เป็นกระบุงจาก Watchmen แต่กลับทำรายได้ไม่เข้าเป้าเท่าไร โดยเรื่องนี้ แซ็ค สไนเดอร์ จะเนรมิต เรื่องราวของเหล่านกฮูกในรูปแบบ 3 มิติทะลุจอ ซึ่ง เล่าเรื่องราว ของ นกฮูกตัวเอกและพี่ชายขี้อิจฉา ที่ถูกเหล่า นกฮูกอันธพาล จับตัวไปเพื่อนำไปเป็นทาส เจ้านกฮูกตัวเอกของเราหลบหนีออกมาได้และได้ซ่องสุมและฝึกฝนเหล่านกฮูกที่เหลืออยู่เพื่อกลับไปเอาคืนกลุ่มนกฮูกอันธพาลให้สาสม แต่ทว่าพี่ชายขี้อิจฉากลับเข้าร่วมกับกลุ่มอันธพาลนี้ซะแล้ว นี่คือภาพยนตร์ Blockbuster ที่จะสร้างมิติใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ เหมือนกับตอนที่ 300 สร้างตำนานบทใหม่มาแล้ว พากย์เสียง Jim Sturgess Rachael Taylor Jay Laga’aia David Wenham ผู้กำกับ แซ็ค สไนเดอร์

วันหยุดนี้  นำภาพยนตร์เรื่อง The Owls of Ga’Hoole   : เรื่องมหาตำนานวีรบุรุษองครักษ์ นกฮูกผู้พิทักษ์แห่งกาฮูล  มาดูอีกครั้ง  ทุกครั้งที่ดูจะมีความสุข และเพิ่มความเชื่อมั่นในพลังแห่งฝัน  หนังเรื่องนี้   เป็นภาพยนตร์ครอบครัวแนวแฟนตาซีผจญภัย   ที่สร้างขึ้นจากหนังสือเรื่อง Guardians of Ga’Hoole   เขียนขึ้นโดย แคทธริน ลาสกี้   รูปภาพ  เสียงและเนื้อหาน่าติดตามมาก มีข้อคิดดี ๆ หลายประการ   สำหรับเรื่องย่อมีดังนี้

The Owls of Ga’Hoole     เป็นเรื่องราวของครอบครัวนกฮูกสามพี่น้อง ประกอบด้วย  คลัดด์พี่ชายคนโต ผู้มีความทะเยอทะยาน  โซเรน น้องชายที่มีความฝันและเชื่อในความดีงาม และเอกแลนไทน์   น้องสาวตัวน้อย  โซเรนมีความหลงใหลในนิทานมหากาพย์ที่พ่อเขาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับองครักษ์แห่งกาฮูล์ว

ซึ่งเป็นเรื่องของ นกฮูกผู้กล้าในตำนานที่ต่อสู้กับกลุ่มนกฮูกพวกชั่วร้ายคือ  เดอะ เพียว วันส์    โซเรนจึงชอบเล่นแสดงเป็นองค์รักษ์แห่งกาฮูลว์กับน้องสาว  ในขณะที่คลัดด์พี่ชายจะหัวเราะเยอะความเฟ้อฝันของโซเรน  และการไม่มีอยู่จริงขององค์รักษ์แห่งกาฮูลว์และเดอะ เพียววัน  แต่พ่อนำฮูกก็จะคอยเตือนคลัดด์ว่า  สิ่งที่เราไม่เห็นไม่ได้หมายความว่า  มันไม่มี

โซเรนเฝ้าฝันว่าวันหนึ่งจะได้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งของเหล่านกฮูกฮีโร่     คลัดด์จึงหัวเราะเยาะในความคิดของเขา   คลัดด์ต้องการล่า และโบยบิน จึงเรียกร้องความสนใจของพ่อมาจากน้องชาย  และความริษยาของคลัดด์เป็นเหตุให้โซเรนและคลัดด์บินพลัดตกลงมาจากบ้านบนยอดไม้ ขณะที่พ่อกับแม่ไปหาอาหาร    ทำให้ทั้งคู่ต้องตกอยู่ในกรงเล็บของกลุ่มนกฮูก เดอะ เพียว วันส์
คลัดด์สยบยอมต่อเดอะ เพียว วันส์  เพราะต้องการเป็นใหญ่และมีอำนาจ  ในขณะที่โซเรน ปฏิเสธไม่ยอมรับ เดอะ เพียว วันส์  คิดจะหนีประกอบกับได้รับความช่วยเหลือจากนกฮูกทหารของเดอะ เพียว วันส์  ให้บินหนีออกมาพร้อมกับกิลฟี่ฮูกน้อยจากทะเลทราย

 

ทั้งคู่ต้องหลบหนีการตามล่าของฮูกทหารเดอะ เพียว วันส์  และได้พบกับนกฮูกผู้กล้าหาญ รวมทั้งงูพี่เลี้ยงของเขา   ทั้งหมดจึงรวมกันออกเดินทางตามหาองค์รักษ์แห่งกาฮูล์ว  ด้วยความเชื่อมั่นในความฝันและตำนานแก่งมหากาพย์   พวกเขาต้องพุ่งทะยานข้ามทะเลและผ่านเมฆหมอกไปด้วยกันเพื่อค้นหาต้นไม้อันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านขององครักษ์กาฮูลว์ในตำนาน สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

Soul อัศจรรย์วิญญาณอลเวง

การระบาดของเชื้อไวรัส COVID 19 ที่ยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้นการตัดสินใจดังกล่าวก็ถือว่าพอเข้าใจได้แต่กระนั้นสำหรับเมืองไทยหนังยังได้สิทธิ์ฉายโรงอยู่แต่การโปรโมตก็นับว่าน้อยมากจนกลัวหลาย ๆ คนไม่ได้ดู ผมจึงขออนุญาตป่าวประกาศความดีงามของหนังในรีวิวฉบับนี้แบบไม่มีกั๊กเลยแล้วกัน

โจ (เจมี ฟ็อกซ์) ครูสอนดนตรีต็อกต๋อยผู้รักดนตรีแจ๊สเป็นชีวิตจิตใจและในวันหนึ่งที่เขาได้เข้าใกล้ความฝันด้วยการได้รับเลือกให้เป็นมือเปียโนประจำวงแจ๊สชื่อดังทว่าด้วยความโชคร้ายเขากลับประสบอุบัติเหตุไปก่อนเวลาอันควร จนวิญญาณของเขาได้ระเห็จไปยังหนทางสู่ปรโลกแต่เขาก็สามารถหนีโชคชะตามาได้แต่ดันไปโผล่ในดินแดนก่อนโลกและถูกเข้าใจผิดว่าเป็นวิญญาณพี่เลี้ยงจนได้จับคู่กับหมายเลข 22 (ทีนา เฟย์) ดวงวิญญาณอนุบาลที่ไม่อยากไปเกิดเป็นมนุษย์ ทั้งสองจึงทำข้อตกลงกันว่าหากโจสามารถทำให้หมายเลข 22 หาเป้าหมายและได้สิทธิ์ไปเกิดบนโลกโจจะได้รับสิทธิ์กลับสู่ร่างตัวเอง แล้วการผจญภัยของทั้งสองก็เริ่มขึ้น

ขอสารภาพก่อนเลยว่าเนื้อเรื่องที่เพิ่งเขียนไปยังไม่ได้เล่าเรื่องราวเกินกว่า 30% เลยครับเพราะอยากให้ทั้งคนไปเสพความดีงามของหนังกันในโรงด้วยตัวเองแต่เอาแค่เรื่องราวที่ผมเขียนไปกับที่เราเห็นในตัวอย่างหนังแค่นี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่า Pixar นี่ไม่เคยสิ้นไร้ไอเดียเจ๋ง ๆ จริง ๆ และลำพังแค่เรื่องการตามหาตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของพีต ด็อกเตอร์ผู้กำกับ UP และ Inside Out ก็ทำให้เราอึ้งแล้วคราวนี้ลีลาการเล่ายังข้ามเส้นความเป็นแอนิเมชันเมนสตรีมแบบสมควรปรบมือให้ สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์
โดยประการแรกเลยคือพีต ด็อกเตอร์ที่คราวนี้ขอดันเคมป์ เพาเวอร์สมาเขียนบทและกำกับร่วมได้สร้างโลกของวิญญาณ ชีวิตก่อนและหลังความตายได้น่าสนใจมากที่สำคัญคือมันเกินจากสิ่งที่ศาสนาพร่ำบอกแค่เรื่องความดีความชั่วแต่มันตั้งคำถามระดับอภิปรัชญาอย่าง เราเกิดมาทำไม? ได้ชวนคิดและคล้อยตามมากซึ่งในหนังทั่วไปโจอาจถูกปฏิบัติประหนึ่งฮีโร่ที่ล่าฝันและเอาชนะความตายกลายเป็นนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จ

ตรงกันข้ามเลย…แอบบอกให้นิดนึงว่าหนังให้โอกาสโจได้กลับมายังโลกจริงนะครับแต่เชื่อไหมว่าคนดูได้กลายเป็นฝั่งที่ได้เรียนรู้พร้อมกับโจ และหลายอย่างที่นำเสนอก็สั่นคลอนความเชื่อและคติเดิมในการใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อย ผมยังจำซีนในร้านตัดผมได้ชัดเจนมากบทหนังให้โจไปเจอเพื่อนเก่าที่ต้องมาเป็นช่างตัดผมและคำตอบของคำถามที่ว่าคนเราชีวิตจะมีความหมายไหมถ้าเราไม่ได้ทำตามความฝันนี่มันเหนือความคาดหมายจริง ๆ และแน่นอนว่ามันส่งผลต่อการมองโลกของตัวละครทั้งสองและคนดูอย่างเราเข้าจัง ๆ

ประการต่อมาขอขยายจากข้อแรกว่าด้วยโลกหลังความตายอันนี้แม้ผิวเผินมันจะเหมือนแอบลอกการบ้านงานเก่าอย่าง Inside Out มาบ้างแต่ด้วยองค์ประกอบและการลำดับการเล่าเรื่องชั้นเซียนมันกลับทำให้เราคล้อยตามและชวนคิดมากเพราะคราวนี้แทนที่จะสร้างทุกอย่างออกมาเป็น 3 มิติเราเริ่มเห็นการออกแบบคาแรกเตอร์ที่ดูเป็นนามธรรมมากขึ้นโดยอาศัยโครง ๆ จากศิลปะแนวแอ็บสแตร็ก (Abstract) ที่ลดทอนเหลือแค่เส้นสาย(จากภาพที่ออกมาเหมือนได้แรงบันดาลใจจากแนว Cubism ของ Picasso)

ซึ่งแทนที่เราจะรู้สึกว่าการออกแบบคาแรกเตอร์ที่เป็นเส้น ๆ แบบนี้ดูลวก ไม่ตั้งใจวาด มันกลับทำให้เรามองเห็นความรัดกุมของบทอันว่าด้วยโลกหลังความตายและการพูดถึงนามธรรมและสิ่งสมมติได้อย่างลึกล้ำ เอาเป็นว่าต่อให้คุณไม่เคยสนใจปรัชญาการดูหนังเรื่องนี้ก็จะทำให้ได้คุ้นเคยและไม่แปลกแยก

ส่วนใครที่เชี่ยวชาญหรือสนใจด้านปรัชญาอยู่แล้วก็จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยแหละจะมีข้อเสียอยู่บ้างก็ตรงที่เรื่องราวและลีลาการเล่าเรื่องของมันอาจจะยิ่งห่างไกลจากการเป็นแอนิเมชันสำหรับเด็กออกไปทุกที
ประการสุดท้ายนอกจากงานภาพและบทภาพยนตร์แล้ว งานเพลงของหนังก็นับว่ากล้าและท้าทายคนดูแอนิเมชันค่ายปราสาทและโคมไฟไม่น้อยเพราะคราวนี้พีต ด็อกเตอร์เลือกใช้บริการ เทรนซ์ เรซเนอร์ และ แอตติคัส รอส จากวง Nine Inch Nails ซึ่งโด่งดังจากการทำเพลงให้หนัง The Social Network ของเดวิด ฟินเชอร์ ซึ่งคราวนี้มันก็ช่วยให้เรื่องราวของ SOUL ในส่วนที่เป็นโลกหลังความตายยิ่งลึกล้ำและภาคดนตรีของพวกเขาก็เสริมส่งบรรยากาศของโลกดังกล่าวให้ยิ่งสมบูรณ์และเปี่ยมความหมายมากขึ้น
เอาล่ะแม้เราจะขึ้นต้นว่าเราจะอวยหนังเรื่องนี้แบบไม่ลืมหูลืมตาแต่หากจะให้หาข้อเสียมันก็ยังพอเห็นได้อยู่บ้างนะครับเช่นการที่หนังเปิดประเด็นเรื่องความรักของโจไว้แต่ไม่สานต่อหรือเรื่องราวในอาชีพครูดนตรีที่เชื่อว่าถ้าพีต ด็อกเตอร์จะทำหนังสั้นอีกซักเรื่องเกี่ยวกับโจในฐานะครูดนตรีเราก็ไม่ขัดข้องเลยแหละเพราะบอกได้เลยว่าการได้ดูเรื่องราวของครูโจแม้ช่วงสั้น ๆ ตอนต้นของหนังมันก็ “ดีต่อใจ” ไม่แพ้เรื่องราวส่วนที่เหลือเลย

เกร็ดน่ารู้หนัง Soul อัศจรรย์วิญญาณอลเวง

• ผู้กำกับ พีท ด็อกเตอร์ กำกับ Monsters, Inc. (ปี 2001) รวมถึงแอนิเมชั่นรางวัลออสการ์ UP (ปี 2009) และ Inside Out (ปี 2015) และเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายครีเอทีฟที่ พิกซาร์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ อีกด้วย

• จอน บาทิสต์ นักดนตรีชื่อดังระดับโลก จะเขียนเพลงแจ๊สที่แต่งขึ้นใหม่ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ นักประพันธ์เจ้าของรางวัลออสการ์ เทรนท์ เรซเนอร์ และแอทติคัส รอส (เดอะ โซเชียล เน็ทเวิร์ค) จากวง ไนน์ อินช์ เนลส์ จะแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่จะล่องลอยระหว่างโลกเห็นความจริงและโลกแห่งจิตวิญญาณ

Soul : ชีวิตคือการใช้ชีวิต

ผลงานการกำกับและเขียนบทเรื่องที่ 3 ของ Pete Doctor โดย 2 เรื่องก่อนหน้าคือ Up (2009) และ Inside out (2015) ผลงาน Animation ของ Pete มักแฝงแง่คิดที่ลึกซึ้งกว่า Animation ทั่วไปเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวผ่านความเศร้าโศกและการเลิกยึดติดกับคนรักที่ตายจากกันไปใน Up (ซึ่งมีฉากเปิดเรื่องที่เล่าความรักของคุณปู่และคุณย่าได้อย่างลึกซึ้ง และถือเป็นหนึ่งในฉากเปิดเรื่องที่ดีที่สุดตลอดกาล โดยนับรวมถึงหนังทั่วไปที่ไม่ใช่ Animation ด้วย) หรือ การจัดการกับอารมณ์เก็บกดอัดอั้นของวัยรุ่นใน Inside out และในผลงานล่าสุด Soul นั้น Pete จับเอาประเด็นปรัชญาที่มนุษย์ทุกคนต้องเคยสงสัยว่า เราเกิดมาทำไม และ ความหมายของการดำรงชีวิต

Soul เล่าเรื่องของ Joe ครูฝึกสอนดนตรีวัยกลางคนที่มีความฝันอันแน่วแน่ว่าอยากเป็นนักดนตรี Jazz วันนึงฝันของ Joe ก็เป็นจริงเมื่อเค้าผ่านการ audition จนได้รับโอกาสแสดงร่วมวงกับนักดนตรี Jazz ชื่อดัง แต่แล้ว เค้ากลับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเช้าวันที่เค้าได้ข่าวดีนั้นเอง โดยที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้แสดงดนตรีเลยซักครั้ง วิญญาณของ Joe ดิ้นรนหลีกหนีจากปรโลกจนไปสู่ภพภูมิที่มีวิญญาณใหม่รอไปจุติในโลก โดย Joe ได้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงของวิญญาณหมายเลข 22 ในการหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ซึ่งวิญญาณรอจุติทุกดวงจะต้องหาสิ่งนี้ให้เจอ มิเช่นนั้นจะไปจุติไม่ได้

แม้ Soul จะเป็น Animation rate PG ทั่วไปที่เด็กดูได้ และมีองค์ประกอบตามสูตร Pixar Animation ทั่วไปคือ มีการ set up โลกแบบใหม่ให้ได้ show งาน Visual มีตัวละครตลก และมีการผจญภัยของคู่หูที่มีนิสัยต่างกันในการทำภารกิจบางอย่าง แต่ผมคิดว่าผู้ชมที่คาดหวังความบันเทิงแบบ Pixar Animation อาจจะผิดหวัง เพราะ Soul เล่าเรื่องแบบหนังจริงจริง ลดความฉูดฉาด โดยเฉพาะฉาก action ผจญภัยทำภารกิจตามหาอะไรบางอย่าง ที่มีน้อยมากผิดปกติ แต่ Soul เล่าเรื่องแบบสุขุม ไม่ขยี้อารมณ์มากนัก และให้ผู้ชมได้รับสารที่หนังต้องการสื่อเอาเอง ซึ่งผมว่ามันเหมาะกับแก่นสารที่หนังต้องการนำเสนอ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยว่าหนังอาจจะไม่เหมาะกับแฟน Animation ทั่วไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันทรงพลัง และ ตราตรึง กว่า Animation เรื่องอื่นอื่นแน่นอน เป็น Animation ที่เมื่อดูแล้วจะช่วยคุณเยียวยาจิตใจ และ ทำให้เรารู้สึกดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในโลกยุค COVID19 นี้

ผมอยากจะเล่าต่อถึงแก่นสารที่ Soul นำเสนอแต่ว่ามันก็จะเป็นการ Spoil เนื้อเรื่องไปด้วย จึงอยากขอเตือน Spoiler Alert

ในโลกเรานี้ผมว่ามีคนอยู่ 2 แบบ คือ คนแบบ Joe และคนแบบวิญญาณหมายเลข 22 คนแบบ Joe คือคนที่มี Passion, Goal ในชีวิตที่แน่นอน รู้เลยว่าตัวเองต้องการทำอะไร ส่วนคนแบบวิญญาณหมายเลข 22 คือคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองชอบอะไร หรือ passion, เป้าหมายของชีวิตก็ไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งผมว่าคนส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ รวมทั้งตัวผมเองด้วย

ได้ให้คำตอบต่อคำถามว่า ชีวิตคืออะไร และ เราเกิดมาทำไม ให้กับคนทั้ง 2 แบบ ครับ

คนแบบ Joe นั้น เราสามารถแตกได้เป็นอีก 2 แบบ คือคนที่สามารถไปถึงเป้าหมายได้แบบ Joe ที่ในที่สุดก็สามารถ audition ผ่านได้ทำตามความฝันสำเร็จ แต่แล้ว Joe ก็ได้ประจักษ์ว่าแล้วยังไง ในวันที่บรรลุเป้าหมาย Joe เคยคิดว่าเค้าจะรู้สึกสุดยอด อิ่มเอม แต่เค้ากลับได้พบเจอว่า มันก็แค่อีกวันนึง ที่เค้ายังต้องกลับบ้านไป apartment หลังเดิม ด้วย subway โทรมโทรมขบวนเดิม ยังได้แสดงภาพของคนแบบ Joe อีกประเภทที่ยึดติด หมกหมุ่นกับเป้าหมายชีวิตมาก ดิ้นรนไปสู้เป้าหมายนั้น แต่ก็ยังไปไม่ถึงซักที จนลืมใช้ชีวิตในรูปแบบ ที่เร่ร่อนในอีกภพภูมิ lost soul เหล่านี้แม้บางคนยังไม่ตาย แต่ก็ใช้ชีวิตเหมือนคนที่ตายไปแล้ว เพราะวันวันเอาแต่ยึดติดกับเป้าหมายมากเกินไป

คนแบบวิญญาณหมายเลข 22 ก็มีทุกข์เช่นกัน เพราะการใช้ชีวิตโดยไม่มีเป้าหมายไปเรื่อยเรื่อย วันนึงเราก็จะรู้สึกไร้ค่าและสงสัยว่าเราเกิดมาทำไม

ปู่ซ่าบ้าพลัง

เป็น ลูกเสือ วัย 9 ขวบที่แสนกระตือรือร้นและตื๊อเก่งจากกองที่ 54 หมู่ที่ 12 รัสเซล ผู้แบกเป้หลังที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์การสำรวจ พร้อมที่จะผจญภัยในป่าใหญ่แล้ว! มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้นล่ะตรงที่ว่าเขาไม่เคยออกนอกเมืองไปไหนเลย ความรู้เรื่องป่าทั้งหมดของเขามาจากหนังสือล้วนๆ และประสบการณ์การตั้งแคมป์ครั้งเดียวของเขาก็คือในห้องนั่งเล่นของตัวเอง รัสเซลภาคภูมิใจที่จะโชว์ตราลูกเสือนักสำรวจของเขา สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ซึ่งรวมถึงตราในการปฐมพยาบาลขั้นต้น ปฐมพยาบาลขั้นสอง สัตว์วิทยาและการปลอมแปลงโฉม เขาขาดเพียงตราช่วยเหลือคนชราเท่านั้นที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของเขา ในการเป็นลูกเสือนักสำรวจอาวุโส เป็นจริงได้ เมื่อเขาตั้งเป้าเอาไว้ว่าคาร์ล เฟร็ดดิคเซนจะเป็นชายชราที่เขาจะช่วยเหลือ รัสเซลกลับกลายเป็นคนที่ต้องติดอยู่บนระเบียงหน้าบ้านของคาร์ลไปโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อบ้านลอยขึ้นสู่อากาศ และพบว่าตัวเองได้ผจญภัยในป่าจริงๆ อย่างที่เขาใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด

ดั๊ก สุนัขโกลเด้นแสนน่ารัก

สุนัขพันธุ์โกลเด้นแสนน่ารักที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า “พาราไดส์ ฟอลส์” ในฐานะส่วนหนึ่งของฝูงสุนัขที่ตามหานกที่บินไม่ได้ ดั๊กก็เหมือนกับสุนัขตัวอื่นๆ ในฝูง ที่มีปลอกคอไฮเทคที่สามารถแปลความคิดของเขาให้กลายเป็นคำพูด แต่ดั๊กก็ถูกล้อว่าเป็นเนิร์ดประจำฝูง เมื่อถูกส่งเข้าป่าไปเพื่อทำภารกิจ “พิเศษ” ดั๊กก็บังเอิญทำภารกิจลุล่วงเมื่อเขาค้นพบนกที่ติดตามคาร์ลและรัสเซลมา ขณะที่พวกเขาถูกตามไล่ล่าไปทั่วป่าจากฝูงของเขาเอง ดั๊ก ผู้เรียบง่ายแต่น่ารัก ก็ต้องตัดสินใจว่า เขาควรจะอยู่ฝูงไหนกันแน่

เควิน นกที่บินไม่ได้และมีความสูง 13 ฟุต

ที่ซ่อนเร้นจากทั่วทั้งโลกในป่าพาราไดส์ ฟอลส์ ด้วยขนนกสีสันสดใสและลำคอที่ยาว และคดงอได้ ทำให้เควินเป็นนกที่มีความว่องไวและพลิ้วไหวเป็นพิเศษ จริงๆ แล้ว นกยักษ์ตัวนี้มักจะไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้อยู่เสมอๆ มีน้อยคนนักที่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์ตัวนี้มีชีวิตอยู่ แต่คาร์ลและรัสเซลก็ไปเจอกับนกตัวนี้โดยบังเอิญ ซึ่งรัสเซลตั้งชื่อมันว่าเควินหลังจากเขาพบว่ามันก็ชอบของหวานเหมือนกับเขา ทั้งเควินและรัสเซลต่างกลายเป็นเพื่อนซี้กันในทันที และแม้ว่ามันมักจะเอาไม้เท้าของคาร์ลไปอมเล่นอยู่บ่อยๆ เควินก็ได้ร่วมผจญป่าไปกับกลุ่มที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ ที่ประกอบไปด้วยคาร์ล, รัสเซลและดั๊ก

หนัง 3 มิติเรื่องแรกที่เปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์

จากผู้กำกับที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ พีท ด็อกเตอร์ จาก มอนส์เตอร์อิงค์ ให้เสียงโดย เอ๊ด เอสเนอร์, คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, และแน่นอน จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ นักแสดงคนเดียวที่ได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ทุกเรื่องของพิกซาร์ ซึ่งคราวนี้เขาจะรับบทเป็น คนงานก่อสร้างชื่อ ทอม เตรียมตัวผจญภัยบนท้องฟ้า ตะลุยป่าดงพงไพรไปกับฮีโร่วัยดึกและลูกเสือขี้สงสัย ในระบบดิสนีย์ดิจิตอล 3 มิติทะลุจอ

สร้างปรากฎการณ์กันอีกครั้งกับแอนิเมชั่น สตูดิโอระดับโลกอย่าง วอลท์ ดิสนีย์ พิกซาร์ที่เปิดตัวหนังใหม่ทีไรต้องขึ้นอัดับหนึ่งทุกครั้งไป ไม่เว้นแม้แต่แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุด UP ปู่ซ่าบ้าพลัง แอนิเมชั่นเรื่องที่ 10 ที่สร้างสถิติ เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 สหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกันให้กับ ดิสนีย์ พิกซาร์ และยังเป็น ภาพยนตร์ 3 มิติเรื่องแรกที่ทำรายได้เปิดตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ อีกด้วย รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 68.2 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ ถือว่าเป็นรายได้เปิดตัวสูงสุดอันดับที่ 3 ของพิกซาร์รองจาก The Incredibles และ Finding Nemo