COVID-19 กับอาการและ โรคทางระบบประสาท

COVID-19 กับอาการและ โรคทางระบบประสาท
ในช่วงนี้ทุกคนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับ COVID-19 เพราะเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการทางระบบหายใจ เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หอบ เหนื่อย และอาจมีไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเหมือนกับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ เชื้อไวรัส COVID-19 นอกจากติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจยังสามารถติดเชื้อในระบบอื่น ๆ ได้ ทำให้บางส่วนของผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีอาการแสดงในระบบอื่น ๆ ที่อาจพบได้ไม่บ่อย โดยหนึ่งในกลุ่มอาการเหล่านั้นคือ อาการทางระบบประสาท

COVID-19 กับระบบประสาท
มีงานวิจัยที่ทำในนครอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีนพบว่า ผู้ป่วย COVID-19 สามารถพบอาการทางระบบประสาทได้ถึง 36% ซึ่งอาการดังกล่าวพบได้ทั้งในระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System) โดยคาดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการที่เชื้อไวรัสสามารถเข้าไปในระบบประสาทได้โดยตรงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ให้เกิดการอักเสบขึ้น แล้วทำให้มีการบาดเจ็บของเซลล์ประสาทตามมา
จากงานวิจัยดังกล่าวพบว่า อาการทางระบบประสาทในผู้ป่วย COVID-19 มีได้ตั้งแต่อาการเพียงเล็กน้อย เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ จนถึงอาการรุนแรง เช่น การรับรู้สติสัมปชัญญะที่ลดลง อาการชัก หรืออาการของโรคหลอดเลือดสมอง
นอกจากนั้นยังมีรายงานผู้ป่วยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis) หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคกลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร (Guillain Barre Syndrome) และโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดในผู้ป่วยอายุน้อย (Acute ischemic stroke in young adults)
COVID-19 กับ โรคทางระบบประสาท

สำหรับคนที่มีโรคทางระบบประสาทอยู่เดิม เช่น โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ หรือ โรคพาร์กินสัน จากการสืบค้นฐานข้อมูลและงานวิจัยจนถึงปัจจุบันยังไม่พบว่าโรคประจำตัวทางระบบประสาทดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 และยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจนว่า ยารักษาโรคทางระบบประสาทดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวทางระบบประสาทดังกล่าวบางส่วนมีอายุที่ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าในคนสูงอายุนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ง่ายกว่าคนอายุน้อย รวมทั้งอาการและอาการแสดงจะรุนแรงกว่าด้วย จึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยที่มีโรคประจำทางระบบประสาทดังกล่าวควรรับประทานยาต่อเนื่อง ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี และมีการป้องกันการติดเชื้อที่ถูกต้องร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติม

FOOD FOR BRAIN พร้อมรับมือโรคสมองเสื่อม

ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เข้าสู่ โรคสมองเสื่อม และอายุขัยของประชากรเพิ่มขึ้นกว่าสมัยก่อน เป็นผลมาจากการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแม้เราจะอยู่ได้นานขึ้นก็ไม่สามารถหยุดยั้งความเสื่อมของร่างกายลงได้ และหนึ่งในโรคความเสื่อมที่เลี่ยงไม่ได้คือ โรคสมองเสื่อม ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากที่หาวิธีในการชะลอความเสื่อมของสมอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รับประทานอาหาร หรือการฝึกสมอง มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปี 2563 ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเข้าใจและความเชื่อของยาหรืออาหารเสริมที่มีผลต่อสุขภาพสมอง เพื่อเช็กว่าคนทั่วไปรู้หรือไม่ว่า ยาหรืออาหารเสริมที่ทานมีผลดีหรือผลเสียอย่างไร โดยในแบบสอบถามได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้บ่อย ได้แก่ วิตามินอี แปะก๊วย ฮอร์โมนเอสโตรเจน น้ำมันตับปลา ยาลดไขมันสเตติน (Statin) และยานอนหลับ เป็นที่น่าตกใจว่า เกินครึ่ง (46 – 64%) ไม่ทราบว่ายาหรืออาหารเสริมดังกล่าวมีผลดีต่อสมองหรือไม่ และที่แย่ยิ่งกว่าคือ 63 – 77% ไม่ทราบว่ายาดังกล่าวมีผลเสียต่อสมอง ทั้ง ๆ ที่ 68% ของผู้ทำแบบสอบถามจบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จึงอยากให้ทุกคนใส่ใจข้อมูลยาหรืออาหารเสริมที่ใช้กันบ่อยว่ามีผลต่อสุขภาพสมองอย่างไร รวมทั้งดูแลสุขภาพสมองให้เหมาะสม
อาหารเสริมกับสมอง
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ส่วนใหญ่มีความเข้าใจกันว่ามีผลดีต่อสมอง เช่น วิตามินอี แปะก๊วย น้ำมันตับปลา วิตามินดี จากการทบทวนงานวิจัยและบทความต่าง ๆ พบว่า วิตามินอีมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรือความจำถดถอย ในส่วนของน้ำมันตับปลา แปะก๊วย วิตามินบี และวิตามินดีนั้น ข้อมูลมีไม่มาก แต่แนวโน้มเป็นไปในทางเดียวกันว่าไม่ได้มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคสมองเสื่อมเช่นกัน
มีเพียงการรับประทานวิตามินบี 12 ร่วมกับโฟลิกที่พบว่าอาจสามารถช่วยพัฒนาความจำ อย่างไรก็ตามผลนี้ไม่ได้มีนัยสำคัญด้านอาการทางคลินิก ส่วนยาที่มีการใช้เพื่อบำรุงสมอง เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ยาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) พบว่า ไม่ค่อยมีงานวิจัยที่มองถึงผลลัพธ์เรื่องการป้องกันสมองเสื่อม แต่ข้อมูลเท่าที่มีบ่งบอกไปในทางเดียวกันว่า ไม่ช่วยในการป้องกันสมองเสื่อม
ยิ่งไปกว่านั้นยาบางตัวที่ใช้โดยไม่จำเป็นอาจมีผลข้างเคียงที่อันตราย ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม หรือลิ่มเลือดอุดตันในปอดร่วมด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าในส่วนของยาที่ใช้ในกรณีหวังผลป้องกันโรคสมองเสื่อมหรือสมองถดถอยนั้น ข้อมูลด้านประโยชน์ยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะสรุปได้ แต่มีโอกาสเกิดโทษและผลข้างเคียงจากยา ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวจึงควรใช้ให้ตรงกับข้อบ่งชี้ของยาและปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ เพื่อลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาให้มากที่สุด
ในส่วนของอาหารเสริมที่ใช้ในการป้องกันโรคสมองเสื่อม มีข้อมูลออกมาคล้ายกันคือ ด้านประโยชน์ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะสรุปได้ แต่ข้อดีของยากลุ่มนี้คือ ไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงหรืออันตราย อย่างไรก็ตามการที่งานวิจัยสรุปออกมาว่ายังไม่มีหลักฐานว่ามีประโยชน์อาจเกิดจากปัจจัยในงานวิจัย เช่น การใช้ชนิดอาหารเสริมที่ต่างกัน ยี่ห้อที่ต่างกัน กลุ่มประชากรที่ต่างกัน และพันธุกรรมในแต่ละประชากรแตกต่างกัน ดังนั้นบางคนที่รับประทานอาหารเสริมอาจมีประโยชน์หรือมีผลข้างเคียงขึ้นมาได้เช่นกัน
ยากับสมอง
ยาที่มีผลเสียต่อสมอง มีข้อมูลไปในทางเดียวกันว่าคือ กลุ่มยาต้านโคลิเนอจิก (Anticholinergic Drugs) มีผลเสียต่อสมองอย่างชัดเจน ส่งผลให้การทำงานของสมองถดถอยลงได้ แต่ในส่วนของยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอาเซปีน (Benzodiazepine) มีงานวิจัยในอดีตพบว่า คนที่รับประทานยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเสื่อมของสมองมากขึ้น และความเสี่ยงดังกล่าวจะค่อย ๆ ลดลงหลังจากหยุดยา
แต่ในข้อมูลปัจจุบันเริ่มมีงานวิจัยใหม่ ๆ ออกมาว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจไม่ได้ชัดเจนมากเท่าที่เคยทราบกันมา อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากงานวิจัยต่าง ๆ ใช้แบบทดสอบการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน ชนิดยานอนหลับที่ต่างกัน จำนวนประชากรหรือระยะเวลาในการติดตามที่ต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้ยังสรุปให้ชัดเจนไม่ได้ว่า การทานยานอนหลับกลุ่มนี้มีผลต่อการทำงานของสมองหรือไม่ แต่ผลการศึกษาโดยรวมพบแนวโน้มว่ามีผลเสียต่อการทำงานของสมอง อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้นอกจากมีผลเสียต่อสมองแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักได้โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ดังนั้นต้องระมัดระวังในการทานยากลุ่มนี้ เพราะมีโอกาสสูงที่จะ

ได้รับผลข้างเคียงจากยา
โดยสรุปข้อมูลเกี่ยวกับอาหารเสริมหรือยายังมีหลักฐานไม่ค่อยชัดเจนเกี่ยวกับผลในการบำรุงสมอง ที่สำคัญยาบางชนิดมีผลเสียต่อสมองอีกด้วย
หลักบำรุงสมองชะลอความเสื่อม อ่านเพิ่มเติม

อายุแค่ 40 เสื่อมสมรรถภาพทางเพศแล้ว เกิดจากอะไรกันแน่

เมื่อคุณผู้ชายอายุแค่เลข 4 แต่ต้องเผชิญกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือภาวะการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายไม่เต็มที่ คือ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศแล้ว แน่นอนว่าย่อมเกิดความกังวลและสูญเสียความมั่นใจ บางท่านหันไปพึ่งยาตามคำกล่าวอ้างโฆษณาในโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งหลายรายสูญเงินเปล่า และอีกหลายรายก็เกิดผลข้างเคียงตามมา โดยที่ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
อะไร คือสาเหตุที่ทำให้คุณผู้ชายวัย 40 หย่อนสมรรถภาพทางเพศ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศแล้ว
การสร้างฮอร์โมนของเพศชายจะต่ำลงเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป และจะลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 1% แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีสาเหตุของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอื่นๆ ร่วมด้วย แบ่งได้ 3 สาเหตุใหญ่คือ
สาเหตุทางกาย เกิดจากโรคประจำตัวที่มีอยู่เดิม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต อ้วน โรคหัวใจ ภาวะคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงสภาวะที่มีผลกระทบต่อสมองที่มีความผิดปกติบริเวณไขสันหลัง เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง (Multiple Sclerosis) หรือการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
สาเหตุทางใจ มาจากความเครียด อาจจะมาจากงานที่ทำหรือสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย มีอาการซึมเศร้าหรือโรคจิตเภทที่อาจต้องใช้ยา ซึ่งยาบางชนิดมีผลให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ นอกจากนี้ ยังเกี่ยวกับปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ เช่น ความรู้สึกผิด หรือความกังวลต่างๆ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ กลัวว่าอวัยวะเพศจะไม่สามารถแข็งตัวได้ จนกลายเป็นสิ่งรบกวนจิตใจ ถึงขนาดที่ทำให้เกิดเป็นความคาดการณ์ไปเองว่าจะเป็นเช่นนั้น
สาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: คุณผู้ชายหลายๆ ท่านอาจจะชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสร้างบรรยากาศ หรือเพื่อทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ แต่อาจทำให้คุณทำกิจกรรมทางเพศได้ยากขึ้น เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป อาจรบกวนการแข็งตัวของอวัยวะเพศชั่วคราว
ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง: การทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเล่นกีฬากลางแจ้งอยู่เสมอ อาจทำให้อ่อนล้า อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยล้าในตอนกลางคืนได้
สูบบุหรี่: การสูบบุหรี่จะไปยับยั้งการไหลเวียนของเลือด ทำให้หลอดเลือดเสียหาย หรือจำกัดการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะเพศ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่นำไปสู่ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ติดเกม นั่งอยู่แต่หน้าจอเป็นเวลานาน: ส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรง ไร้ความสดชื่น หมดความกระปรี้กระเปร่า เหนื่อยล้า ง่วงง่าย จึงไม่แปลกที่นำไปสู่ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การนอนไม่สมบูรณ์: อาจเกิดจากปัญหาการนอน รวมไปถึงการใช้ชีวิตแบบไม่หลับไม่นอน ออกเที่ยว ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายอ่อนเพลีย
รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์: หนุ่มท่านใดที่นิยมรับประทานอาหารขยะเพราะขี้เกียจหาอะไรทาน ง่ายสุดคือสั่งอาหารขยะส่งตรงถึงหน้าบ้าน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารเหล่านี้มีปริมาณไขมันที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ไขมันอุดตันจนหลอดเลือดตีบ ทำให้ไม่สามารถลำเลียงเลือดแดงไปเลี้ยงน้องชายคุณได้ อ่านเพิ่มเติม

“ ฟันสวยแข็งแรง รอยยิ้มสดใส มั่นใจทุกวัน ด้วยการดูแลที่ตรงจุด ”

รอยยิ้มที่สดใส ฟันสวยแข็งแรง ขาวสะอาด ย่อมเสริมความมั่นใจและมีบุคลิกภาพผู้นั้น การบดเคี้ยวอาหาร การออกเสียงเพื่อการสื่อสารย่อมทำได้ดี แต่ทว่าหากฟันเกิดมีปัญหาหรือเกิดความเสียหายจากสาเหตุต่างๆ เช่น ฟันแตกหัก บิ่น สูญเสียเนื้อฟัน หรือฟันเป็นคราบเหลือง เป็นต้น ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาบูรณะฟื้นฟูให้ ฟันสวย รอยยิ้มสดใส มั่นใจในทุกวันด้วยนวัตกรรมการรักษาเพื่อฟื้นคืนคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์กลับมาอีกครั้ง

รากฟันเทียม
ครอบฟัน
การเคลือบผิวหน้าฟัน

รากฟันเทียม (Dental Impant) นั้นผลิตมาจากวัสดุที่ทำมาจากโลหะผสมไทเทเนียม ออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายกับรากฟัน สามารถนำมาใช้ทดแทนรากฟันธรรมชาติที่ถูกถอนออกไป เติมเต็มพื้นที่บริเวณสันเหงือกที่ว่างอยู่ให้มีความแน่นกระชับ ง่ายต่อการดูแลรักษา ช่วยปรับสมดุลการบดเคี้ยวให้กลับมาทำงานได้ดีสมบูรณ์ขึ้น

หน้าที่ของรากฟันเทียม
1. ใช้ยึดกรอบฟัน ทดแทนฟันที่หายไปเพียง 1 ซี่ ใช้ได้ทั้งฟันหน้าและฟันหลัง
2. ใช้ยึดสะพานฟัน ทดแทนฟันที่หายไป 2-3 ซี่ติดกัน
3. ใช้ยึดฟันเทียมในกรณีผู้ป่วยสูญเสียฟันทั้งปาก มีทั้งติดแน่นและถอดได้
4. ใช้ยึดฟันเทียมบางส่วนถอดได้โครงโลหะ ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องใส่ฟันหลายซี่

ข้อดีของรากฟันเทียม

1.เป็นฟันเทียมติดแน่น ผู้ป่วยใช้งานได้สะดวก

2.ผู้ป่วยใช้เคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น มีแรงบดเคี้ยวเพิ่มขึ้น เพิ่มความสามารถในการบดเคี้ยว

3.ลดการสูญเสียเนื้อฟัน จากการเตรียมช่องปากเพื่อใส่ฟันเทียมชนิดอื่นๆ

4.ง่ายต่อการดูแลรักษา ทำความสะอาดได้ง่าย

5.มีความสวยงามเสมือนฟันธรรมชาติ ยิ้มได้อย่างมั่นใจ

6.เพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร พูด ออกเสียง อ่านเพิ่มเติม

“มะเร็งเต้านม” โรคฮิตที่ป้องกันได้…แค่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้!!

มะเร็งเต้านม คือ โรคมะเร็งนรีเวช ที่พบมากอันดับต้นๆ มักเกิดในผู้หญิงไทยวัย 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “พฤติกรรมการใช้ชีวิต” ก็ถือว่าเป็นปัจจัยร่วมที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน หากคุณไม่อยากต้องป่วยเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคต นี่คือพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหยุด..ก่อนสายเกินไป!!
รักการปาร์ตี้แฮงเอ้าท์แค่ไหน…ก็ไม่ควรดื่มหนัก!
จากการศึกษาพบว่า..ผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 3 ดริ้งค์ ต่อสัปดาห์ (โดย 1 ดริ้งค์จะเท่ากับ เบียร์ 12 ออนซ์, ไวน์ 5 ออนซ์ หรือ เหล้าเพียว 1.5 ออนซ์) ทำให้โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบเท่ากับผู้หญิงที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการดื่มในปริมาณที่มากขึ้นทุกๆ 10 กรัม จะทำให้เปอร์เซ็นต์ของโอกาสการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้นถึง 7% อีกด้วย
เลี่ยง “อาหารไขมันสูง” เพราะไม่ใช่แค่อ้วน..แต่เสี่ยงมะเร็ง
มีผลการศึกษาวิจัยจากหลายๆ ชิ้นงานพบว่า “ผู้หญิงที่มีไขมันสูง” มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากภาวะอ้วนจะส่งผลให้ร่างกายมีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการลดปริมาณแคลอรี่จากไขมันให้น้อยกว่า 20-30% ต่อวัน อาจช่วยปกป้องสาวๆ จากโรคมะเร็งเต้านมได้
สูบบุหรี่..หรือสูดดมควัน พฤติกรรมไหนก็อันตรายนะรู้ยัง? อ่านเพิ่มเติม

ไขข้อข้องใจ! กินปิ้งย่าง..ทำไมถึงเสี่ยงมะเร็ง

ยิ่งสัมผัสความร้อน(สูง)…ยิ่ง เสี่ยงมะเร็ง

บุฟเฟต์ปิ้งย่าง มื้อจัดหนักที่หลายๆ คนชื่นชอบ แต่รู้หรือไม่ว่า ในขณะที่กินปิ้งย่าง..ก็เท่ากับคุณกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ใครที่เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ปิ้งย่าง ขอบอกว่าไม่ใช่แค่ปัญหารอบเอวเท่านั้นที่ต้องระวัง เพราะการกินอาหารปิ้งย่างบ่อยๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิด “มะเร็งทางเดินอาหาร” อย่าง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งกระเพาะอาหารได้ แล้วปัจจัยนี้มีผลต่อความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างไร… เราไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน
มีการศึกษาพบว่าอาหารที่ถูกปรุงสุกโดยให้ความร้อนสัมผัสโดยตรงกับอาหาร ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งที่มีชื่อว่า PAH ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่อไขมันในเนื้อสัตว์หยดลงไปโดนถ่าน แล้วเกิดควันที่เป็นสารก่อมะเร็งลอยกลับมาเกาะอยู่บนเนื้อสัตว์ หากทานเข้าไปมากๆ หรือทานบ่อยๆ ก็จะสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งสารชนิดนี้คือสารชนิดเดียวกันกับที่พบในควันท่อไอเสียรถยนต์ หรือควันบุหรี่ นั่นเอง
เนื้อวัว เนื้อหมู ไขมันยิ่งสูง..ก็ยิ่งเสี่ยง
แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป้าหมายหลักในการไปกินปิ้งย่างนั้น ก็คือ เนื้อหมู เนื้อวัวสไลด์ แบบไขมันฉ่ำละลายในปาก หรือแม้แต่มันหมูที่ถูกประกบด้วยหนังหมูย่างกรุบกรอบ ความอร่อยจนยากจะห้ามใจเหล่านี้นี่แหละที่เป็นสาเหตุของความเสี่ยงโรคมะเร็ง เนื่องจากไขมันในสัตว์เนื้อแดงจะเป็นไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการก่อตัวของมะเร็ง เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่
รสชาติเข้มข้น..ที่มาพร้อมกับ “โซเดียมสูง”
เนื้อสัตว์ที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องปรุงมาอย่างเข้มข้นถึงรสชาติ นอกจากความอร่อยแล้ว…ก็คงหนีไม่พ้นปริมาณโซเดียมที่ค่อนข้างสูง โดยอาจมาจากซอสปรุงรส หรือผงชูรส รวมไปถึง “น้ำจิ้ม” ที่เรียกได้ว่ามีโซเดียมสูงไม่แพ้กัน ซึ่งปริมาณโซเดียมที่สะสมอยู่ในร่างกายไม่เพียงแค่ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตอย่างที่หลายคนรู้กันดี แต่ยังเสี่ยงโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร ได้เหมือนกัน อ่านเพิ่มเติม

ล้างมือกันเถอะ!

ล้างมือ กันเถอะ!
ในช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาดอย่างหนักไปทั่วโลกในขณะนี้ การป้องกันโรคด้วยการ ล้างมือ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราห่่างไกลเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย สารเคมีต่าง ๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกายได้
แต่การล้างมือ ในทุก ๆ วันของเรานั้น “ล้างสะอาดแล้วจริงหรือ?”
6 ขั้นตอนการล้างมือให้ถูกวิธี จำง่าย ๆ เซฟรูปเก็บไว้เลย !
ขั้นตอนที่ 1 หน้า
ใช้สบู่ล้างมือฟอกด้านหน้าฝ่ามือ ง่ามนิ้วมือด้านหน้า ไปจนถึงข้อมือ
ขั้นตอนที่ 2 หลัง
ฟอกหลังฝ่ามือ ง่ามนิ้วมือด้านหลัง ไปจนถึงข้อมือ
ขั้นตอนที่ 3 ปั้น
ฟอกสบู่ล้างมือที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย โดยกำรอบนิ้วแล้วหมุนวนไปจนถึงปลายนิ้ว
ขั้นตอนที่ 4 โป้ง
ฟอกสบู่ล้างมือที่นิ้วโป้งทั้งสองข้าง โดยกำรอบนิ้วโป้งแล้วหมุนจนไปจนถึงปลายนิ้ว อ่านเพิ่มเติม

ไข้หวัด VS Covid-19

ไข้หวัด VS Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง

Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง การแพร่ระบาดแบบเวิลด์ทัวร์( World tour) ของ Covid-19 ทำให้องค์กรอนามัยโลก (WHO) ต้องออกมาประกาศว่าการระบาดของ Covid-19 นั้นอยู่ในระดับ Pandemic หรือการแพร่ระบาดในวงกว้างที่ส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งเราผ่านวิกฤตแบบนี้มาแล้วในการระบาดของโรคเอดส์ และ ไข้หวัดนก (H1N1) ในอดีตนั่นเอง

แต่ด้วยความที่เป็นไวรัสสายพันธ์ใหม่ เราจึงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เราได้เลือกคำถามที่พบบ่อยของ Covid-19 มารวมไว้ที่นี่แล้ว
Q : ไข้หวัด กับ Covid-19 มาจากไวรัสตัวเดียวกันใช่ไหม ?

A : คำตอบคือถูกต้อง Coronaviruses (CoV) เป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ ที่เป็นอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ โดยเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ อันได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (SARS) ในปี 2002 และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ในปี 2012 เป็นต้น แต่เจ้าโควิด-19 นี้ กลายพันธุ์ออกมาเพื่อความอยู่รอด จึงทำให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดทั่วไป ไม่สามารถได้ผลกับ Covid-19 ตัวนี้

Q : เชื้อไวรัสโควิด-19 มีชีวิตอยู่ในอากาศ สิ่งของต่าง ๆ ได้นานกี่วัน ?

A : ยังไม่มีวิจัยที่แน่ชัดว่ากี่วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัตถุ และ อุณหภูมิ แต่โดยทั่วไปเชื้อไวรัสโควิดลอยอยู่ในอากาศได้ประมาณ 5 นาทีก็จะตกสู่พื้น แต่เชื้อไวรัสจะยังอยู่ได้บนพื้นต่ออีกหลายชั่วโมง และในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสนั้น สามารถอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเลยทีเดียว อ่านเพิ่มเติม

โรคติดเชื้อยอดฮิตของเด็กๆ

อันดับ 1 โรคไข้หวัด
โรคติดเชื้อตัวร้ายที่ชอบทำร้ายเด็กเล็กๆ ให้ ป่วย นอนซม หง่อยซึม ด้วยอาการตัวร้อน ไข้ขึ้นสูง แถมยังมีน้ำมูกใสๆ คัดจมูก จามแล้วจามอีก เจ็บคอ จนน่าสงสาร ที่สำคัญเจ้า โรคไข้หวัด ยังไม่เลือกช่วงเวลา เด็กๆ สามารถเป็นได้ทั้งปี โดยเฉพาะฤดูหนาวอัตราการติดเชื้อยิ่งมีมากขึ้น จากสถิติพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วเด็กๆ จะเป็นไข้หวัดกัน 3-8 ครั้งต่อปี ด้วยเหตุผลโรคไข้หวัดมีเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ แต่เมื่อรักษาหายแล้ว ร่างกายของหนูๆ ก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อที่เคยป่วยได้ดีขึ้น แต่ก็กลับมาเป็นได้อีกเช่นกัน ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายเด็กน้อยให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ
โรคไข้หวัดใหญ่ มีทั้งสายพันธุ์ A และ B น้องๆ สามารถได้รับเชื้อและเกิดการติดต่อสู่กันได้ง่าย โดยเฉพาะสถานที่ๆมีเด็กรวมกันอยู่กันเยอะๆ โรคไข้หวัดใหญ่ จะติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่งอย่าง การไอ หรือจาม ทั้งนี้ ไข้หวัดใหญ่ยังสามารถติดต่อได้ทางละอองฝอยของน้ำมูก และน้ำลาย พูดง่ายๆ คือ ถ้าเด็กคนที่ป่วย ไอ จามแล้วใช้มือเช็ด และมือนั้นไปโดนหน้าโดนตา เข้าจมูก หรือปาก เชื้อโรคชนิดนี้ก็จะเข้าสู่ร่างกาย น้องๆ หนูๆ ได้ไม่ยาก
วิธีสังเกตว่าเจ้าตัวน้อยของคุณเสี่ยง หรือได้รับเชื่อโรคนี้ หรือไม่
มีไข้สูงแบบเฉียบพลัน ซึ่งต่างจากไข้หวัดธรรมดา
ปวดศีรษะ ตัวร้อน
อ่อนเพลียมากๆ
เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว
มีอาการไอ จาม คัดจมูกร่วมด้วย
ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจมีอาการหลอดลมอักเสบร่วมด้วยจากการไอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรืออาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตได้ อ่านเพิ่มเติม

เคล็ดลับกระตุ้นพัฒนาการเด็ก…ช่วยส่งเสริมศักยภาพของลูกน้อย

เด็ก เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติ จึงควรได้รับการเลี้ยงดู ส่งเสริมพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณอย่างเหมาะสม เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต
พัฒนาการเด็กคืออะไร ?
คำว่าพัฒนาการเด็ก หมายถึง ความสามารถของเด็กในการลงมือทำ เคลื่อนไหว หรือทำกิจกรรมต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลักๆ ดังนี้
• ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ความสามารถใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหว เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง กระโดด ปีนป่าย
• ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ความสามารถในการใช้มือทำกิจกรรมต่างๆ การหยิบจับ ขีดเขียน การช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น ใส่เสื้อ ติดกระดุม
• ด้านภาษา ความเข้าใจภาษา และการใช้ท่าทาง ภาษาพูด เช่น เด็กอายุ1ปี สามารถเข้าใจคำสั่งง่ายๆ ขั้นตอนเดียวและสามารถใช้ภาษาพูดเป็นคำเดียวในการสื่อสาร
• ด้านสังคม ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเล่นกับเพื่อน การเข้ากลุ่ม ทำตามกฎ กติกาต่างๆ
วิธีสังเกตสงสัยลูกอาจเข้าข่าย “พัฒนาการช้า”
คุณพ่อ คุณแม่อาจจะต้องเริ่มด้วยการหมั่นสังเกตพัฒนาการของลูก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการจะสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของสมอง โดยพัฒนาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทักษะต่างๆ ตามวัยตลอดชีวิต โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านพัฒนาการอย่างมาก และสามารถสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด หากพบความผิดปกติและมีการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู หรือ ส่งเสริมพัฒนาการ ในช่วงวัยเด็กเล็ก จะช่วยลดความรุนแรง หรือบำบัดให้เป็นปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
เด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ
เด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติที่พบได้บ่อย คือ เด็กที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ (Spastic child) มีอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ และควบคุมได้ลำบาก เด็กที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้ออ่อนตัวผิดปกติ หรือ Down syndrome รวมถึงเด็กที่มีปัญหาทางด้านภาษาและสังคม กลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมการแสดงออก เช่น Autistic child Attention Deficit Hyperactivity Disability (เด็กสมาธิสั้น) Learning Disability (เด็กบกพร่องทางด้านการเรียน)
ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้า หรือผิดปกติ?
สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ คือปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็ก ซึ่งแพทย์จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย หรืออาจจะต้องตรวจประเมินด้านพัฒนาการ ส่งตรวจเลือด ตรวจระบบประสาท เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม สำหรับวางแผนและแนวทางการรักษา ซึ่งทำได้ตั้งแต่การใช้ยา (กลุ่มเด็กสมาธิสั้น) การผ่าตัด (กลุ่มเด็กที่มีภาวะเกร็ง) กิจกรรมบำบัดเพื่อการกระตุ้นพัฒนาการประสาทสัมผัสทั้ง 5 (sensory integration) การกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ การกระตุ้นพัฒนาการภาษา กระตุ้นการรับรู้ทางสติปัญญาและสมาธิ ทำกายภาพบำบัด เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม