มีภาวะความดันโลหิตสูง สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่?

สำหรับผู้ที่เป็นน้องใหม่เพิ่งจะ เริ่มออกกำลังกาย หรือยังไม่เคยจริงจังกับการออกกำลังกายมาก่อน ควรตั้งคำถามให้ตนเองว่า หากตอบว่ามีข้อใดข้อหนึ่ง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนการออกกำลังกาย ได้แก่ ท่านเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหรือไม่เคย? ท่านมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกในขณะออกกำลังกายหรือขณะพักหรือไม่? ท่านเคยมีอาการวิงเวียนศีรษะ เสียการทรงตัวหรือเป็นลมหรือไม่? ท่านมีอาการเจ็บที่ข้อต่อหรือกระดูกอยู่หรือไม่? และท่านเคยมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงหรือไม่? เนื่องจากข้อคำถามที่ถามนั้น เป็นภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพร่างกายจะไม่ได้แข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ตอบว่ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอก มีภาวะความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องมีขั้นตอนในการดูแลเป็นพิเศษขณะออกกำลังกาย เพื่อความปลอดภัยอย่างยิ่งของผู้ที่ออกกำลังกายเอง

ควรวัดความดันโลหิตก่อนและหลังออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เริ่มออกกำลังกาย และควรทำการวัดในหลังจากที่ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงนั้นนั่งพักเป็นเวลามากกว่า 10 นาทีแล้ว
หากค่าความดันโลหิตของผู้ป่วยตัวบน (SBP) สูงกว่า 200 mmHg หรือตัวล่าง (DBP) สูงกว่า 110 mmHg ไม่ควรให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย
หากวัดความดันโลหิตของผู้ป่วยตัวบน (SBP) สูงกว่า 160 mmHg หรือตัวล่าง (DBP) สูงกว่า 110 mmHg ควรแนะนำให้ผู้ป่วยนั่งพักอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 นาที จากนั้นเสร็จแล้วให้วัดความดันโลหิตซ้ำ ถ้าความดันโลหิตต่ำลงก็สามารถให้ผู้ป่วยออกกำลังกายได้ แต่ถ้าความดันโลหิตสูงอยู่อาจจะให้ผู้ป่วยงดออกกำลังกายในครั้งนั้นหรือให้ออกกำลังกายได้แต่กิจกรรมที่ทำจะต้องเป็นกิจกรรมที่มีความหนักระดับเบา เช่น การเดินช้า ๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง
ควรแนะนำให้ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงทำการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย เพราะการอบอุ่นร่างกายเป็นการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องทำงานในขณะออกกำลังกาย เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อและเอ็น และเป็นการเพิ่มการทำงานของระบบหัวใจและปอดอย่างช้า ๆ ดังนั้น การอบอุ่นร่างกายจึงเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมรับการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการออกกำลังกายได้ การอบอุ่นร่างกายสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการวิ่งเหยาะๆ ช้าๆ ประมาณ 10 นาที จากนั้นทำการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายช้าๆ อีกประมาณ 10 นาที การอบอุ่นร่างกายที่เพียงพอนั้น ควรรู้สึกเหงื่อออกเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเมื่อยล้า และเมื่ออบอุ่นร่างกายเสร็จแล้ว ควรทำการออกกำลังกายภายในเวลา 30 นาที เพราะผลของการอบอุ่นร่างกายจะอยู่ได้ไม่เกิน 30 นาทีเท่านั้น
ไม่ควรเริ่มต้นหรือหยุดออกกำลังกายแบบทันทีทันใด เนื่องจากระบบหัวใจและปอดอาจไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นจึงควรมีการอบอุ่นร่างกายหรือที่เรียกว่า วอร์ม-อัพ ก่อนการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ หลังการออกกำลังกายหรือที่เรียกว่า คูล-ดาวน์
ควรแนะนำให้เฝ้าระวังอาการที่ผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยผิดปกติ แน่นหน้าอก อ่อนเพลีย เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ควรให้หยุดออกกำลังกายทันที
ควรจดบันทึกระดับความดันโลหิตก่อนและหลังการออกกำลังกาย ระยะเวลาที่ใช้ในการออกกำลังกาย กิจกรรมที่เลือกและความรู้สึกต่อกิจกรรมที่ทำว่าเหมาะกับตนมากน้อยเพียงใด สามารถทนต่อความหนักหรือแรงต้านได้มากน้อยแค่ไหน
ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงควรที่จะพบแพทย์เป็นประจำตรวจสอบระดับความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง และเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และควรอยู่ในระเบียบวินัยของการรับประทานยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำลังควบคู่กับไป
อย่าลืมว่า เมื่อลดน้ำหนักตัวดัวยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคควบคู่ไปกับการออกกำลังกายทุกๆ 1 กิโลกรัม ของน้ำหนักตัวที่ลดลงจะทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ถึง 1 mmHg ซึ่งจะส่งช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้ด้วย

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

ฟุตบอลและฟุตซอล กีฬายอดฮิตของคุณผู้ชาย

“การเตะบอล” ที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ กีฬาฟุตบอลและกีฬาฟุตซอลนั่นเอง ซึ่งกีฬาทั้งสองชนิดนี้ก็เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายๆประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเราด้วย คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักกีฬาฟุตบอลกันดีอยู่แล้ว ฉะนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่า กีฬาฟุตซอลมันคืออะไรและมีความแตกต่างกับกีฬาฟุตบอลอย่างไรบ้าง

คำว่า “ฟุตซอล (Futsal)” เป็นคำที่มาจากภาษาสเปนและโปรตุเกส เกิดจากการนำคำว่า “Futbol หรือ Futebol” มารวมกับคำว่า “Salon หรือ Sala” ที่แปลว่าในร่ม (Indoor) นอกจากนี้บางคนอาจจะเรียกกีฬาชนิดนี้ว่า Five-A-Side Football or Soccer (ฟุตบอล 5 คน) ก็ได้เช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างฟุตบอลและฟุตซอล
กีฬาฟุตซอล เป็นกีฬาที่พัฒนารูปแบบการเล่นมาจากกีฬาฟุตบอล มีการปรับเปลี่ยนกติกาบางอย่าง รวมไปถึงจำนวนผู้เล่น โดยสามารถสรุปความแตกต่างเด่นๆได้ดังนี้

ประโยชน์ของการเตะบอล

นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่าการเตะบอลมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง

กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด จากงานวิจัยพบว่าการเล่นฟุตบอล 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในบุคคลทั่วไป สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิต รวมถึงเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้
เผาผลาญไขมันในร่างกาย การเล่นฟุตบอลและฟุตซอลนั้นต้องมีการวิ่งเร็วสลับช้าตลอดเกมการแข่งขันหรือเรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (Interval training) ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
กระชับกล้ามเนื้อ เสริมสร้างความมั่นใจ การเล่นฟุตบอลและฟุตซอล ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณต้นขา ที่ทั้งต้องวิ่ง และกระโดด รวมถึงช่วยปรับบุคลิกท่าทางการยืนและเดิน
กระดูกแข็งแรง จากงานวิจัยพบว่า การเล่นกีฬาฟุตบอล และฟุตซอล มีผลช่วยกระตุ้นการสะสมของมวลกระดูกในเด็กและวัยรุ่นได้
เรียกได้ว่าการเตะบอลนี่ได้ประโยชน์ครบจริงๆนะคะ เพราะนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังได้ความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียดและได้พบปะเพื่อนใหม่ๆอีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว หากใครมีเวลาว่างก็ลองชวนเพื่อนๆไปเตะบอลกันนะ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ เกิดจากหน้าที่หลักของผู้เป็นแม่หรือแม่บ้านอย่างเราๆก็คือการทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู ทำให้ต้องสัมผัสหรือสูดดมไรฝุ่นที่มีอยู่ทุกวัน ในทุกซอกทุกมุม ยิ่งทำความสะอาดก็เหมือนต้องสูดดมไรฝุ่นเข้าไปทุกครั้งแบบเลี่ยงหลีกไม่ได้ จนก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ ทำให้มีอาการจาม คัดจมูก มีน้ำมูก ระคายเคืองตามผิวหนัง ในบางรายถ้าเป็นมากๆอาจจะมีอาการหอบหืดเพิ่มขึ้นด้วย

ผลเสีย : หากคุณเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสที่ร่างกายไม่สามารถต้านทานต่อสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่เข้ามาได้ หรือถ้าเจออะไรมากระตุ้นก็อาจจะทำให้อาการกำเริบหรือหนักขึ้น ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับคุณ

คำแนะนำ : เบื้องต้นถ้ารู้ว่าเราแพ้อะไรให้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้น เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ โดยการใส่หน้ากากเพื่อป้องกัน หรือไม่ก็ทานยาแก้แพ้เมื่ออาการภูมิแพ้กำเริบ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

ดูแลแม่ ให้เหมือนที่แม่ดูแลคุณ

ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดูแลแม่” ที่ต้องดูแลทั้งคุณสามี และคุณลูก ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานบ้านงานเรือน เรื่องงานครัว ไหนจะกวาดบ้าน ถูบ้าน ไหนจะขัดห้องน้ำ ซึ่งในแต่ละงานก็ต้องออกแรงไม่ใช่น้อยๆ แถมยังต้องเป็นห่วงลูก เป็นห่วงสามี และปัญหาที่ทำให้ปวดหัวไม่เว้นในแต่ละวัน เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่บ้านโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราเลยรวมโรคยอดฮิต ที่เป็นภัยเงียบของเหล่าบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย ว่าแต่จะมีโรคอะไรบ้างนั้น เราตามมาดูกันครับ

โรคเรื้อรัง
แน่นอนว่าโรคนี้คงเป็นโรคยอดฮิตที่อยู่อันดับต้นๆ ของทุกคน ทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน พนักงานออฟฟิศ หรือพนักงานบริการ เพราะความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ความเครียดไม่เพียงแต่ส่งผลต่อจิตใจของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อร่างกายเช่นกัน เมื่อคุณรู้สึกกังวล แก้ปัญหาไม่ได้ มีปัญหาทะเลาะกันระหว่างคนในบ้าน หรือทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ก็ทำให้เครียดจนปวดหัวได้ หากคุณสะสมความเครียดไว้กับตัวเองเป็นเวลานานจะทำให้กลายเป็นความเครียดเรื้อรังได้

ผลเสีย : หากคุณเครียดมาก สะสมเป็นเวลานาน สภาพร่างกายก็จะส่งผลเสียไปด้วย ทำให้นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูงขึ้น เสี่ยงที่จะมีภาวะของโรคซึมเศร้า ทั้งยังส่งผลต่อคนรอบข้างได้อีกด้วย

คำแนะนำ : นั่งพัก หลับตา แล้วหายใจเข้าลึกๆ เปิดเพลงฟังเบาๆ ให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายให้ได้มากที่สุด หรือไม่ก็หากิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียดทำ เช่น ออกไปช้อปปิ้ง เข้าวัดทำบุญให้จิตใจสงบ เข้าสปาเพื่อนวดผ่อนคลาย

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Look chic and patriotic this upcoming national day!

Red top or white bottoms? White bottoms or red top?

Every year, dressing for National Day is tricky – especially if you want to avoid looking like a cheesy, walking & talking spokesperson for the nation. Unlike the French or the Americans, you can’t always spice up your outfit with a dash of denim, and it’s also difficult to just wear the design of the flag on your clothes, like the British or Mexicans.

It almost seems like a sad either-or fashion situation: either you look overly-patriotic (which is fine, if that’s what you’re going for), or actually stylishly pull off a red-and-white ensemble.

From using jewellery to inject a pop of red to your outfit to embracing the red-and-white hues in gingham prints, get inspired by some of the chicest streetwear featuring the good ol’ red and white color combo in the gallery above!

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Amara Sanctuary Resort Sentosa

With some of the best restaurants in the city whipping up local dishes like Satay and Nyonya Laksa and fusion renditions like a Chili Crab Pasta, is there a better way to celebrate National Day?

Singapore’s 53rd birthday is coming up, and how better to celebrate it than by engaging in Singapore’s favourite pastime: eating!

Head on over to Wolfgang’s Steakhouse to celebrate their very first National Day the best restaurants in Singapore with their new fusion patriotic lunch bundle, or to Grand Mercure Singapore Roxy’s Feast@East Buffet Restaurant if you prefer more traditionally simple Singaporean fare. There’s also an abundance of special drink menus: The Bar, Ce La Vi, and Smoke & Mirrors will all be offering their own original twists on our favourite local cocktail, the Singapore Sling.

Check out our picks for the 11 places where you can celebrate National Day 2018 the best way – the gastronomic way!

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่มี ความเสี่ยงโรคหัวใจ เจ้าตัวน้อยก็มีความเสี่ยงที่จะพบว่าเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน ซึ่งพ่อแม่ควรจะทำความรู้จักกับโรคหัวใจในเด็กและวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นเพื่อจะได้รับมือได้ทันเวลา

สาเหตุ ความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหัวใจในเด็ก
สาเหตุของโรคหัวใจในเด็กแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
ตั้งแต่ในครรภ์มารดา จากสถิติโดยเฉลี่ยในเด็ก 1,000 คนจะพบเด็กเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดถึง 8 คน ซึ่งในกรณีนี้สามารถตรวจพบโดยแพทย์ตั้งแต่ก่อนคลอด หลังคลอด หรือตรวจพบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เช่น ผนังกั้นหัวใจมีรูรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ เส้นเลือดเกิน หรือเป็นโรคหัวใจชนิดซับซ้อน เป็นต้น ในกรณีที่ตรวจพบเมื่อเป็นผู้ใหญ่อาจมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิดก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องรักษา เพียงแต่ต้องดูแล ระวัง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ้นหัวใจตีบเล็กน้อย รูในผนังหัวใจขนาดเล็ก เป็นต้น

โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลังเกิด จากสาเหตุต่าง ๆ อาทิ
โรคหัวใจรูห์มาติก ที่เกิดจากไข้รูห์มาติก ทำให้มีลิ้นหัวใจรั่ว และ/หรือตีบ ส่วนใหญ่พบในเด็กวัยเรียน แต่ไม่มากเท่าในอดีต เพราะการแพทย์เจริญและประชากรดูแลตนเองมากขึ้น
โรคไข้คาวาซากิ ซึ่งมักพบในเด็กเล็ก อาจทำให้มีเส้นเลือดหัวใจโคโรนารีโป่งพอง
โรคลิ้นหัวใจจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเกือบทุกชนิดอาจเป็นสาเหตุการอักเสบของหัวใจ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสได้เกือบทุกชนิดที่นำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งในบางรายอาจเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นช้าหรือเร็วเกินไป แต่ที่พบส่วนใหญ่ในเด็กจะเป็นชนิดเต้นเร็วผิดปกติ มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายและเสียชีวิตได้

รู้ได้อย่างไรว่าเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ
เพราะความรุนแรงของโรคหัวใจในเด็กนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าตัวเล็กมีพัฒนาการและเติบโตช้า แต่อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรสังเกต 5 อาการดังต่อไปนี้ เพราะเป็นสัญญาณเตือนที่ควรพาเจ้าตัวเล็กมาเข้ารับการตรวจและรักษาให้ทันท่วงที

หายใจหอบ เหนื่อยง่าย
เล็บและปากเขียว
ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมบ่อย ๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ
อาการอื่น ๆ เช่น เจ็บหน้าอก เป็นต้น (ในเด็กจะพบอาการลักษณะนี้ไม่มากเท่าผู้ใหญ่ อาการเจ็บหน้าอกในเด็กมีส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดจากโรคหัวใจ)
แพทย์ตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจแสดงหรือไม่แสดงอาการที่ผิดปกติก็ได้

นอกจากนี้เด็กที่เป็นโรคหัวใจอาจจะโตช้า โดยเฉพาะรายที่มีภาวะหัวใจวาย มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อยง่าย ส่วนสูงและน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เติบโตช้าไม่ทันเพื่อน เพราะหัวใจต้องทำงานหนักร่วมกับมีอาการหอบและกินได้น้อย ซึ่งเป็นอีกข้อสังเกตที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจและสังเกตอยู่เสมอ ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยมีอาการต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในลักษณะข้างต้น ควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กร่างกาย หรือแนะนำให้พาเจ้าตัวน้อยไปตรวจสุขภาพกับกุมารแพทย์เป็นประจำทุก ๆ ปี

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต

ภูมิแพ้ เป็นโรคยอดฮิตที่พบได้ในทุกเพศทุกวัย เป็น โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แต่ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายพร้อมกัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

รู้จักภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน
ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) คือ อาการภูมิแพ้ที่มีปฏิกิริยารุนแรงอย่างเฉียบพลัน เมื่อร่างกายได้รับสารกระตุ้นบางอย่าง เช่น อาหารหรือยาบางชนิด แมลงกัดต่อย หรือสารอื่น ๆ เนื่องจากระบบภูมิต้านทานของบุคคลนั้นไวต่อสารกระตุ้นดังกล่าวมากกว่าคนปกติ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายพร้อมกัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะช็อก อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ตัวกระตุ้นการแพ้
สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้แบบ Anaphylaxis ที่พบได้ อาทิ

การแพ้อาหารบางชนิด เช่น ถั่ว อาหารทะเล
การแพ้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแอสไพริน ยาแก้ปวด
การแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย
การแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำยางของพืช เช่น ถุงมือยาง ลูกโป่ง เป็นต้น
สาเหตุบอกโรค
โดยทั่วไปร่างกายจะมีกลไกป้องกันสิ่งแปลกปลอมด้วยการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี (Antibody) เพื่อช่วยกำจัดสารต่าง ๆ ที่คาดว่าเป็นอันตราย จากนั้นเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะตอบสนองด้วยการหลั่งสารฮิสตามีนและสารเคมีตัวอื่น ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้หรืออาการแพ้ตามมา แต่ระบบภูมิคุ้มกันในบางคนนั้นมีความไวต่อสารเหล่านี้มากกว่าคนอื่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด ภูมิแพ้ รุนแรงเฉียบพลันแบบ Anaphylaxis ได้ เนื่องจากสภาพร่างกายของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มีอาการแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป

อาการต้องสังเกต
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน ได้แก่

ผื่นแดงตามผิวหนัง ลมพิษ มีอาการคัน ผิวหนังแดงหรือซีด
วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
คลื่นไส้ อาเจียน
ปวดท้องหรือท้องเสีย
ความดันโลหิตลดต่ำลง
ลิ้น ปาก หรือคอบวม
หายใจติดขัด
อาจมีเสียงดังหวีด ๆ
รู้สึกเหมือนมีสิ่งอุดตันในลำคอ กลืนลำบาก
แน่นหน้าอก ใจสั่น
ชีพจรอ่อน หัวใจเต้นเร็ว
ไอ จาม น้ำมูกไหล
*** โดยการแพ้แบบ Anaphylaxis ในเด็กมักมีสาเหตุมาจากการแพ้อาหารเป็นหลัก ส่วนในผู้ใหญ่มักเกิดจากการแพ้ยารวมถึงสาเหตุอื่น ๆ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

9 ผลไม้น้ำตาลน้อย อร่อย ดีต่อสุขภาพ

ผลไม้นอกจากจะเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญอย่างวิตามิน แร่ธาตุ และ สารต้านอนุมูลอิสระ ต่างๆ แล้ว ผลไม้ก็ยังมีน้ำตาลอยู่ด้วย ซึ่งถ้าหากเลือกรับประทานผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงและต้องการผลลัพธ์ในการควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก การกินผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงก็อาจจะให้ผลตรงกันข้ามก็ได้ มากไปกว่านั้นยังอาจเสี่ยงต่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครที่กำลังอยู่ในช่วงควบคุมแคลอรี่ ต้องการลดน้ำตาล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรืออยากลดน้ำหนักล่ะก็ Hello คุณหมอ ได้รวบรวมเอา ผลไม้น้ำตาลน้อย มาฝาก

ผลไม้น้ำตาลน้อย มีอะไรบ้าง
มะนาว หรือ เลมอน
มะนาว หรือ เลมอน เป็นผลไม้ที่ให้รสชาติเปรี้ยวถึงเปรี้ยวจี๊ด กัดเข้าไปแค่เพียงเสี้ยวเดียวก็ทำเอาน้ำลายหก เปรี้ยวจนต้องหลับตากันเลยทีเดียว ซึ่งผลไม้จำพวกมะนาวหรือเลมอนนี้จะให้สารอาหารประเภทวิตามินโดยเฉพาะวิตามินซีในปริมาณที่สูงมาก แต่ในทางกลับกันคือ มะนาว หรือ เลมอน จะให้น้ำตาลในปริมาณที่น้อยมาก

มะนาว หรือ เลมอน หนึ่งลูก ให้ปริมาณน้ำตาลเพียง 1-2 กรัมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากเลือกรับประทานเป็นน้ำมะนาวหรือน้ำเลมอน ก็อาจจะต้องระวังว่าจะได้น้ำตาลเพิ่มไปจากนี้ เพราะอาจมีการเพิ่มน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพื่อลดความเปรี้ยวของผลไม้ได้

เบอร์รี่ต่างๆ
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ หรือราสเบอร์รี่ แม้จะมีรสชาติออกหวานอมเปรี้ยว แต่ก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่ง ผลไม้น้ำตาลต่ำ แต่ให้วิตามินซีสูง โดยการกินเบอร์รี่ชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงหนึ่งถ้วย จะได้น้ำตาลแค่เพียง 5-7 กรัมเท่านั้นเอง

แตงโม
อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงจะขมวดคิ้วสงสัยอยู่ไม่น้อย แตงโมที่หวานฉ่ำขนาดนั้นน่ะหรือ ที่มีน้ำตาลน้อย คำตอบคือใช่แล้วค่ะ แม้ว่าแตงโมจะมีรสชาติที่หวานจับใจมากแค่ไหน แต่การรับประทานแตงโมหั่นเต๋าหนึ่งถ้วย ให้ปริมาณน้ำตาลไม่ถึง 10 กรัมด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าถ้าใครที่กำลังอยู่ในช่วงงดน้ำตาล แต่ก็ยังต้องการความหวานอยู่บ้าง แตงโมคือคำตอบนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เกรปฟรุต
เกรปฟรุต เป็นผลไม้ตระกูลส้ม ตระกูลเดียวกับซิตรัส (Citrus) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง แต่มีน้ำตาลน้อย โดยการรับประทานเกรปฟรุตขนาดกลางครึ่งผล ให้น้ำตาลแค่เพียง 9 กรัมเท่านั้น

กีวี่
กีวี่ เป็นผลไม้ที่สามารถหารับประทานได้ตลอดทั้งปี และยังเป็นอีกหนึ่ง ผลไม้น้ำตาลต่ำ แต่ให้วิตามินสูง โดยกีวี่หนึ่งลูก ให้ปริมาณของน้ำตาลเพียง 6 กรัมเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ควรระวังกีวี่อบแห้ง เพราะอาจมีส่วนผสมของน้ำตาล อาจจะได้ปริมาณน้ำตาลมากกว่าการกินกีวี่แบบสด

ฝรั่ง
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงมาก ถ้าหากไม่รับประทานส้ม การกินฝรั่งก็ได้วิตามินซีในปริมาณที่สูงเหมือนกัน แต่นอกจากวิตามินซีสูงแล้ว ฝรั่งก็ยังให้ไฟเบอร์สูงอีกด้วย ซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายอย่างยิ่ง

มากไปกว่านั้น การกินฝรั่งหนึ่งผล จะได้น้ำตาลประมาณ 4.9 กรัมเพียงเท่านั้นเอง แต่…ใครที่ชอบกินฝรั่งจิ้มบ๊วยหรือจิ้มพริกเกลือ ก็อาจจะต้องระวังว่าจะได้น้ำตาลสูงกว่านี้

แอปริคอต
แอปริคอต เป็นผลไม้ที่นิยมนำมาอบหรือตากแห้ง แช่อิ่ม แช่บ๊วย หรือเชื่อม เพื่อที่จะได้ถนอมไว้รับประทานได้นานๆ ซึ่งนั่นก็อาจจะทำให้แอปริคอตที่ผ่านกรรมวิธีในการถนอมอาหารมีน้ำตาลสูงได้

การกินแอปริคอตสดเพียงหนึ่งผล(ขนาดเล็ก) จะได้ปริมาณน้ำตาลแค่เพียง 3.2 กรัมเท่านั้น ถ้าใครอยู่ระหว่างควบคุมน้ำตาลล่ะก็ เลือกกินแอปริคอตแบบสดอาจจะดีกว่าแอปริคอตที่อบแห้งหรือเชื่อมมาแล้ว

อะโวคาโด
อะโวคาโด เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ และมักปรากฏในสูตรอาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ อยู่เสมอ และแน่นอนว่าอะโวคาโดก็เป็นอีกหนึ่ง ผลไม้น้ำตาลต่ำ ด้วย เพราะการกินอะโวคาโดหนึ่งผล ให้ปริมาณน้ำตาลเพียง 1 กรัมเท่านั้น

มะเดื่อฝรั่ง
สำหรับมะเดื่อฝรั่ง อาจจะไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยกันเท่าไหร่นักสำหรับบ้านเรา แต่มะเดื่อฝรั่งนี้จัดว่าเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ดีที่สุดในโลก เพราะให้สารอาหารที่หลากหลาย ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และ สารต้านอนุมูลอิสระ แต่ในส่วนของปริมาณน้ำตาลนั้นจะให้เพียง 6.5 กรัม (ต่อมะเดื่อฝรั่งผลเล็ก 1 ผล) เท่านั้นเอง

การรับประทานผลไม้หนึ่งในพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี เนื่องจากสารอาหารในผลไม้จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงได้ แต่ถ้าหากมีอาการทางสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับระดับน้ำตาลในเลือด เช่น เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรืออาจกำลังงดกินหวานเพื่อลดน้ำหนัก การเลือกรับประทาน ผลไม้น้ำตาลต่ำ อาจเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

“มะระขี้นก” ลดเสี่ยง “เบาหวาน”

แพทย์แผนไทยเผย ผลวิจัยมะระขี้นก มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สามารถนำมารับประทานได้ มีความปลอดภัยสูง พร้อมแนะผักพื้นบ้านอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านเบาหวาน
นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ผู้ป่วยเบาหวานทั่วไปจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินบกพร่อง

อาการสำคัญที่สังเกตได้ของโรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในตอนกลางคืน หิวบ่อย กระหายน้ำบ่อย มีอาการชาปลายมือปลายเท้า หากมีบาดแผล มักจะหายช้า ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อม เกิดแผลกดทับ ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะติดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการก่อให้เกิดความพิการตามมา

มะระขี้นก ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ขอแนะนำ “มะระขี้นก” ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน สามารถนำมารับประทานเป็นอาหารและเป็นยารักษาโรค ปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับทั้งในสัตว์ทดลองและในผู้ป่วยเบาหวาน ยืนยันว่า สาร charantin ที่พบในมะระขี้นก สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง และการใช้มะระขี้นกขนาด 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน จากการติดตามผลไม่มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง และไม่พบความเป็นพิษต่อตับ ซึ่งทำให้สามารถมั่นใจได้ว่า การใช้มะระขี้นก ไม่ว่าจะใช้เป็นอาหารหรือเป็นยาในการป้องกันหรือรักษาโรคเบาหวานนั้นมีความปลอดภัย และปัจจุบันมะระขี้นก จัดเป็นพืชสมุนไพรที่ถูกนำมาขึ้นทะเบียนเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ สามารถเบิกจ่ายได้ในคลินิกการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลของรัฐได้ทั่วประเทศ

การใช้มะระขี้นกเพื่อลดน้ำตาลในเลือด ให้เน้นการรับประทานเป็นอาหาร เพราะจะได้ไฟเบอร์ แร่ธาตุ และวิตามินอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ก็ควรจำกัดการบริโภคอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

พืชผัก สมุนไพรไทยอื่นๆ ที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
ยังมีพืชสมุนไพรพื้นบ้านชนิดอื่น ที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน อาทิ ผักเชียงดา กะเพรา ชะพลู ตำลึง ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชผักสมุนไพรใกล้ตัวและเป็นที่รู้จัก ซื้อหาได้ง่ายตามท้องตลาดชุมชน

หากประชาชนท่านใดสงสัยข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดรักษาโรคเบาหวาน สามารถสอบถามได้ที่ เฟซบุ๊กกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa