วิ่งแล้วขาใหญ่จริงหรือ

การวิ่งนั้นถือว่าเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ง่าย ประหยัด ใครๆก็ทำได้ แต่ยังเป็นที่กังวลหวาดกลัวของ ผู้เริ่มออกกำลังกาย ใหม่ๆว่า วิ่งๆไปขาจะใหญ่น่องจะโต วันนี้เรามาไขปริษณากันว่าแท้จริงแล้ววิ่งแล้วทำให้ขาใหญ่จริงหรือไม่

เป็นที่ถกเถียงกันมานาน กับเรื่องน่องใหญ่หรือกล้ามเนื้อขาชัดขึ้นเมื่อวิ่งหนักๆซึ่งถ้าหากมองในมุมคนทั่วๆไปที่ไม่ได้คลุกคลีกับการออกกำลังกาย  ผู้เริ่มออกกำลังกาย หรือ ผู้ที่เริ่มลดน้ำหนักใหม่ๆก็จะมองว่ามันมีผลจริงๆ เพราะวิ่งๆไปทำไม๊ไมขามันแน่นขึ้นใหญ่ขึ้น ซึ่งความจริงแล้วมันอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างๆเล็กๆที่ทำให้คุณกลัวการวิ่งก็เป็นได้

ในเรื่องนี้ แพทย์หญิงเสาวนิตย์ กมลธรรม อธิบายไว้ว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข้อกังวล (ข้ออ้าง) ของสาวๆ กลัววิ่งไปซักระยะหนึ่งน่องอันสวยงามจะกลายเป็นกล้ามเนื้อก้อนแข็ง แต่ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวว่า การออกกำลังใดๆ ที่ไม่ได้ใช้แรงเต็มที่ จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขนาด การวิ่งเป็นการใช้งานกล้ามเนื้อที่ละน้อยแต่บ่อยๆ นานๆ แบบนี้จะมีแต่ความเข็งแรง โดยไม่เพิ่มขนาดนอกจากนี้ แจ็ค เอช.วิลมอร์ จากสถาบันสุขภาพนักกีฬาแห่งชาติอเมริกา พบว่า วิ่งอาจเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อได้ถึงร้อยละ 44 โดยเกือบไม่มีการเพิ่มของขนาดเลย น่องที่ทู่ ตะโพกที่ใหญ่ พุงที่เกะกะ ต้นขาและแขนที่เทอะทะ เป็นผลจากการสะสมของไขมันในส่วนนั้นๆ การวิ่งเป็นการ รีด ไขมันอันวิเศษ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมนักวิ่งหญิงจึงมีรูปร่างเพรียวลม สมส่วน

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะกลัวว่า การวิ่งหรือการปั่นจักรยานมากๆ จะทำให้น่องโตเหมือนผู้ชาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าการเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อต้องอาศัยเพศชาย คือ Testosterone ผู้หญิงที่ออกกำลังกายจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น แต่มัดกล้ามเนื้อจะไม่ใหญ่ (Browne and Wilmor 1974) การออกกำลังกายจะทำให้ปริมาณไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างมัดกล้ามเนื้อลดลงทำให้รู้สึกว่ากล้ามเนื้อมีความตึงแข็งขึ้น กว่าเดิมได้บ้าง แต่ถ้าหยุดออกกำลังกายเมื่อใด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ลดลงและมีไขมันมาแทรกมากขึ้น กล้ามเนื้อจะนุ่มลงคล้ายกับระยะก่อนออกกำลังกายได้ (การออกกำลังกายแบบใช้แรงเต็มที่ คือ อย่างที่นักเพาะกายทำกัน โดยการยกน้ำหนักมากๆ ค้าง ไว้นานๆ แบบนี้จะบริหารให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น)

เรื่องน่องใหญ่นั้น ต้องแบ่งเป็น วิ่งเพื่อสุขภาพ, วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก หรือ วิ่งเพื่อการแข่งขัน ถ้าวิ่งเพื่อสุขภาพ คือ วิ่งอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้งๆ ละ ประมาณ 30-60 นาที ไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมาก ปัญหาเรื่อง น่องใหญ่ หรือ สะโพกใหญ่ คงน้อยมาก แต่สิ่งที่จะได้รับคือ กล้ามเนื้อน่อง และกล้ามเนื้อต้นขา แข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวได้ทนและนานขึ้น ส่วนนักวิ่งเพื่อการแข่งขัน มีความจำเป็นต้องฝึกซ้อมแทบทุกวัน และใช้เวลานานเป็นช.ม. คงหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องนี้ได้ยาก แต่ท่านจะเลือกเอาความสวยงามหรือสุขภาพดี อ่านเพิ่มเติม

กาแฟลดน้ำหนักได้จริงเหรอ

กาแฟมีทั้งประโยชน์และโทษ ถ้าหากดื่มมากจนเกินไป นอกจากนี้ เรื่องของสรรพคุณที่ว่า กาแฟสามารถลดน้ำหนัก ได้นั้นเรามีคำตอบให้
ตามที่เคยลงไว้หลายๆข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟ เรื่องของพลังงานไปแล้ว เราควรจะรู้ถึงประโยชน์และโทษของกาแฟ กันบ้าง และหาคำตอบเรื่องสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักกัน ในปัจจุบันการดื่มกาแฟ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายตามปั๊มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสอง ส่วนสามของชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว

ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ Caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophyline caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ดกาแฟ ใบ ชา โคลา caffeine ถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก

กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มแกแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง กาแฟจะไม่สะสมในร่างกายโดยจะถูกทำลายและขับออกหมด กาแฟ จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง มีสมาธิในการทำงานดีขึ้น และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น ลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไข้หวัดและช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ ดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำัลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟเพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

ผลเสียของกาแฟต่อสุขภาพ
การดื่มกาแฟ 2-4 แก้ว อาจจะไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ แต่หากดื่มมากไปอาจจะมีผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้ หากดื่มกาแฟมากเกินไป 4-7 แก้วอาจจะเกิดผลเสีย โดยมีอาการ ดังนี้ นอนไม่หลับ, หงุดหงิดง่าย, สับสน, อารมณ์แปรปรวน, คลื่นไส้อาเจียน, ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว, กล้ามเนื้อกระตุก, ปวดศรีษะ, วิตกกังวล

ผู้ที่รับประทานยา Ciprofloxacin (Cipro) หรือ norfloxacin อาจจะทำให้ระดับกาแฟในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดอาการข้างเคียง ผู้ที่่ทานยาขยายหลอดลม เช่น Theophylline จะออกฤทธิ์เหมือนกาแฟอาจจะทำให้เกิดอาการใจสั่น ผู้ที่รับประทานสมุนไพร Ephedra (mahuang) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติหรือชัก หากรับประทานร่วมกับกาแฟจะเพิ่มความเสี่ยงดังกล่าว

กาแฟกับโรคกระดูกพรุน มีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอแนะนำว่าควรจะดื่มนมเพิ่ม สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วขึ้นไป อ่านเพิ่มเติม

กระบวนการ การเกิดไขมัน

มีคำถามถามเข้ามามากมายเรื่องการใช้ แฟตเบิร์นเนอร์ หรืออาหารเสริมช่วยในการสลายไขมัน ก่อนที่เลือก แฟตเบิร์นเนอร์ มาใช้ควรรู้เสียก่อนถึงกระบวนการการเกิดไขมัน

จากหลายๆคำถามที่แฟนๆถามเข้ามาเรื่องเกี่ยวกับการใช้ แฟตเบิร์นเนอร์ เพื่อช่วยในการสลายไขมันนั้น คุณกระทิง เมืองช้าง อธิบายไว้ว่า

มีหลายคนคิดว่า “แฟตเบิร์นเนอร์ที่ขายกันนั้น เป็นยาวิเศษขั้นเทพ ที่ช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกายได้ หรือ เป็นยาวิเศษแห่งตัวสลายไขมันที่สะสมในร่างกาย” ทานเข้าไปแล้ว จะต้องผอม ซิกแพคจะต้องขึ้นมาเหมือนนายแบบที่เค้าโฆษณาแน่นอน แต่ทะว่าเกือบทุกคนที่ซื้อมาทาน กระปุกนึงก็แล้ว สองกระปุกก็แล้ว นี่จะหมดกระปุกที่สามแล้วนะ กลับพบว่า

“ฉันก็ยังอ้วนเหมือนเดิม ไขมันเท่าเดิม แถมบางคนไขมันเยอะกว่าเดิมด้วย อ้าว ซื้อของปลอมมาแล้วชัวว์ มันไม่ได้ผล ไอ้คนขายหลอกแน่ๆ”

แต่หลายๆคนนั้นลืมคิดไปหรือเปล่าว่า

ไขมันก็คือ แหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย ที่เกิดจากการที่เราทานอาหารเข้าไปมากเกินความต้องการของร่างกาย แต่คุณดันทานอาหารเยอะเกินไป พลังงานสำรองนี้ก็เลยมีมากขึ้นตามปริมาณอาหารที่ทาน

วิธีลดไขมันที่ถูกต้องที่ดีที่สุดก็คือ
“ทานพลังงาน ให้”น้อย”กว่าที่ร่างกายใช้” ร่างกายจึงจะดึงเอาไขมันที่สะสมมาใช้เป็นพลังงาน แต่เนื่องจากการลดน้ำหนัก เราต้องลดการทานคาร์โบไฮเดรตลง 20 – 40% ซึ่งส่งผลให้ระบบการเผาผลาญพลังงานลดต่ำลงตามไปด้วย เพราะระดับกลูโคสในเลือดเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน แฟตเบิร์นจึงช่วยได้ในจุดนี้ โดยเป็นตัวที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้น ในคนที่ไดเอต

ดังนั้น ถ้าคุณทานแฟตเบิร์น แต่ไม่ทานอาหารให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ หรือ ทานตามใจปาก ถึงจะทานโคตรเทพแห่งแฟตเบิร์น ไขมันที่สะสมในร่างกายก็ไม่มีทางลดลงได้แน่นอน

นอกจากนี้ ไขมัน 1 กก.ให้พลังงาน 7700 แคลอรี่ หรือ พลังงานในการดำรงชีพของคนปกติ 4 วัน ซึ่งถ้าหาก คุณไม่ทานไรเลย ให้ร่างกายเผาผลาญไขมันอย่างเดียว ใน 1 เดือน เราจะใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ 7 กก. เท่านั้น แต่คุณก็ยังต้องทานอาหาร ถึงแม้จะทานแค่ 50% ร่างกายก็ลดไขมันที่สะสมได้เพียงเดือนละ 3.5 กก. เท่านั้น ดังนั้น ตามหลักการแล้ว ร่างกายของเราไม่สามารถลดไขมันได้มากกว่าเดือนละ 4 กก. อย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม

มารู้จัก ไขมัน LDL กันเถอะ

เรื่องของไขมันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะ ไขมัน LDL ที่เป็นไขมันที่มีผลกับสุขภาพร่างกายโดยรวม

วันนี้เราจะพามารู้จักคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี(ไขมันเลว) หรือ LDL(Low Density Lipoprotein) กัน โคเลสเตอรอลในร่างกาย ประกอบขึ้นจากไขมันหลายชนิด ได้แก่แอลดีแอล. (LDL), เอ็ชดีแอล ( HDL), ไตรกลีเซอไรด์ (Tg) โดยสัดส่วนของไขมันต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นโคเลสเตอรอลรวมมีดังนี้ โคเลสเตอรอลรวม = LDL + HDL + (ไตรกลีเซอไรด์ / 5)

ทำไมจึงว่า LDL เป็นไขมันชนิดไม่ดี
เพราะว่าระดับ LDL ในเลือด มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมัน LDL ทำหน้าที่เป็นตัวนำโคเลสเตอรอลทั้งหลายออกจากตับเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเซลล์เลือกใช้โคเลสเตอรอลที่ต้องการไปแล้ว โคเลสเตอรอลที่เหลืออยู่ในกระแสเลือดก็จะพอกเป็นตุ่มอยู่ที่ผนังของหลอด เลือดทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ นานไปตุ่มเหล่านี้ปริแตกออกทำให้มีลิ่มเลือดเข้ามาผสมโรงพอกจนอุดตันหลอด เลือด ผลตามมาคืออวัยวะสำคัญที่ต้องอาศัยเลือดจากหลอดเลือดเช่นหัวใจ สมอง ไต เกิดขาดเลือดไปเลี้ยง กลายเป็นโรคเช่น หัวใจขาดเลือด อัมพาตอัมพฤกษ์ ความดันเลือดสูง ไตวาย เป็นต้น

LDL มาจากไหน
อาหารที่เพิ่ม LDL แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ

อาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว (saturated fat)
หมายถึงไขมันจาก เนื้อสัตว์ต่างๆ ยกเว้นเนื้อปลา ไข่ นมโฮลมิลค์ เนย ชีส ไอศกรีม เค้ก คุ้กกี้ น้ำสลัดสำเร็จรูป พืชสกุลปาลม์เช่น น้ำมันปาลม์ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้นการเป็นไขมันอิ่มตัว เป็นคนละประเด็นกับการเป็นโคเลสเตอรอลหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นน้ำมันปาลม์ น้ำมันมะพร้าว ไม่ใช่โคเลสเตอรอล และไม่มีส่วนประกอบที่เป็นโคเลสเตอรอล เพราะพืชทุกชนิดไม่มีโคเลสเตอรอล แต่น้ำมันปาลม์และน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัว เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วก็มีผลเพิ่ม LDL ในเลือดเช่นเดียวกับไขมันอิ่มตัวจาก เนื้อ หมู ไก่ เช่นกัน เนื่องจากไขมันอิ่มตัวเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย กฎหมายจึงบังคับให้ฉลากอาหารบอกว่ามีไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหาร นั้นเท่าไร

อาหารจำพวกไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fat)
เป็นไขมันชนิดหนึ่งโดยทั่วไป ไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำมันมะกอก เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ แต่ในอุตสาหกรรมอาหารบางอย่างได้มีการเปลี่ยนเอาไขมันไม่อิ่มทั่วไปให้กลาย เป็นไขมันทรานส์ เพื่อให้มีคุณสมบัติแข็งเป็นไข จะได้เอาไปทำเนยเทียมหรือเอาไปเคลือบอาหารสำเร็จรูปได้ง่ายขึ้น อาหารที่มีไขมันทรานส์มาก ได้แก่ ขนมอบ หรือเบเกอรีที่มีมาการีนเป็นส่วนประกอบ ครีมเทียม คอฟฟี่เมท อาหารอบ อาหารทอด ขนมกรุบกรอบต่างๆ เป็นต้นปัจจุบันนี้ในยุโรปและอเมริการมีกฎหมายบังคับให้บอกที่ฉลากว่าอาหารนั้นมีไข มันทรานส์อยู่เท่าใด แต่เมืองไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ กฎหมายไทยบังคับให้บอกเฉพาะไขมันอิ่มตัว ดังนั้นเมื่ออ่านฉลากอาหารที่มีไขมันทรานส์จะไม่เจอคำเตือนใดๆเพราะไขมัน ทรานส์มาจากไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันทรานส์นี้ เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะไปทำให้โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในร่างกายสูงขึ้น และไปทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกาย (HDL) ต่ำลง จึงจัดเป็นไขมันที่มีผลเสียต่อร่างกายสองเด้งเลยทีเดียว อ่านเพิ่มเติม

พลังงานในชา กาแฟ โกโก้ และนมเย็น

พลังงานในชา กาแฟ โกโก้ และนมเย็น
เครื่องดื่มคู่ใจหนุ่มสาว ชาวออฟฟิศคงหนีไม่พ้นร้านกาแฟชงใต้ตึก หรือใกล้ๆออฟฟิศ ถือว่าที่ฝากท้องกันทั้งยามเช้าและยามบ่าย เรามาดูกันว่าแต่ละชนิดมีส่วนผสมอะไรและให้พลังงานเท่าไหร่

ความจริงเรื่องเครื่องดื่มเพิ่มพุง ใครๆก็ทราบ และได้เคยนำเสนอไปแล้วครั้งนึงแล้ว ซึ่งความจริงความน่ากลัวของเครื่องดื่มพวกนี้อยู่ที่ส่วนผสม และปริมาณการรับประทานที่มากเกินความพอดี ดังนั้นเราจำเป็นต้องทราบพลังงานคร่าวๆ เพื่อที่เราจะได้กะปริมาณที่จะทานได้เหมาะสม หรือถ้าหากหยุด หรืองดการดื่มพวกนี้เป็นของว่างได้ ก็จะทำให้ควบคุมน้ำหนัก และ สร้างเสริมสุขภาพที่ดีได้

ก่อนอื่นเลย เครื่องดื่มชงพวกนี้จะมีส่วนผสมหลักๆ คือ
น้ำตาลทราย (1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 45 kcal)
นมข้นหวาน (1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 60 kcal)
นมข้นจืด (1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 43 kcal)
ตัวกาแฟ ชา และผงโกโก้ (ให้พลังงานไม่เกิน 30 kcal ต่อแก้ว)
เรื่องปริมาณนั้น มากน้อยอยู่ที่น้ำหนักมือและรสชาติของแต่ละร้าน ว่างๆเวลาสั่งลองสังเกตุดูว่าเค้าใส่อะไรจำนวนกี่ช้อนแล้วเอามาคำนวนเล่นๆ ดูนะ

พลังงานของเครื่องดื่มชงเย็น ปริมาณ 200 ml.
กาแฟเย็น 317 kcal
โกโก้เย็น 334 kcal
ชาเขียว(นม)เย็น 319 kcal
ชานมเย็น 319 kcal
นมเย็น 425 kcal
โอเลี้ยง 103 kca
ชาเย็นหรือชามะนาว 100 kcal
อ่านเพิ่มเติม

จัดบุฟเฟ่อย่างไรขณะควบคุมน้ำหนัก

บุฟเฟ่ต์มื้อหนัก ของต้องห้ามของผู้ลดและควบคุมน้ำหนัก แต่หากอยากทานกับครอบครัวเพื่อนฝูงก็ทานได้แต่ต้องฉลาดเลือกและวางแผนกันหน่อย

กระแสการทานอาหารแบบบุฟฟ่ต์ในปัจจุบันถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยที่สามารถควบคุมราคาได้ ได้ทานอาหารหลากหลาย และทานได้จนกว่าจะอิ่ม แต่หลุมพลางของอาหารบุฟเฟ่ต์คือการที่เราทานมากเกินไปและอาจทำให้ได้รับพลังงานได้มากเกินความจำเป็น เผลอๆมื้อๆนึงอาจได้รับพลังงานเทียบเท่าพลังงานที่ร่างกายต้องการตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

ซึ่งสำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนักอยู่นั้นบุฟเฟ่ต์ถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะอุดมไปด้วยพลังงานและไขมันจำนวนมาก แต่ในทางกลับกันบางครั้งเราเองอาจจำเป็นต้องใช้เวลาร่วมกับเพื่อนฝูงและครวบครัว อาจมีมื้อสนุกสุขสรรญและช่วงเวลาทานอาหารร่วมกัน และอาจจบด้วยการเสียงส่วนมากลงความเห็นไปจบที่ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ อย่างที่บอก การทานมื้อหนักมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นฉันใด การออกกำลังกายเพียงวันเดียวก็ไม่ได้ทำให้ผอมลงฉันนั้น ทุกอย่างต้องมาจากการปรับเปลี่ยนแก้ที่นิสัยและการใช้ชีวิต ส่วนเรื่องบุฟเฟ่ต์ไม่ต้องกังวลจิตตกไป คุณรู้หรือไม่ถึงเป็นช่วงลดน้ำหนักอยู่เราก็สามารถทานบุฟเฟ่ต์ได้ เพียงแต่ต้องเรียนรู้และวางแผนที่จะเลือกรับอาหารและควบคุมปริมาณที่เหมาะสม

ทานบุฟเฟ่ต์อย่างฉลาด บุฟเฟ่ต์มื้อหนัก
เลือกอาหารที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก
การเลือกว่าจะกินบุฟเฟ่ต์อะไรดี มักเป็นขั้นแรก ๆ ซึ่งทุกคนก็จะต้องถกเถียงกันเพื่อเลือกร้านให้บรรดากลุ่มคนที่จะกินด้วยกันทั้งหมดนั้นโอเคกับตัวเลือก และแน่นอนว่าถ้าคุณไม่อยากอ้วน ก็จะต้องดูว่าร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่เราจะเลือกเข้าไปทานนั้นดีต่อสุขภาพหรือเปล่า ควรเลือกร้านอาหารที่หลากหลายที่สามารถเลือกสั่งอาหารที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ และไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรในที่นี้หมายถึง อาหารเพื่อสุขภาพที่มีไขมันต่ำ เลี่ยงเมนูที่ปรุงด้วยวิธีการผัดหรือทอด

ออก start บุฟเฟ่ต์โดยเริ่มที่สลัด
หากไปร้านอาหารที่มีเมนูสลัดแนะนำให้สั่งมาด้วยทุกครั้ง หรือตักสลัดมากินเป็นเมนูแรก เพราะใยอาหารจะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว และไม่อยากกินอาหารที่มีไขมันมาก ลองหยิบเอาผักผลไม้หลาย ๆ ชนิด มาผสมกันในจานสลัด เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด ที่สำคัญควรเลือกน้ำสลัดที่เป็นน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันคาโนล่า จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารอาหารที่รับประทานเข้าไปอย่างเต็มที่ เพราะมีวิตามิน A, D, E และ K ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ส่วนใครที่กังวลว่านั่นคือน้ำมันก็ไม่ต้องห่วง เพราะน้ำมันเหล่านี้ให้ไขมันดีกับร่างกาย ส่วนใครที่คิดว่ารสชาติมันจืดชืดเกินไปก็สามารถเหยาะน้ำส้มสายชูลงไปนิด ๆ เพื่อเสริมรสชาติได้เช่นกัน

เลือกเนื้อสัตว์ไร้ไขมันหรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ
ในบรรดาอาหารบุฟเฟ่ต์มักมีเนื้อสัตว์หลากชนิดให้เลือก แต่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการลดน้ำหนักก็คือ เนื้อสัตว์ไร้ไขมัน เช่น เนื้อปลา และเนื้อไก่ เพราะเนื้อสัตว์เหล่านี้ไม่มีไขมัน หรืออาจมีไขมันในปริมาณที่น้อยกว่าการเลือกทานเนื้อหมูหรือเนื้อวัว

ตักอาหารให้พอดี
แม้เราจะสามารถตักอาหารได้ตามต้องการในร้านบุฟเฟ่ต์ แต่ต้องไม่ลืมว่าร่างกายเราอาจไม่ต้องการอาหารมากมายถึงเพียงนั้น ที่สำคัญก็คือ ตักอาหารในปริมาณที่เหมาะสม อย่าตักมากเกินไปเพราะกลัวของหมด หรือตักเผื่อเพื่อน เพราะหลายคนมักเพลิดเพลินกับการตักอาหาร จนเผลอนึกไปว่าสุดท้ายพออาหารเหลือ ก็ต้องจำใจกินให้หมดเพราะกลัวโดนปรับ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาก็คืออาหารที่แน่นเต็มท้องกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นให้จำไว้ว่า ตักแต่ในปริมาณที่พอดี หากไม่พอก็ค่อยลุกไปตักใหม่ได้

ขนาดจานมีผลกับจิตใจ
มีการวิจัยศึกษาหนึ่ง ซึ่งพบว่า การรับประทานอาหารด้วยจานใบเล็กจะช่วยให้เราทานอาหารได้น้อยลงกว่าการใส่จานใหญ่ อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อจานเล็กก็ต้องลุกไปตักอาหารบ่อย ๆ ก็จะได้เดินเผาผลาญไปด้วย

-เลือกรับประทานให้หลากหลาย ในการเลือกรับประทานอาหารนั้น ไม่ควรเลือกทานแต่ที่ชอบเพียงชนิดเดียว เพราะอาหารที่หลากหลายจะช่วยให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ซ้ำ ๆ กันเกินจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ตามมาในภายหลัง

ระวังไขมันซ่อนแอบ
ไขมันแอบแฝงที่ว่า คือ เนย นม ที่อยู่ในน้ำสลัด และเป็นส่วนผสมในอาหาร เช่น ขนมปังกระเทียม เห็ดผัดเนย เพราะเมื่อเราไม่ทันสังเกตก็จะรับประทานอาหารในปริมาณมาก ทำให้มีไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรสั่งอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของเนย นม และมาการีน หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรกินให้น้อยที่สุด

อย่าละเลยการเลือกเครื่องดื่ม
การเลือกเครื่องดื่มที่ทานคู่กับบุฟเฟ่ต์ก็สำคัญ ควรเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่น้อย อย่างเช่น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ ชา น้ำอัดลมแคลอรี่ต่ำ แทนการดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมธรรมดา เพราะมีแคลอรี่สูง

หยุดกินก่อนอิ่มจัด
เมื่อรู้สึกว่าเริ่มอิ่มแล้ว ให้หยุดรับประทานอาหาร แต่ให้ดื่มน้ำตามเข้าไปแทน เพราะกระเพาะของคนเราต้องใช้เวลาถึง 15 นาที ในการส่งสัญญาณออกไปบอกสมองว่า อิ่มแล้ว ดังนั้นหากเราหยุดก่อนที่จะรู้สึกอิ่ม จะทำให้เราอิ่มพอดีไม่แน่นเกินไปในภายหลัง หรืออาจรับประทานผลไม้แทน อ่านเพิ่มเติม

จะลดน้ำตาล เลือกสารให้ความหวาน แบบไหนดีกว่ากัน

การลดความหวานในผู้ลดน้ำหนัก, ผู้ป่วยโรคเบาหวานและ โรคความดันโลหิต ถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจึงะเป็นทางเลือก แต่จะเลือกชนิดไหนดีมาดูกัน
ความจริงแล้วกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้สารให้ความหวานโดยตรงก็คือกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล แต่ในปัจจุบันสารให้ความหวานยังใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้รักสุขภาพ ควบคุมน้ำหนัก และดูแลรูปร่างอีกด้วย เนื่องจากใครๆก็บอกว่าจะลดน้ำหนักควบคุมน้ำหนักจะต้องลดการทานหวาน ลดทานน้ำตาล แต่จะทำอย่างไรมื้อเรายังชอบรสหวานๆอยู่ จึงทำให้เกิดการผลิตสารให้ความหวานขึ้นมาทดแทนน้ำตาลจริงๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เสพความหวาน โดยการสกัดทางเคมี และ ทดแทนด้วยสมุนไพร วันนี้เราจำแนกสารให้ความหวานที่ถือว่านิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และได้รับความนิยมกันอยู่ในปัจจุบัน

แอสปาแตม โรคความดันโลหิต
เป็นน้ำตาลเทียมที่ทำจากสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ จะให้ความหวานกว่าน้ำตาลธรรมชาติถึง 200 เท่า มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทรายแต่จะทิ้งรสขมเล็กน้อยหลังจากทาน ทั้งยังไม่ให้เกิดภาวะฟันผุและไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือดสูง จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในเครื่องดื่มน้ำอัดลมและคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน คณะกรรมการอาหารและยาในอเมริกาได้ยอมรับสารแอสพาแตมเมื่อปี 1980 และในปี 1983 ก็ยอมให้ใช้แอสพาแตมผสมในเครื่องดื่มน้ำอัดลม ซึ่งในปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารและยาที่มีแอสพาแตมเป็นส่วนประกอบมากถึง กว่า 6,000 ชนิดทั่วโลก สามารถใช้แทนความหวานให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เพราะตัวแอสปาแตมไม่มีพลังงานจึงไม่มีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น แต่มีข้อเสียเพราะโครงสารของแอสปาร์แตมจะเปลี่ยนไปเมื่อโดนความร้อนสูงและเมื่อเก็บไว้นาน จึงไม่ควรใช้แอสปาร์แตมปรุงอาหารที่ตั้งไฟร้อนๆและไม่ควรเก็บไว้นานๆ

ถึงแม้ว่าจะแอสปาแตมจะให้พลังงานน้อยมาก แต่มีงานวิจัยเชื่อมโยงแอสปาร์เทมเข้ากับอาการปวดไมเกรนในผู้ใช้บางคน และความเป็นสารเคมีเมื่อบริโภคไปนานๆอาจให้ผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ นอกจากนี้ยังมีผลจากงานวิจัยบางตัวเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งและการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมได้ถ้าทานในระหว่างตั้งครรต์ แม้ว่าบริษัทผู้ผลิตจะออกมาต้านทานโดยมีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่า แอสพาแตมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นักวิทยาศาสตร์พวกหนึ่งโจมตีกล่าวหา แต่อย่างไรก็ตามที่อะไรมากเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น เอาเป็นว่ารับประทานอย่างมีสติและใช้อย่างพอดี ไม่พึ่งพามากจนเกินไปก็ไม่เกิดผลเสีย

ซูคราโลส
มีส่วนผสมในสารทดแทนความหวานหลายชนิดหลายยี่ห้อ เป็นสารให้ความหวานที่ไม่มีพลังงานเพราะใช้น้อยมาก 1 ส่วนของซูคราโลสให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวประมาณ 600 เท่า ดังนั้นถ้าชงกาแฟ 1 ถ้วยถ้าใช้น้ำตาลทรายขาว 2 ช้อนชาก็จะให้ความหวานเท่ากับซูคราโลส 0.00333 ช้อนชา (ก็คงประมาณน้ำตาลทรายขาวเพียง 5 เม็ดเท่านั้นเอง)

ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานที่ปลอดภัยถึงแม้จะเป็นเคมีแต่ก็เป็นเคมีที่ ไม่มีสารสะสมในร่างกายเนื่องจากขบวนการผลิตองค์การอนามัยโลกยอมรับเป็นทางการแล้วว่ามีความปลอดภัยเทียบเท่าน้ำตาลจากธรรมชาติ เดี๋ยวนี้น้ำอัดลมบางยี่ห้อก็ใช้ความหวานจากซูคราโลสจึงโฆษณาว่าดื่มแล้วไม่อ้วน และยังนิยมใช้ซูคราโลสให้ความหวานกับขนม ชา กาแฟที่โฆษณาว่าดื่มเพื่อลดความอ้วนเพื่อสุขภาพ เป็นต้น ข้อดีของซูคราโลส คือให้ความหวานใกล้เคียงกับน้ำตาล อร่อยแต่ไม่มีรสขมติดลิ้นและไม่ให้พลังงาน ละลายน้ำได้ดี ใช้ปรุงอาหารและขนมทุกชนิดที่ต้องใช้ความร้อนสูงและไม่สูญเสียความหวาน ไม่เหมือนน้ำตาลเทียมที่ใส่ได้เฉพาะกาแฟ ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรือระดับอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานใช้ได้ตามปกติเช่นเดียวกับสารให้ความหวานอื่นๆ ไม่ทำให้ฟันผุเหมือนรับประทานน้ำตาล และเก็บรักษาเช่นเดียวกับน้ำตาล

ข้อเสียก็มีอยู่ การผลิตซูคราโลสทำโดยการเพิ่มคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาล ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้กระเพาะของเราไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ด้วยในบางคน นอกจากนี้สิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับสารเพิ่มความหวานซูคราโลสก็คือคุณธรรมของผู้ผลิต ว่าใช้ซูคราโลสจริงหรือเปล่า เพราะเห็นว่ามีบางผลิตภัณฑ์ตบตาผู้บริโภคโดยใช้แอสปาแตมแทนความหวานแต่บอก ว่าเป็นซูคราโลสก็มีไม่น้อยเช่นกัน เพราะต้นทุนการผลิตซูคราโลสมีต้นทุนสูงทำให้ราคาต่อกิโลสูงตามไปด้วย ดังนั้นควรเลือกใช้และอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนเป็นดี

หญ้าหวาน หรือ Stevia
เป็นสารแทนความหวานที่ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุด จะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 250 – 300 เท่า แต่ไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงาน จึงทำให้มีพลังงานน้อยมาก ความจริงหญ้าหวานถูกใช้เป็นสมุนไพรมาตั้งเกือบ 500 ปีแล้วแต่เพิ่งจะมีการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1899 และเอามาใช้เป็นสารทดแทนความหวานกันเมื่อปี 1964

หญ้าหวานจะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อยและรสหวานจะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย ข้อดีของหญ้าหวานก็คือสามารถแทนทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียสโดยไม่สลายตัว ดังนั้นนอกจากจะใช้ใส่ในเครื่องดื่มแล้วยังสามารถเอามาทดแทนน้ำตาลในการปรุงอาหาร ที่ต้องผ่านการหุงต้มได้อีกหลายอีกชนิด ซึ่งชนชาติญี่ปุ่นและเกาหลีก็ใ่ช้กันมานาน ทั้งในการหมักเนื้อ หมักปลา หมักผักดอง เครื่องดื่ม ก็ใช้หญ้าเป็นสารทดแทนความหวานรวมไปถึงยาสีฟันที่ลดอาการฟันผุได้ด้วย โดยสรุปแล้วหญ้าหวานน่าจะเป็นสารทดแทนความหวานที่ปลอดภัย และยังไม่มีรายงานข้อแทรกซ้อนจากการใช้ และได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อนุญาตให้นำสารสกัด stevioside มาขึ้นทะเบียนเป็นสารหวานแทนน้ำตาลได้ อาจจะหาซื้อยากซักหน่อย แต่ตามร้านขายผลิตภัณฑ์ออแกนิคและซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำน่าจะพอหาได้ อ่านเพิ่มเติม

สมุนไพรพื้นบ้านไทยช่วยไขมัน

คุณๆทราบกันหรือไม่ว่าความจริงแล้วสนุนไพรพื้นบ้านใกล้ๆตัวเรามี สรรพคุณช่วยในการ ลดไขมันในเส้นเลือด คอเรสตอรอล และช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยในร่างกายได้หลายอย่าง ข้อดีของการใช้สมุนไพรคือมีผลข้างเคียงและสารพิษน้องเนื่องจากมาจากธรรมชาติ ราคาถูก หาซื้อง่าย แต่อย่างไรก็ดี การใช้สมุนไพรหรือยาใดๆก็ตาม อย่าหมกมุ่นหรือหวังพึ่งพามากจนเกินไป เพราะเรื่องน้ำหนักตัวและไขมันส่วนเกินนั้นมาจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบไม่ดูแลตัวเอง ขาดความเอาใจใส่ในการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ถ้าดูแลเรื่องดังกล่าวได้ก็ไม่จำเป็นต้องมียาหรือสนุนไรอะไรมาช่วยเลย

สมุนไพรในบ้านเรามีหลายตัวที่มีสรรพคุณในการลดไขมันวันนี้ขอยกตัวอย่างมาให้ดูดังนี้

ใบย่านาง
ย่านาง เป็นไม้เลื้อย พบขึ้น ตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่ง ทุกภาค ของประเทศไทย มีสรรพคุณเฉพาะ ทั้งต้นปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับ ใบเป็นยาถอนพิษการช่วยถอนพิษ แก้ไข้และลดความร้อนในร่างกายได้ อีกทั้งยังเป็นพืชที่ให้แคลเซียมและวิตามินซีค่อนข้างสูง และยังให้สารอาหารอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และเบต้า-แคโรทีน หากกินทั้งใบก็จะมีเส้นใยมาก ส่วนรากของใบย่านางช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้เมารถ เมาเรือ แก้โรคหัวใจและแก้ลมได้ด้วย ขอแถมให้อีกนิด หากนำน้ำใบย่านางมาสระผม จะช่วยทำให้ผมดกดำ ชลอผมหงอกได้อีกต่างหาก

ใบย่านางกับความเชื่อเรื่องการลดน้ำหนัก
มีความเชื่ออยู่ว่าน้ำที่ต้มกับใบย่านางสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ก้ยังไม่มีงานวิจัยใดๆออกมายืนยันผลมีเพียงการทดลองและบอกต่อๆกันเท่านั้น มีสูตรลดความอ้วนด้วยใบย่างนางมีมากมายหลายสูตรและสูตร ที่ทำง่ายๆและได้ผลดีได้แก่ วิธีเอา “ย่านาง” ทั้งต้น มีขายตามแผงขายพืชผักพื้นบ้าน ตามตลาดสดทั่วไป เป็นกำ กำละ 5-10 บาท ใช้ทั้งกำล้างน้ำให้สะอาดต้มน้ำท่วมยาจนเดือด ดื่มขณะอุ่น 3 เวลาก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ครั้งละ 1 แก้ว ต้มกินจนยาจืด ทำกินเรื่อยๆจะช่วยให้น้ำหนักค่อยๆลดลงได้ แต่ไม่ใช่ลดแบบฮวบฮาบ เมื่อน้ำหนักอยู่ ในระดับที่ต้องการแล้ว จะหยุดกินก็ได้ ข้อสำคัญต้องควบคุมอาหารด้วยจะได้ผลดี และเร็ว ไม่ว่าคุณจะใช้สมุนไพรตัวใดเพื่อลดน้ำหนักก็ตาม ควรจะปฏิบัติควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผลดีขึ้น อย่าจดจ่อกับการใช้สมุนไพรอย่างเดียว เพราะการกินแค่สมุนไพรอาจจะทำให้คุณขาดสารอาหารและเสียชีวิตได้ จึงโปรดใช้วิจารณญาณในการใช้ด้วย

ดอกคำฝอย
มักจะนำมาทำเป็นชาที่เรารู้จักกันดีว่าชาดอกคำฝอย มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด ขับเหงื่อและเป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย ปัจจุบันนำมาใช้ในการลดความอ้วนด้วยการชงดื่ม สรรพคุณของดอก รสหวานร้อน เป็นยาขับระดู บำรุง ประสาท บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ดีพิการ ขับเหงื่อ ใช้ระงับประสาท บำรุง โลหิต แก้ไขข้ออักเสบ แก้หวัดน้ำมูกไหล เกสร รสหวานร้อน บำรุงโลหิตระดูและแก้แสบร้อนตามผิวหนัง เมล็ด รส หวานเย็น เป็นยาถ่าย ขับเสมหะ แก้โรค ลมเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก น้ำมันจากเมล็ด รสร้อน แก้อัมพาต แก้ฝี แก้ขัดตามข้อและ ลดไขมันในเส้นเลือด

กะเพรา
แม้จะเป็นผักที่คนไทยนิยมสั่งมารับประทานเวลาที่นึกไม่ออก แต่ก็มีน้อยคนที่จะรู้ว่า กะเพรา มีสรรพคุณอะไรบ้าง ที่เห็นชัดๆ เลยก็คือ ใบกะเพรา มีฤทธิ์ขับลมช่วยแก้จุดเสียด แน่นท้อง แก้ปวดท้องอุจจาระ ส่วนน้ำสกัดทั้งต้น สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร สำหรับเมล็ดกะเพรา ก็สามารถพอกตาให้ผงหรือฝุ่นที่เข้าตาหลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้ว รากกะเพราแห้งๆ ยังนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแก้โรคธาตุพิการได้ด้วย และสรรพคุณเด็ดของกะเพราอีกประการก็คือ ช่วยขับไขมันและน้ำตาล เคยสงสัยบ้างไหมล่ะ ทำไมอาหารตามสั่งต้องมีเมนูผัดกะเพราเนื้อ กะเพราไก่ กะเพราหมู นั่นก็เพราะนอกจากใบกะเพราจะช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้แล้ว ยังมีฤทธิ์ขับไขมัน และน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย อีกทั้ง กะเพราจะช่วยขับน้ำดีในตับออกมาให้ช่วยย่อยไขมันได้ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น หากบอกว่า รับประทานกะเพราแล้วจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ ก็คงไม่ผิดนัก

ตำลึง
ผักพื้นบ้านริวรั่วคู่ครัวไทย ที่คนไทยใช้ยอดและใบตำลึงกินเป็นผักสด อาจนำไปต้มหรือลวกจิ้มกับน้ำพริก ใช้ปรุงในแกงต่างๆ เช่น แกงจืด แกงเลียง ต้มเลือดหมู ก๋วยเตี๋ยวหมูตำลึง นำไปผัดตำลึงไฟแดง หรือใส่ในไข่เจียว ผลอ่อนของตำลึงกินกับน้ำพริกคล้ายแตงกวา หรือดองกินคล้ายแตงดองได้ เนื้อในผลสุกของตำลึงมีรสอมหวาน กินได้ อุดมด้วยสารกลุ่มแอนโทไซยานินที่ต้านอนุมูลอิสระและดูแลผนังหลอดเลือดให้ อ่อนนิ่มใช้งานได้ยืนยาว ใบตำลึงเป็นอาหารที่มีบีตาแคโรทีนสูงมาก องค์การอาหารและสิ่งแวดล้อมเพื่อชนกลุ่มน้อยระบุว่า ตำลึงเป็นพืชที่มีบีตาแคโรทีนที่ดีที่สุดสำหรับชาวไทยภูเขา บีตาแคโรทีนเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ บีตาแคโรทีนเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานดีที่สุด ดังนั้น ที่กล่าวกันว่า “ตำลึงบำรุงสายตา” ก็เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

นอกจาก นี้ บีตาแคโรทีนเป็นสารต้านออกซิเดชันลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในร่างกาย ยับยั้งการทำลายของออกซิเจนเดี่ยวและอนุมูลเปอรอกซิลอิสระ เชื่อว่าเป็นสารต้านมะเร็ง โดยเสริมประสิทธิภาพของเซลล์นักฆ่า (natural killer cell) ในการกำจัดเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ซ่อมแซมสารพันธุกรรมได้ ใยอาหารจากตำลึง สามารถดูดจับสารพิษในระบบทางเดินอาหารได้ดีกว่าผักที่มีในท้องตลาดทั่วไป พบว่าการกินตำลึงจะสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านของไทยเชื่อว่า การกินตำลึงจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้เอายอดตำลึงประมาณครึ่งกำมือ โรยเกลือพอให้มีรส ห่อใบตอง นำไปเผาไฟให้สุก กินก่อนนอนติดต่อกัน ๓ เดือน กล่าวว่าน้ำตาลในเลือดก็จะลดลง

กระเทียม
สำหรับคนไทยแล้ว กระเทียมถูกใช้เป็นผักและอาหารมากกว่าด้านอื่น อาจกล่าวได้ว่าในครัวของคนไทยจะขาดกระเทียมไม่ได้เลยเพราะเอกลักษณ์ของอาหารไทยสองกลุ่มใหญ่ๆ คือแกงและน้ำพริกนั้น ล้วนแต่มีกระเทียมเป็นเครื่องปรุงสำคัญทั้งสิ้น

สรรพคุณด้านยาของกระเทียมนั้นมีมากมายมหาศาลจริงๆ ในที่นี้จะยกมาเป็นตัวอย่างเฉพาะที่มีการทดลองยืนยันผลในประเทศไทยแล้ว เท่านั้น หากผู้อ่านสนใจอาจหาหนังสือที่มีผู้เขียนถึงกระเทียมเป็นเล่มโดยเฉพาะได้ใน ท้องตลาด ซึ่งจะบรรยายถึงสรรพคุณทางยาและวิธีการใช้กระเทียมไว้อย่างละเอียด ในที่นี้จะยกมาแต่สรรพคุณบางอย่างเท่านั้น เช่น แก้กลาก เกลื้อน หิด แก้ความดันเลือดสูง ลดไขมันและโคเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว ใส่แผลสดและแผลเป็นหนอง แก้คออักเสบ แก้ปวดหู แก้ทอนซิลอักเสบ แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ แก้ขัดเบา รักษาวัณโรค รักษาปอดบวม รักษาโรคลำไส้ ท้องเดิน อาหารไม่ย่อย แก้บิด รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ขับเสมหะ รักษาโรคไอกรน แก้หืดและโรคหลอดลมอักเสบ ไอเรื้อรังแก้ธาตุพิการ จุกเสียด แน่นท้อง ควบคุมโรคกระเพาะ ขับพยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และพยาธิตัวกลม แก้เคล็ดขัดยอก แก้เท้าแพลง แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อย ปวดข้อมือและนิ้วมือ ต่อต่านเนื้องอก กำจัดพิษตะกั่วและโลหะหนัก แก้ปวดหัวและปวดหัวข้างเดียว ป้องกันผมหงอก แก้ตาต้อตาฟางตาเจ็บ รักษาริดสีดวงจมูก แก้ไซนัส แก้รำมะนาด แก้ปวดฟัน แก้เลือดกำเดาไหล แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้สิวแก้หูด แก้ลมพิษผื่นคัน แก้ช้ำใน ขับประจำเดือน แก้โรคเท้าเปื่อย ป้องกันการติดเชื้อในการเดินทาง เป็นยาระบาย แก้ไข้ ฯลฯ อ่านเพิ่มเติม

การเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร

น้ำมันถือเป็นส่วนประกอบสำคัญใน การประกอบอาหาร ซึ่งจัดอยู่ในหมวดของไขมันที่เป็นแหล่งพลังงานและยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ถืงแม้ว่าน้ำมันจะมีความสำคัญต่อร่างกายแต่การรับประทานมากจนเกินไป หรือเลือกใช้ไม่ถูกวิธีการอาจก่อให้เกิดผลเสียให้และก่อให้เกิดโรคกับร่างกายได้เช่นกัน ปัจจุบันมีน้ำมันหลากหลายประเภทให้เลือกบริโภค การประกอบอาหาร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบเและเลือกชนิดน้ำมันเพื่อนำมาปรุงอาหารได้อย่างถูกต้อง

ทำความรู้จักชนิดของน้ำมันกันก่อน
น้ำมันสำหรับปรุงอาหารถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆได้แก่น้ำมันพืชและน้ำมันที่มาจากไขมันสัตว์ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดคิดว่า น้ำมันพืชต่างจากน้ำมันหมูหรือน้ำมันสัตว์ ตรงที่ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันสัตว์ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ความจริงแล้วไม่ว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ก็จะให้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนัก เท่ากัน คือ 1 กรัม จะให้พลังงานเท่ากับ 9 kcal ดังนั้นความเชื่อที่ว่ากินน้ำมันพืชแล้วไม่อ้วน จึงไม่เป็นความจริง เพราะไม่ว่าน้ำมันอะไร หากกิน มากเกินก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน

น้ำมันสัตว์
เช่น น้ำมันหมูจะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวซึ่งมีคุณสมบัติเป็นไขได้ง่ายเมื่ออากาศเย็น ไขมันสัตว์มีกลิ่นเหม็นหืนได้ง่ายเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิธรรมดา ไขมันจากสัตว์นอกจากมีไขมันอิ่มตัวแล้วยังมีโคเลสเตอรอลอีกด้วย การกินไขมันสัตว์มากอาจจะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันมะพร้าว เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากเช่นกั

น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว และน้ำมันเมล็ดปาล์ม)
มีคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับน้ำมันสัตว์ น้ำมันพืชส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันสัตว์ ไขมันไม่อิ่มตัวนี้จะไม่ค่อยเป็นไข แม้จะอยู่ในที่เย็นเช่น แช่ตู้เย็น แต่จะทำปฏิกิริยากับความร้อนและออกซิเจนได้ง่าย และมักทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืนภายหลังจากใช้ประกอบอาหารแล้ว

ปัจจุบันมีน้ำมันพืชหลายชนิดที่เป็นน้ำมันผสม เช่น น้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันฝ้าย หรือน้ำมันปาล์ม โอเลอินผสมน้ำมันทานตะวัน เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืชชนิดผสมหรือไม่ผสม ต่างก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหมือนกัน

น้ำมันที่นิยมใช้ปรุงอาหารในปัจจุบัน
น้ำมันมะกอก
เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ที่จะช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ลดรอยเหี่ยวย่นได้ น้ำมันมะกอกมีจุดเกิดควันต่ำ (หมายถึง เกิดควันได้ง่าย) จึงไม่เหมาะกับการปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อน นิยมนำมาทำเป็นน้ำสลัด หรือเป็นส่วนประกอบของน้ำสลัด ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือมีราคาแพงและมีกลิ่นค่อนข้างฉุน

น้ำมันถั่วเหลือง,น้ำมันเมล็ดทานตะวัน,น้ำมันข้าวโพด
มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในระดับปานกลาง ไม่เป็นไขที่อุณหภูมิต่ำ แต่ถ้าผ่านความร้อนอุณหภูมิสูงมากจะเกิดอนุมูลอิสระได้ง่าย จึงเหมาะกับการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนปานกลาง เช่น การผัด หรืออาจนำมาทำน้ำสลัด และมาการีน

น้ำมันรำข้าว
น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง ผลิตจากรำข้าว มีโอริซานอล ซึ่งสารตัวนี้มีแต่ในรำข้าว สารตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง ทำให้ไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว คุณภาพทางโภชนาการของน้ำมันรำข้าวก็ไม่แตกต่างจากน้ำมันถั่วเหลืองนัก

น้ำมันเมล็ดคำฝอย
เป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงที่สุดในบรรดาน้ำมันพืชที่ใช้ปรุง อาหาร และยังมีกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ปัจจุบันจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติและอาหารเพื่อสุขภาพ

น้ำมันปาล์ม
เป็นน้ำมันพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทใน วงการอาหารบ้านเรามากขึ้น จุดขายที่ใช้ในการโฆษณาคือไม่มีกลิ่นหืนและทอดได้กรอบ เนื่องจากมีกรดไขมันที่มีความอิ่มตัวมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นที่กล่าวมา แล้วทำให้น้ำมันปาล์มมีกลิ่นหืนยากกว่า และยังไม่เกิดควันเมื่อผัด หรือทอดอาหารที่อุณหภูมิสูง มีราคาถูกจึงเป็นที่นิยมใช้ในธุรกิจอาหาร แต่ด้วยความที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง และมีกรดไลโนอีกต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆจึงทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้

น้ำมันมะพร้าว
เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก และเป็นไขได้ง่ายเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ จึงไม่ค่อยนิยมนำมาปรุงอาหาร แต่จะใช้เพื่อผลิตมาการีนและสบู่ อ่านเพิ่มเติม

รอบรู้เรื่องไข่ๆ

ความจริงเรื่องไข่ ยังมีให้ศึกษาอีกมาก และยังมีความเข้าใจมากมายที่ทำให้เราไม่กล้าทานไข่
ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ เและถือเป็นเหล่งโปรตีนราคาย่อมเยาว์ที่หาซื้อได้ง่าย และคุ้นเคยของเรา เรานำไข่มาใช้ประโยชน์มากมายโดยเฉพาะเป็นอาหาร ไข่ที่นิยมนำมาบริโภคเป็นอันดับ 1 ได้แก่ ไข่ไก่นั้นเอง ไข่ไก่ให้กรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิด ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อีกหลายชนิด รวมทั้งเรตินอล (วิตามินเอ) , ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี2), กรดโฟลิก (วิตามินบี9), วิตามินบี6, วิตามินบี12, โคลิน, เหล็ก, แคลเซียม, ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม วิตามินเอ ดีและอีทั้งหมดในไข่อยู่ในไข่แดง

ไข่เป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดในธรรมชาติที่มีวิตามินดี ไข่แดงขนาดใหญ่ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี (250 กิโลจูล) ไข่ขาวให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี (60 กิโลจูล) ไข่แดงขนาดใหญ่มีปริมาณคอเลสเตอรอลที่แนะนำให้รับประทานต่อวันที่ 300 มิลลิกรัมมากกว่าสองในสาม ถึงแม้ว่าการศึกษาบางชิ้นจะชี้ว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซับคอเลสเตอรอลจากไข่ได้มากนัก

ไข่แดงของไข่มีน้ำหนักคิดเป็น 33% ของน้ำหนักของเหลวของไข่ ไขมันทั้งหมดอยู่ในไข่แดง ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนเล็กน้อย และสารอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ในไข่แดงยังมีโคลีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาการของสมอง และสำคัญต่อสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรเพื่อประกันพัฒนาการทางสมองของทารกด้วย

ถ้าถามว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเลี้ยงไก่ไข่เท่าไหร่ เรามีการเลี้ยงไก่ไข่ ประมาณ 40 ล้านตัว ออกไข่วันละประมาณ 37 ล้านฟองในภาวะอากาศ ปกติ โดยทุกวันนี้คนไทยกินไข่รวมกันประมาณ 31 ล้าน ฟอง เฉลี่ยปีละ 166 ฟองต่อคน จากฐานประชากรทั้งประเทศ 68 ล้านคน (ข้อมูลปี 2557) นั้นหมายถึงปริมาณไม่ถึงครึ่งฟองต่อวัน อาจเป็นไปได้ว่า ที่ผ่านมายังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการกินไข่ ถ้าอย่างนั้น เราคงต้องเปลี่ยนความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับการกินไข่ กันซะก่อน

ไข่มีคอเรสเตอรอลสูงจริงหรือไม่ ความจริงเรื่องไข่ ?
ไข่ไก่เบอร์ 1 หนึ่งฟองมีคอเลสเตอรอลมากถึง 210 มิลลิกรัมก็จริง แต่ผลวิจัยพบว่า คนที่กินไข่สัปดาห์ละ 4 ฟองมีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าคนที่กินไข่สัปดาห์ละ 1 ฟองหรือไม่กินไข่เลย ความเป็นไปได้ของผลการทดลองนี้อาจเป็นเพราะ ไข่มีโปรตีนสูงและมีไขมันอิ่มตัวค่อนข้างต่ำ ทำให้อิ่มนาน และความอิ่มนี่เองมีส่วนทำให้กินอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อ อาหารประเภท “ผัดๆ ทอดๆ” และทานจุบจิบน้อยลง

แต่ผู้ร้ายตัวจริงที่ทำให้คอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงคือ ไขมันอิ่มตัวที่มีมากใน กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมู การกินเนื้อมากเกินไป (เนื้อที่เห็นเป็นเนื้อแดงก็มีไขมันแฝงอยู่มาก) และที่ร้ายที่สุดคือ ไขมันทรานส์หรือไขมันแปรสภาพ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการนำไขมันพืชไปเติมไฮโดรเจน ทำให้เกิดเป็นเนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม ที่ใช้ในการทำเบเกอร์รี่ ขนมกรุบกรอบ อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ

แนวทางในการลดคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดนั้นก็คือ การลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ และ การออกแรง-ออกกำลังให้มากพอเป็นประจำ และพึงระวังการกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลอื่นๆให้น้อยลงดีกว่าจะมานั่งกังวลเรื่องการรับประทานไข่ปริมาณเท่าไหร่ อ่านเพิ่มเติม