อาการบาดเจ็บรุนแรงจาก Surf Skate

หลังจากกีฬา Surf Skate ฮิตติดลมบนในประเทศไทย จำนวนผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากกีฬาชนิดนี้จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็เพิ่มขึ้น โดยอาการบาดเจ็บรุนแรงที่พบคือ อุบัติเหตุจากการเสียการทรงตัว ล้ม หรือกระแทก และหากเล่นบนถนนที่มีการจราจรอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

ตัวอย่างอาการบาดเจ็บรุนแรงจากกีฬา Surf Skate ได้แก่

  • บาดเจ็บศีรษะ เช่น ศีรษะแตก กะโหลกร้าว สมองกระทบกระเทือน หรือมีเลือดออกในสมอง
  • กระดูกหัก เช่น ข้อมือหัก ข้อศอกหัก กระดูกหัวไหล่หัก ไหปลาร้าหัก ข้อสะโพกหัก ลูกสะบ้าแตก ข้อเท้าหัก
  • ข้อเคลื่อนหลุด เช่น ข้อไหล่หลุด ข้อศอกหลุด ลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดบริเวณเข่า
  • เอ็นฉีกขาด เช่น เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด เอ็นข้อศอกฉีกขาด เอ็นเข่า หรือเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด

รู้จักหมอนรองกระดูกเข่า

หมอนรองกระดูกเข่า ทำหน้าที่สำคัญในร่างกาย โดยรองรับแรงกระแทกที่เกิดต่อเข่า ทั้งการยืน เดิน วิ่ง กระโดด หรือกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยจะมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่มีความยืดหยุ่น อยู่ระหว่างกระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขา

ทั้งด้านในและด้านนอกเข่า อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อเข่าด้วย

หมอนรองกระดูกเข่าเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างน้อย หากเกิดการฉีกขาดจะทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองมีไม่มาก

และทำให้เสียความสามารถในการรองรับแรงกระแทก ข้อเข่าไม่มั่นคง เกิดเป็นภาวะข้อเข่าเสื่อมได้ในท้ายที่สุด

กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ

จากสถิติพบว่า มีอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรก 20% และเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่ความพิการ ผู้ป่วย กระดูกสะโพกหัก 40% ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง  ส่วน 60% ผู้ป่วยต้องพึ่งพาผู้อื่นในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ปัญหากระดูกหักในผู้สูงอายุ หลัก ๆ มีอยู่ 3 ที่ คือ ข้อมือ  สันหลัง และสะโพก  ขึ้นอยู่กับว่าล้มท่าไหน  แต่กระดูกข้อมือหัก กระดูกหลังทรุดตัวไม่ถึงขั้นเสียชีวิต และมักไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนกระดูกสะโพกหักถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาอาจต้องนอนติดเตียง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากการนอนนิ่ง ๆ

เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ หรือปอดบวม ซึ่งอาจเสียชีวิตในที่สุด ถ้ามือหรือแขนหักใส่เฝือกได้  สันหลังหักยังเดินได้ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต แต่ถ้าสะโพกหักจะเกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน  จากประสบการณ์ถ้ากระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่เกินกว่า 90% ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดมักจะเดินไม่ได้

บางรายที่เป็นแค่กระดูกร้าวถือว่าโชคดี ซึ่งกระดูกอาจจะสามารถติดได้ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนไม่ต้องผ่าตัด  ทั้งนี้ถ้ากระดูกสะโพกหักแล้วได้รับการผ่าตัดเร็วผู้สูงอายุก็จะฟื้นตัวเร็ว ความเจ็บปวดน้อย

สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมได้เร็ว  กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุจะเป็นกลุ่มที่เราต้องรักษาให้เร็ว พยายามให้เจ็บปวดน้อย สามารถลุกออกจากเตียงได้เร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

การฝังเครื่องมือพิเศษ ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

การฝังเครื่องมือพิเศษ ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ที่เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นเร็วมากจนความดันโลหิตต่ำ คลำชีพจรไม่ได้ หรือเกิดหลายรูปแบบสลับไปมา หรือหัวใจห้องล่างเต้นพริ้ว ถ้าหัวใจไม่เต้นกลับเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต  แพทย์จะแนะนำให้ ฝังเครื่องช็อกหัวใจอัตโนมัติที่หน้าอกร่วมกับการรับประทานยาต้านการเต้นผิดจังหวะ

ส่วนภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ แพทย์จะฝังเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดกระตุ้นห้องเดียว และ สองห้อง การฝังเครื่องชนิดใดขึ้นกับพยาธิสภาพที่ผู้ป่วยเป็น

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติส่วนหนึ่งจะไม่มีอาการ ทำให้ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวประสบปัญหายุ่งยากในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่อัมพาตจนถึงเสียชีวิต

รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การรักษา ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ อาจทำได้โดย

  • การรักษาด้วยยา

แพทย์อาจรักษาโดยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว เริ่มด้วยยาคลายเครียด  แพทย์อาจให้ยาต้านการเต้นผิดปกติ หรือยากระตุ้นหัวใจ

  • การจี้รักษาด้วยพลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุ โดยใช้สายสวนพิเศษ (Radiofrequency Catheter Ablation)

วิธีการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติที่ได้ผลดีถึงดีมาก (80 – 95%) โดยการสอดสายสวนไปวางที่ตำแหน่งต่าง ๆ ในหัวใจเพื่อวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจและใช้กระตุ้นหัวใจ หลังจากนั้นแพทย์จะสอดสายสวนพิเศษเข้าไปอีก 1 เส้น เพื่อหาตำแหน่งที่หัวใจนำไฟฟ้าเร็วกว่าปกติ เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการ แพทย์จะปล่อยกระแสไฟฟ้าความถี่สูง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ปลายสายสวนพิเศษนี้ ทำให้การนำไฟฟ้าที่จุดนั้นถูกทำลาย หัวใจก็จะไม่เต้นผิดปกติอีกต่อไป

อันตรายจากการจี้ด้วยพลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุมีน้อยมาก เพราะคลื่นไฟฟ้าที่ใช้มีกระแสไฟฟ้าต่ำประมาณ 40 – 60 โวลต์ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่เนื้อเยื่อหัวใจอุณหภูมิ 55 – 60 องศาเซลเซียส พลังงานนี้จะไม่กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจหรือปลายประสาท ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหน้าอกเพียงเล็กน้อย จึงสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ

  • การฝังเครื่องมือพิเศษ

ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติที่เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นเร็วมากจนความดันโลหิตต่ำ คลำชีพจรไม่ได้ หรือเกิดหลายรูปแบบสลับไปมา หรือหัวใจห้องล่างเต้นพริ้ว ถ้าหัวใจไม่เต้นกลับเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต  แพทย์จะแนะนำให้ฝังเครื่องช็อกหัวใจอัตโนมัติที่หน้าอกร่วมกับการรับประทานยาต้านการเต้นผิดจังหวะ

ส่วนภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ แพทย์จะฝังเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดกระตุ้นห้องเดียว และ สองห้อง การฝังเครื่องชนิดใดขึ้นกับพยาธิสภาพที่ผู้ป่วยเป็น

วินิจฉัยโรคหัวใจในผู้หญิง

วินิจฉัยโรคหัวใจในผู้หญิง

การวินิจฉัยโรคหัวใจสำหรับผู้หญิงยากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงบางครั้งมีอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกก็เกิดความกังวล แต่ในผู้ชายมักจะบอกอาการได้ชัดเจนกว่าผู้หญิง และถ้ามีอาการมักจะรอจนทนไม่ไหวจริง ๆ ถึงมาพบแพทย์

ตรวจเช็กความเสื่อมหัวใจ

การตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ มีความสำคัญ เพราะช่วยให้รู้เท่าทันและป้องกันโรคหัวใจได้อย่างทันท่วงที โดยควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหัวใจก่อนเข้ารับการตรวจ ได้แก่

  1. การตรวจหาปริมาณแคลเซียมและคราบไขมันที่จับอยู่ที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery) โดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงด้วยเทคนิค
    • Coronary Calcium Scoring วิธีนี้สามารถคำนวณปริมาณแคลเซียมที่เกาะตรงผนังหลอดเลือดหัวใจได้ โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ ถ้าพบว่ามีแคลเซียมสะสมอยู่มาก ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงที่หลอดเลือดหัวใจตีบตันสูงและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจสูง
    • CTA for Coronary Artery ตรวจหลอดเลือดหัวใจที่ต้องฉีดสารทึบรังสี ทำให้เห็นร่องรอยการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจทั้งหมดสามเส้นในครั้งเดียว การฉีดสารทึบรังสีทำให้เห็นคราบไขมัน (Atherosclerotic Plaque) ที่เกาะอยู่ใต้ชั้นผนังหลอดเลือดได้ การตรวจพบการตีบตันตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่งผลทำให้การป้องกันได้ผลดีในระยะยาว
  2. การวิ่งสายพาน(Exercise Stress Test) เป็นการทดสอบสมรรถภาพการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการคัดกรองการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจเบื้องต้น ถ้าพบว่าผิดปกติจำเป็นจะต้องตรวจหลอดเลือดหัวใจโดยละเอียดเพิ่มเติม
  3. การตรวจ MRI หัวใจ มีทั้งการตรวจ MRI ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี การตรวจ MRI หัวใจ โดยไม่มีการฉีดสารทึบรังสี การตรวจ MRI หัวใจร่วมกับการฉีดยาและการฉีดสารทึบรังสี เพื่อตรวจหาความปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ หลอดเลือดแดงใหญ่ หลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งหาความผิดปกติของหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด

ผ่าตัดรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาโป่งพอง

ปัจจุบัน การผ่าตัด โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ เอออร์ตาโป่งพองมี 2 รูปแบบ คือ

  1. การผ่าตัดเปิด
  2. การผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวดถ่างขยายผ่านสายสวน (Endovascular Aneurysmal Repair) เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาโป่งพอง เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าและอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลต่ำกว่า โดยที่ให้ผลในการรักษาระยะยาวเทียบเท่ากับการผ่าตัดเปิด

“สถิติการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในสภาวะฉุกเฉิน (แตก ปริ แตกเซาะ) มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้ถึง 50%  เมื่อเทียบกับการรักษาก่อนที่จะมีอาการ ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถึง 95%”

 


การรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โดยการใส่ขดลวดค้ำยันจากภายใน

การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจยังคงได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะการผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาโป่งพองในรูปแบบการผ่าตัดเปิดและการผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมนั้น ช่วยให้ผู้ป่วยหมดกังวลกับแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม

อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ผัก กับโรคเบาหวาน

ผัก เป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณน้อย จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่ช่วยชะลอน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ควรรับประทานผักทุกมื้อ จะรับประทานในรูปของผักสด หรือผักต้มก็ได้

แต่ไม่แนะนำในรูปของน้ำผักปั่น โดยเฉพาะน้ำผักปั่นแยกกาก ทำให้เราไม่ได้รับใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งนี้ควรควบคุมปริมาณการบริโภคผักที่มีแป้งสูง เช่น ฟักทอง แครอท มันแกว เมล็ดถั่วลันเตา เป็นต้น

ดังนั้นน้ำผักสุขภาพอย่างน้ำแครอท ในผู้ที่เป็นเบาหวานควรมีการควบคุมปริมาณในการดื่ม

สาเหตุหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาโป่งพอง (Aortic Aneurysm)

โดยปกติแล้วผนังของ หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา จะมีความสามารถในการยืดหยุ่นสูง สามารถขยาย ยืด และหดตามระดับความดันโลหิต แต่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาบางอย่าง เช่น มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน และมีการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) จะทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอจนมีการโป่งพองของผนังหลอดเลือดได้

ภาวะดังกล่าวพบบ่อยในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยจะพบประมาณ 2 – 5% ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปี อาจพบโรคนี้ได้มากถึง 5 – 10% ในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

จากการตรวจคัดกรองด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Ultrasound) และอาจพบได้มากขึ้นในกลุ่มที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Coronary Artery Disease) หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดที่แขนและขาอุดตัน (Peripheral Vessels Disease) ร่วมด้วย นอกจากนี้ประวัติการมีโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัวและการสูบบุหรี่นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เป็นโรคได้เช่นกัน กล่าวโดยสรุปคือ โรคนี้จะพบในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยเฉพาะระหว่าง 65 – 75 ปีที่มีประวัติสูบบุหรี่ มีความดันโลหิตสูง และมีประวัติโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัว