7 อาการสัญญาณร้ายมะเร็งปากมดลูก

สาวๆ รู้ไหมว่า แม้ มะเร็งเต้านม จะเป็นเนื้อร้ายที่ผู้หญิงเป็นมากที่สุด แต่มะเร็งที่คร่าชีวิตสาวไทยมากเป็นอันดับ 1 คือ “มะเร็งปากมดลูก” ซึ่งเฉลี่ยทำให้เสียชีวิตถึงวันละ 12 คน!! ทั้งๆ ที่เป็นมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่ทราบสาเหตุของโรคแน่ชัดก็ตาม
HPV ไวรัสตัวร้าย ก่อมะเร็งปากมดลูก และ มะเร็งเต้านม
สำหรับต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้น มีตั้งแต่สารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรัง หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์ แต่รู้ไหมว่าตัวการหลักของมะเร็งปากมดลูกนั้นก็คือ เชื้อไวรัส เอชพีวี (Human Papilloma Virus) และที่น่ากลัวคือ ช่องทางหลักของการติดเชื้อ HPV นั้นคือการมีเพศสัมพันธ์ธรรมดาๆ นี่เอง
ไม่มีอาการเตือน…รู้ตัวอีกทีก็เป็นโรคแล้ว
เชื้อ HPV สามารถติดต่อโดยตรงจากการสัมผัส ช่องทางหลักคือเพศสัมพันธ์ เมื่อได้รับเชื้อ HPV จะอยู่ในร่างกายและมีเวลาดำเนินโรคประมาณ 10-15 ปี และจะแสดงอาการชัดเจนเมื่ออายุ 30-60 ปี
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันหลายอาการ…ควรไปพบแพทย์ด่วน
1. เลือดออกทางช่องคลอด ทั้งเพียงเล็กน้อยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือการมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
2. ประจำเดือนมามาก หรือนานกว่าปกติ
3. เบื่ออาหาร ,น้ำหนักลด
4. มีของเหลวออกทางช่องคลอด หรือตกขาว ทั้งที่เป็นน้ำและข้น เป็นมูก เป็นหนอง มีเลือดปน มีเศษเนื้อปน แม้มีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่นก็ตาม
5. ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะเป็นเลือด (พบในกรณีมีการลุกลามไปกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย)
6. ในรายที่โรคมีขนาดใหญ่ อาจทำให้เกิดการปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย ปัสสาวะขัดหรือถ่ายอุจจาระลำบาก หรือกดเบียดท่อไตทำให้ไตทำงานผิดปกติ จนอาจถึงไตวายได้
7. ขาบวม ซึ่งหมายถึงมะเร็งปากมดลูกได้ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว
ใครบ้าง เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
• ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 18 ปี
• ผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคน หรือแฟนมีคู่นอนหลายคน อ่านเพิ่มเติม

การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คืออะไร ?

การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ตรวจหาหินปูน (calcified plaque) ที่บริเวณหลอดเลือดแดงโคโรนารี ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงหลักที่ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยหินปูนที่ตรวจจะบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease) ยิ่งพบมากยิ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่สูงมากขึ้นตามด้วย โดยภาพหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี จะแปลผลเป็นตัวเลข หรือเรียกว่า Coronary calcium score หากตรวจไม่พบหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่ หรือ Coronary calcium score เป็น 0 จะบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงที่จะมีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันต่ำมาก ในทางตรงกันข้ามหากค่า Coronary calcium score สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าที่มากกว่า 400 จะบ่งชี้ว่าความเสี่ยงที่จะมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภายในระยะเวลา 2-5 ปีสูงมาก แม้ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม

ประโยชน์ของการตรวจหินปูนที่เกาะหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร?
การตรวจพบหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่ จะทำให้เราทราบถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอนาคตว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับความเสี่ยงพื้นฐานของแต่ละคน เช่น อายุ โรคร่วมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หรือประวัติสูบบุหรี่ ซึ่งจะนำพาไปสู่การควบคุมและรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดโอการเกิดโรคหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในอนาคตได้

กระบวนการตรวจมีความยุ่งยากหรือเจ็บตัวหรือไม่
ข้อดีของตรวจหาหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่
เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
ไม่ต้องฉีดยาหรือสารทึบรังสี
ไม่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ
เป็นการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งผู้ตรวจได้รับรังสีในปริมาณน้อยมาก
ใครที่ควรเข้ารับการตรวจหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่บ้าง
ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป อ่านเพิ่มเติม

ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด หนาวนี้ดูแลตัวเองอย่างไรดี?

ในช่วงที่อากาศหนาวจะพบว่าในผู้ป่วยโรคหัวใจและ หลอดเลือด จะมีภาวะความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้ เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงทำให้เส้นเลือดมีการหดตัว และส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นตามมา โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุมากกว่า 65 ปี

นอกจากนี้ช่วงฤดูหนาวอาจส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่น ออกกำลังน้อยลงและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่งผลเพิ่มเติมทำให้ความดันสูงขึ้นได้ ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเกิดจากความดันสูงขึ้น เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรือพบว่าความดันสูงขึ้นกว่าปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา และอาจต้องปรับยาเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตให้เหมาะสม

นอกจากความดันโลหิตที่พบสูงขึ้นในช่วงอากาศหนาวแล้ว โรคหัวใจอื่น ๆ ก็พบเกิดได้มากขึ้นเช่นกัน ในผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ พบว่ามีอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้นได้ในช่วงนี้ อ่านเพิ่มเติม

7 ข้อแนะนำสำหรับขาแรงก่อนลงแข่งขันวิ่งระยะไกล

ปัจจุบันกระแสการออกกำลังกาย และ การแข่งวิ่ง ในระดับต่าง ๆ เป็นที่นิยมมากขึ้น เราจะเห็นว่ามีรายการวิ่งผ่านตาแทบจะทุกสัปดาห์ นอกจากนั้นอายุเฉลี่ยของนักวิ่งก็สูงมากขึ้น ผู้สูงอายุหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้เราได้ยินเหตุการณ์ที่นักวิ่งหมดสติหรือจนกระทั่งเสียชีวิตขณะวิ่งมากขึ้น และล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดเหตุนักวิ่งเสียชีวิตขณะลงแข่งขันถึง 2 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตท่านหนึ่งอายุ 63 ปี และมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกก่อนหมดสติ ชวนให้สงสัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันมาก

การเสียชีวิตฉับพลันขณะออกกำลัง ส่วนใหญ่แล้วมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจนั่นเอง โดยในผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี มักมีสาเหตุจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดหัวใจตีบแบบเฉียบพลัน ส่วนสาเหตุในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี มักเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ หรือโรคกลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต จึงมีคำแนะนำ สำหรับนักวิ่งทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น อันได้แก่

1. ก่อนลง การแข่งวิ่ง รายการวิ่ง นักวิ่งทุกช่วงอายุควรได้รับการตรวจสุขภาพกับแพทย์ โดยเฉพาะการแข่งขันวิ่งที่มีระยะทางมากกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป อย่างน้อยควรได้รับตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการเดินสายพาน (exercise stress test) แบบ maximum test ในกรณีที่แพทย์พบสัญญาณหรือความผิดปกติบางอย่าง หรือมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งการตรวจทั้งสองอย่างนั้น จะช่วยคัดกรองทั้งโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติในนักวิ่งอายุน้อย และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในคนที่มีอายุเกิน 35 ปีอีกด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ผลการตรวจปกติ อาจจะไม่สามารถการันตีได้ 100 % ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขณะวิ่ง แต่ในกรณีโชคร้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น บุคคลเหล่านั้นก็มักจะเป็นผู้ที่สภาพหัวใจแข็งแรงพอที่ร้องขอการช่วยเหลือจากทีมแพทย์ที่ดูแลการแข่งขันได้อย่างทันท่วงที และมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำมาก
2.สำหรับผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป นอกจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการเดินสายพานแล้ว ควรได้รับการตรวจสุขภาพและตรวจเลือด เพื่อค้นหาภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ระดับไขมัน น้ำตาลในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
3.ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนวันลงแข่ง โดยต้องมีการฝึกซ้อมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี นอนหลับพักผ่อนคืนก่อนวันแข่งขันให้เต็มที่ นักกีฬาบางท่านลงแข่งขันมาตลอดเป็นระยะ ๆ แต่ในบางรายการร่างกายอาจไม่พร้อม เช่น ช่วงนั้นงานหนัก คืนก่อนการแข่งขันไม่ได้พักผ่อน ก็อาจทำให้เกิดเหตุในวันแข่งได้ ซึ่งถ้าหากรายการไหนที่ร่างกายไม่พร้อมก็ควรงดการแข่งไปก่อน
4.ไม่ฝืนระยะตัวเอง กล่าวคือ เราซ้อมมาระยะทางเท่าไหร่ ชีพจรอยู่ในโซนไหนควรจะลงแข่งตามระยะนั้น และรักษาระดับชีพจรตามที่เราฝึกซ้อมมา บางท่านลงแข่งขันระยะ 20 กิโลเมตร แต่ซ้อมมาแค่ 15 กิโลเมตร หวังว่าเพื่อนจะช่วยลากหรือบรรยากาศจะช่วยพาไป ซึ่งลักษณะแบบนี้อาจทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายและการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
5.ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดช่วงการวิ่ง โดยเฉพาะในวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าว เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและภาวะ Heat stroke อ่านเพิ่มเติม

การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา Eyelid Treatment

การนวดและทำ ความสะอาดเปลือกตา เพื่อบรรเทาอาการตาแห้งเรื้อรังและต่อมไขมันอุดตันที่เปลือกตา เป็นบริการของศูนย์จักษุ ในชื่อว่า “Eyelid Treatment” ให้บริการโดยพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการอบรมด้านการนวดเปลือกตามาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ก่อนเข้ารับบริการนวดเปลือกตา ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ก่อน

การนวดเปลือกตาเป็นการกดและรีดตามแนวการวางตัวของต่อมไขมัน (meibomian gland) ที่ขอบเปลือกตา โดยใช้อุปกรณ์ในการนวดเปลือกตา เช่น แท่งแก้ว ไม้พันสำลี เพื่อให้ไขมันที่อุดตันอยู่ในต่อมระบายออกมา

ขั้นตอนการทำ Lid Treatment
1.การประคบอุ่น
ทำเพื่อละลายไขมันที่อุดตันในต่อมให้นิ่มตัวลงโดยใช้ความร้อนที่ 40-42 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที โดยพยาบาลจะใช้เครื่องประคบอุ่น ครอบบนเปลือกตาทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยสามารถลืมตาได้
2.การนวดเปลือกตา
ทำเพื่อระบายไขมันที่ค้างอยู่ในต่อมไขมันเปลือกตาให้ออกมา ลดการอุดตัน และเสื่อมของต่อมไขมันที่เปลือกตา โดยพยาบาลจะหยอดยาชา และทำการนวดเปลือกตาด้วยแท่งแก้วหรือไม้พันสำลี เพื่อรีดเอาไขมันที่อุดตันออกมา อ่านเพิ่มเติม

การเคาะปอด เพื่อระบายเสมหะในเด็กเล็ก

1. การเคาะปอดระบายเสมหะในเด็ก
อาการเจ็บป่วยที่มักพบบ่อยในเด็กคือโรคระบบทางเดินหายใจ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจะพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นด้วยการไอออกมา (หรืออาจกลืนลงไปบ้าง ร่างกายก็จะขับถ่ายออกมาได้เอง) เป็นกลไกป้องกันตัวตามปกติของร่างกาย แต่สำหรับเด็กมักจะไม่สามารถไอและขับเสมหะออกมาได้เอง ทำให้เกิดภาวะการคั่งค้างของเสมหะในทางเดินหายใจของผู้ป่วยเด็ก เป็นปัญหาสำคัญในการขัดขวางการระบายอากาศ ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้องออกแรงในการหายใจมากขึ้นจนมีอาการหอบเหนื่อยตามมา บางรายอาจมีเสมหะมากจนอุดกั้นท่อทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมหรือปอดอักเสบได้ ผู้ป่วยเด็กจึงควรต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และเมื่อมีการสะสมเสมหะมากขึ้น หรือเสมหะมีลักษณะเหนียวมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยเด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจโดยอาศัยกลไกของร่างกายเพียงอย่างเดียวจำเป็นต้องมีการทำกายภาพบำบัดทรวงอก (Chest Physiotherapy) เพื่อช่วยขับเสมหะออกมา ซึ่งได้แก่การเคาะปอด, การใช้แรงสั่นสะเทือน, การจัดท่าระบายเสมหะ และการฝึกไอให้มีประสิทธิภาพ

2. การเคาะปอด (Chest Percussion)
การเคาะปอดและการสั่นปอด มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนผ่านผนังทรวงอกลงไปถึงแขนงหลอดลม ลมที่กระทบผนังทรวงอกขณะเคาะ จะทำให้เสมหะที่เกาะอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนปลายค่อยๆหลุดเลื่อนไหลออกมาตามแขนงหลอดลมจากเล็กไปใหญ่ และเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอเพื่อระบายเสมหะออก ในเด็กเล็กอาจใช้ผ้าบางๆ วางบนตำแหน่งที่เคาะ การเคาะปอด จะต้องทำมือลักษณะเป็นกระเปาะหรือรูปถ้วย (cup hand) ปลายนิ้วชิดกัน ข้อมือ ข้อศอก และไหล่เคลื่อนไหวสบายๆ เคาะด้วยความถี่ 3 ครั้งต่อวินาที เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ให้ทั่วๆบริเวณทรวงอกส่วนที่เคาะอยู่ เคาะวนเป็นวงกลม หรือเลื่อนไปทางซ้ายและขวาก็ได้ โดยเคาะตามลักษณะกายวิภาคศาสตร์กลีบของปอด 2 ข้าง กลีบละ 1 – 2 นาที ใช้เวลารวมทั้งหมดไม่ควรเกิน 30 นาที (ในทารกแรกเกิด นักกายภาพบำบัดอาจเลือกใช้วิธีใช้นิ้วเคาะปอดแทนการใช้ทั้งอุ้งมือ) อ่านเพิ่มเติม

“โรคพยาธิในช่องคลอด” ภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

โรคพยาธิในช่องคลอด คืออะไร
โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า Trichomonas vaginalis พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชายแต่จะพบได้ในเพศหญิงมากกว่า ซึ่งตัวพยาธินั้นมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น ความน่ากลัวของโรคนี้คือหากเป็นแล้วจะพบผู้ป่วยที่แสดงอาการเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว และแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่นอนได้

อาการของโรคพยาธิในช่องคลอด
มีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวเป็นฟอง และอาจส่งกลิ่นเหม็นคาวปลา
มีเลือดไหลออกจากช่องคลอด
บวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ
ปวดปัสสาวะบ่อย
เจ็บปวดขณะปัสสาวะ หรือมีเพศสัมพันธ์
หากเป็นแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่รีบรักษา จะลุกลามไปถึงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะทำให้อักเสบได้ เนื่องจากท่อปัสสาวะและช่องคลอดอยู่ใกล้กันจึงสามารถติดเชื้อได้ง่าย ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็งปากมดลูก และส่งผลให้มีบุตรยากในอนาคต

เชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างของเชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดสามารถแยกได้จากลักษณะอาการที่เด่น ๆ เช่น เชื้อราในช่องคลอดมักจะก่อให้เกิดอาการคันมากกว่า และตกขาวจะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก แต่พยาธิในช่องคลอดจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการแสบบริเวณอวัยวะเพศเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

วิธีการป้องกันโรคพยาธิในช่องคลอด
โรคพยาธิในช่องคลอดสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการตกขาวผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที อ่านเพิ่มเติม

ฟังหมอก่อนแชร์ : ยิ่งปั่น ยิ่งตัน จริงไหม

ยิ่งปั่น ยิ่งตัน จริงไหม?
กรณีที่ยิ่งปั่นหูแล้วยิ่งตัน โดยส่วนใหญ่แล้ว เวลาที่เราปั่นหูเรามักจะเข้าใจว่าเราเอา คอตตอนบัต เข้าไปแล้วเราจะควักตัวขี้หูออกมา แต่ว่าบางทีตรงส่วนปลายเราไม่เห็น เวลาที่เราปั่นเข้าไปปุ๊บ ตรงปลายขี้หูมันอาจจะยิ่งเข้าไปตันในหู อาจจะทำให้เกิดภาวะขี้หูอุดตันได้มากขึ้นจริง

โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเวลาที่เราอาบน้ำ แล้วเกิดมีน้ำเข้าหู จริง ๆ ก็ไม่แนะนำให้ปั่นหูเหมือนกัน แนะนำว่าอาจจะใช้คอตตอนบัตซับตรงปลายรูหู แล้วก็เอียงนิดหนึ่ง เพื่อซับตรงบริเวณปลายรูหูให้น้ำออกแค่นั้นก็พอ แต่ถ้าเรายิ่งปั่นเข้าไป มันมีโอกาสที่ขี้หูจะเกิดการอุดตันได้มากขึ้น แล้วถ้ายิ่งอุดตันแน่น การได้ยินก็อาจจะยิ่งมีปัญหาได้มากขึ้น

ขี้หูอุดตัน ส่งผลอะไร
ส่งผลกระทบแน่นอน คือ กรณีที่ขี้หูอุดตันมาก ๆ จะทำให้มีภาวะการได้ยินบกพร่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสียงบกพร่อง เพราะฉะนั้น คนไข้อาจจะรู้สึกหูอื้อ หรือการได้ยินที่ลดลงได้หลังจากที่เกิดภาวะขี้หูอุดตันได้ เวลาที่เราปั่นหู อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดแค่ขี้หูอุดตันอย่างเดียวก็ได้ อาจจะทำให้มีภาวะการถลอกหรือเกิดเป็นแผลของบริเวณรูหูชั้นนอก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การติดเชื้อ เกิดภาวะหูชั้นนอกอักเสบ หรือถ้ายิ่งกว่านั้น เราแคะแล้วลึกเกินไป อย่างเช่น กรณีที่เราใช้ไม้แคะหูแหลม ๆ แล้วเกิดเราลึกเกินไป อาจจะไปเกิดการบาดเจ็บของบริเวณเยื่อแก้วหูตามมาได้ ซึ่งก็จะมีผลเสียได้เช่นกัน

เราจำเป็นต้องแคะขี้หูไหม
การเขี่ยเอาขี้หูออก ถ้าทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือหมอจะไม่ค่อยอันตราย เพราะว่าคุณหมอจะมีกล้องที่จะส่องดูว่าเราเขี่ยถึงไหน หรือว่าโดนแก้วหูหรือยัง หรือว่าเอาออกหมดไหม และเขี่ยแค่ตรงบริเวณตัวขี้หู ก็จะไม่ได้ไปโดนตัวเยื่อบุหรือผนังหู แต่ถ้าเราทำเองแล้วไปเขี่ยโดนแก้วหูหรือเขี่ยโดนผนังรูหู ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะการบาดเจ็บของหูชั้นนอกได้ อ่านเพิ่มเติม

ปวดหัวตรงไหน บอกอะไร

ปวดหัวในตำแหน่งต่าง ๆ ของ โรคปวดศีรษะ อาจจะพอบอกโรคคร่าว ๆ ได้บ้าง
1. โรคปวดศีรษะ ที่พบมากที่สุด เป็นโรคปวดหัวที่เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดศีรษะที่พบบ่อยคือ ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง บางครั้งร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับความเครียดด้วย

2. ปวดศีรษะจากโรคไมเกรน จะมีอาการปวดบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะปวดสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวา และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และขณะที่มีอาการปวด ถ้าอยู่ในที่แสงสว่างจ้า เสียงดังหรือว่ากลิ่นฉุนอาการจะแย่ลง

3. ปวดอันต่อไปก็เป็นปวดที่พบบ่อย คือปวดบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างลงมาจนถึงบริเวณหน้าผากด้วย หรือว่าปวดตรงบริเวณดั้งจมูก อันนี้เป็นตำแหน่งของไซนัส ถ้าเกิดมีการอักเสบของไซนัส คนไข้ก็จะมีอาการปวดที่ตรงตำแหน่งนี้

4. ปวดที่เกิดจากการอักเสบของกราม มักจะมีอาการปวดบริเวณหน้าใบหู ซึ่งสัมพันธ์กับการเคี้ยวอาหารร่วมด้วย คนไข้บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีการกัดฟันตอนเวลานอน ตื่นเช้ามาก็รู้สึกว่าเวลาขยับปากหรือเวลาเคี้ยวอาหาร จะรู้สึกปวดบริเวณหน้าใบหู อาจจะสัมพันธ์กับภาวะกระดูกกรามหน้าใบหูอักเสบได้

5. อาการปวดอาจจะมาจากโรคที่ร้ายแรงมากกว่านั้นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือว่าโรคเนื้องอกสมอง ซึ่งพวกนี้ อาการปวดจะมีลักษณะรุนแรง มีการปวดที่เป็นอย่างรุนแรงมากขึ้นชนิดที่ว่า ในชาตินี้ไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน ไม่เคยปวดแบบนี้จนถึงอายุเกิน 50 ปี อันนี้เราก็เริ่มสงสัยแล้ว นอกจากนี้อาจจะมีอาการมองเห็นที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเห็นภาพซ้อน หรือว่ามองเห็นไม่ชัด อ่านเพิ่มเติม

เช็กหน่อย ไทรอยด์ผิดปกติหรือไม่

‘โรคไทรอยด์’ คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของ ต่อมไทรอยด์ ซึ่งทำหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วนประมาณ 5 ต่อ 1 หลายคนอาจเคยเห็นข่าวดาราดัง ๆ ที่เป็นโรคนี้ และมีอาการทางร่างกายที่แตกต่างกันไป นั่นเป็นเพราะโรคไทรอยด์มีหลายชนิด โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน หรือไทรอยด์เป็นพิษ
ไทรอยด์ชนิดนี้สามารถพบเจอได้ทุกช่วงวัย คนไข้จะมีอาการ มือสั่น ใจสั่น ขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด เหงื่อออกง่าย นอนไม่หลับ กินจุแต่น้ำหนักลด เหมือนมีการเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา น้ำหนักตัวอาจลดลง 5-10 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 เดือน แม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยประมาณ 10% ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มเนื่องจากกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญไป ทั้งนี้การรักษาทำได้ด้วยการกินยาต้านไทรอยด์ประมาณ 2 ปี ส่วนในระยะยาวหลังจากหยุดยาต้องมาตรวจอีกครั้ง เพราะหลายคนเมื่อหยุดยาก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่ถึง 70%

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ
ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ มักจะมีอาการตรงกันข้ามกับไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน คือ ไม่ค่อยเผาผลาญ น้ำหนักขึ้นง่าย อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉื่อยชา ขี้หนาว ท้องผูก ง่วงบ่อย นอนเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอ้วนจะต้องเป็นไทรอยด์เสมอไป เบื้องต้นสามารถสังเกตตัวเองได้จากพฤติกรรมในอดีตกับปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หากพบว่ามีความเสี่ยงควรไปตรวจเช็กเพื่อความแน่ใจ สำหรับการรักษาไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนต่ำนั้นจะง่ายกว่าไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนเกิน เพราะสามารถรักษาได้ด้วยการกินฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไป เพื่อให้ฮอร์โมนกลับมาอยู่ในระดับที่สมดุล ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ตามปกติ โดยส่วนใหญ่มักจะต้องกินไปตลอดชีวิต

ก้อนที่ต่อมไทรอยด์
ในกรณีที่พบก้อนที่ต่อมไทรอยด์ คนไข้มักกังวลว่าจะเป็นมะเร็งหรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป โดยการจะทราบผลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่นั้นจะต้องทำการเจาะก้อนที่ต่อมไทรอยด์เพื่อนำเซลล์ไปตรวจ โดยที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 5% เท่านั้นที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง นอกนั้นก็เป็นเพียงก้อนธรรมดาที่ไม่ได้อันตรายอะไร ซึ่งหากก้อนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หมอก็ไม่แนะนำให้ผ่าตัดเพราะบริเวณนั้นมีทั้งเส้นเสียง และเส้นเลือดจำนวนมาก แต่ก็ควรตามดูอาการอย่างสม่ำเสมอ อ่านเพิ่มเติม