กักตุนอย่างไร ไม่ให้เสียสุขภาพ

คนเริ่มที่จะกักตุนอาหารเพื่อไม่ออกไปข้างนอก หรือสถานที่สุ่มเสี่ยง โดยมี การกักตุนทั้งน้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำพริก ข้าวสาร อาหารแห้งต่าง ๆ มากมาย แต่การตุนอาหารเหล่านี้เพื่อความอยู่รอด อาจทำให้สุขภาพของเราเสียได้โดยไม่รู้ตัว

อย่างการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ โซเดียมในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มากเกินไปอาจทำให้เกิด โรคไต โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ นอกจากจะกักตุนอาหารแห้งแล้ว เราสามารถกักตุนผักบางชนิดได้อีกด้วย เช่น แครอท แตงกวา แตงล้าน หัวไชเท้า มันฝรั่ง และฟัก เป็นต้น

ช่วงเวลากักตัวอยู่ในบ้านนี้ การทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ จากการปรุงอาหารแห้งที่กักตุนมานั้นสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะปรุงอาหารชนิดใด เราควร ‘ใส่ไข่ ผัก และเนื้อสัตว์’ ลงไปด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และควรปรุงให้สุก ร้อนทุกครั้งก่อนรับประทาน อ่านเพิ่มเติม

ไขข้อกังวลเมื่อการรักษาต้องใช้ยาสลบ

เมื่อเราต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล บางครั้งการรักษาอาจจำเป็นต้องใช้ยาสลบ หลาย ๆ คนคงกังวลเมื่อได้ยินคำว่า ‘ยาสลบ’ และเกิดคำถามต่าง ๆ ตามมา

ยาสลบใช้แล้วอันตรายไหม?
ยาสลบใช้แล้วจะเกิดผลข้างเคียงไหม?
จำเป็นต้องใช้ยาสลบไหม?
คำถามต่าง ๆ เหล่านี้ วันนี้เรามีคำตอบให้ทุกคน

ทำไมต้องใช้ยาสลบ
การใช้ยาสลบ จะใช้เมื่อเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น การผ่าตัดทุกชนิดก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้ และผู้ป่วยที่ทำการรักษาอยู่จะมีความรู้สึก ทำให้ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้สำเร็จ การใช้ยาสลบจึงจำเป็นในการผ่าตัด เพื่อลดการรับรู้ความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อความเจ็บระหว่างผ่าตัด

การระงับความรู้สึกของผู้ป่วยขณะผ่าตัด มักให้ผู้ป่วยดมยาสลบ เพื่อทำให้หมดสติชั่วคราว ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัว และไม่เจ็บตลอดการผ่าตัด ผู้ป่วยจะหลับด้วยฤทธิ์ของยาสลบ โดยมีทีมวิสัญญีแพทย์เป็นผู้ดูแลตั้งแต่ก่อนเริ่มการผ่าตัดตลอดจนถึงหลังการผ่าตัด เมื่อผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย วิสัญญีแพทย์จะตามดูผู้ป่วยในห้องพักฟื้น จนผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว หากผู้ป่วยมีอาการปวด ก็จะได้รับการดูแลให้บรรเทาลง อ่านเพิ่มเติม

ความรู้เรื่อง เนื้องอก คือ ก้อน ตุ่ม โรคมะเร็ง

เนื้องอก คือ ก้อน ตุ่ม ที่โตขึ้นผิดปกติเกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เนื้องอกชนิดธรรมดา และเนื้องอกชนิดร้าย หรือ มะเร็ง โรคมะเร็ง คือ โรคของเซลล์ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ กลายเป็นก้อนมะเร้งซึ่งสามารถบุกรุก ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงและกระจายไปยังอวัยวะอื่นได้

เนื้องอก คือ ก้อน ตุ่ม ที่โตขึ้นผิดปกติเกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เนื้องอกชนิดธรรมดา และเนื้องอกชนิดร้าย หรือ มะเร็ง
โรคมะเร็ง คือ โรคของเซลล์ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ กลายเป็นก้อนมะเร้งซึ่งสามารถบุกรุก ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงและกระจายไปยังอวัยวะอื่นได้

ขบวนการเกิดโรคมะเร็ง
เมื่อร่างกายได้รับสิ่งก่อมะเร็ง เช่น สารเคมี ไวรัส รังสี สิ่งเหล่านี้จะทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและในที่สุดเซลล์ปกติก็จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าระบบภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถทำลายเซลล์นั้นได้ เซลล์มะเร็งก็จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นก้อนมะเร็งต่อไป

สาเหตุของ โรคมะเร็ง
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งอยู่หลายประการ ดังนี้

สาเหตุจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย
1.1 สารเคมีบางชนิด เช่น
– สารเคมีในควันบุหรี่และเขม่ารภยนต์
– สารพิษจากเชื้อรา
– สารพิษที่เกิดจากเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอด จนไหม้เกรียม
– สีย้อมผ้า
– สารเคมีบางชนิดที่เกิดจากขบวนการทางอุตสาหกรรม

1.2 รังสีต่างๆ รวมทั้งรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด
1.3 การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น
– ไวรัสตับอักเสบ ชนิดบี มีความสัมพันธ์กับมะเร็งตับ
– ฮิวแมน แพพพิลโลมา ไวรัส (Human Papilloma Virus) หรือ HPV อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งของเซลล์เยื่อบุต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก
– เอบสไตน์ บาร์ ไวรัส (Ebstein Barr Virus) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งโพรงหลังจมูก
– เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลรัย (Helicobacter Pylori) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งกระเพาะอาหาร อ่านเพิ่มเติม

ลุกก็โอ๊ย นั่งก็โอ๊ย! กับอาการที่ไม่ควรมองข้าม

หากเริ่มมี อาการปวดเมื่อย ดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ในเบื้องต้นอาจเข้ารับการกายภาพบำบัด เพื่อให้อาการทุเลาลง และกลับมาแข็งแรงเหมือนปกติได้

1.การปวดเมื่อยจากกล้ามเนื้อ
เกิดจากการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ๆ เช่น อาการออฟฟิศซินโดรมจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน

2.การปวดจากเส้นเอ็น
พบบ่อยในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวข้อมาก ๆ เช่น ข้อมือ จากการทำงาน หรือการเล่นโทรศัพท์มือถือ เอ็นร้อยหวายบริเวณส้นเท้า จากการเดินหรือยืนเป็นเวลานาน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจส่ก่อให้เกิดความพิการได้

3. อาการปวดจากเส้นประสาทถูกกดทับ
จะมีอาการปวดแสบ และร้าวไปตามเส้นประสาทบริเวณนั้นๆ เช่น บริเวณหลัง หรือเอว ที่เกิดจากการยกของหนักในท่าที่ไม่ถูกต้อง ทำให้หมอนรองกระดูก ซึ่งอยู่ระหว่างกระดูกสันหลัง 2 อัน เคลื่อนมากดทับเส้นประสาทได้

4. อาการปวดข้อ
ที่พบเจอบ่อยที่สุด ได้แก่ข้อเสื่อม ส่วนมากเป็นที่หัวเข่า มักพบในผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ และผู้ที่ต้องทำงานแบกของมีน้ำหนักมาก ๆ เป็นเวลานาน ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมากเกินความจำเป็น อ่านเพิ่มเติม

ถึงเวลา..ปลุกความเป็นชายในตัวคุณ

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็หันมาดูแลสุขภาพ ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยที่เราจะเปิดเผยว่าเราเป็นคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะกับคุณผู้ชาย

ผู้ชายมักนิยมที่จะกินโปรตีนและเล่นยิม เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ควบคุมน้ำหนัก และรูปร่างให้อยู่ในความพอดีสมส่วน ให้ดูมีความกำยำ มีกล้ามเนื้อแข็งแรง แต่นอกเหนือจากการออกกำลังกายที่ยิมหรือฟิตเนสแล้ว มาดูกันว่ามีอะไรอีกบ้างที่คุณผู้ชายควรทำ

1. ละเลิกความหวาน
เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ฮอร์โมนอินซูลินจะถูกหลั่งออกมา และฮอร์โมนอินซูลินนี้ จะไปขัดขวางการผลิตฮอร์โมนเพศมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

ติดยา หรือ รักษาไม่หาย… เมื่อรับประทานไปแล้วจะมีผลเสียต่อร่างกาย

ความกังวลส่วนหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้รับยาทางจิตเวช คือ เมื่อรับประทานไปแล้วจะมีผลเสีย เช่น เกิดอาการข้างเคียงหรือไม่ หรือกลัวว่าจะ “ ติดยา ” เมื่อแพทย์สั่งยาให้รับประทานต่อเนื่องเกินกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยหลายรายพยายามที่จะหยุดการใช้ยาทันทีที่รู้สึกว่าอาการต่างๆ ดีขึ้น เนื่องจาก มีความรู้สึกว่าต้องการดำเนินชีวิตอยู่โดยไม่ต้องพึ่งยา โดยพยายามหาทางออกอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย, เล่นกีฬา, นั่งสมาธิ, กิจกรรมนันทนาการอื่นๆ หรือ เข้าหาศาสนา รวมถึงการอยู่กับคนที่รัก และเข้าใจ ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยยาทางจิตเวชก็ยังมีความจำเป็นในผู้ป่วยที่มีอาการ เหล่านี้ คือ อาการกลัว, วิตกจริต ตื่นเต้นง่าย, นอนไม่หลับอย่างต่อเนื่อง, อารมณ์แปรปรวน (ซึมเศร้า หงุดหงิด หรือ ครื้นเครงมากกว่าปกติ) ไปจนถึงอาการผิดปกติทางความคิด เช่น หวาดระแวง, การรับรู้ผิดปกติ เช่น ประสาทหลอน, ความจำเสื่อม, พฤติกรรมผิดปกติ เช่น ย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งหากมีอาการรุนแรงมากภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือ เรื้อรังเกินกว่า 1-3 เดือน ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการบำบัดรักษาด้วยยาทางจิตเวชอย่างต่อเนื่อง หรือ รับไว้ในโรงพยาบาลในกรณีที่มีภาวะอันตรายต่อตนเอง หรือผู้อื่น

ความกังวลส่วนหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้รับยาทางจิตเวช คือ เมื่อรับประทานไปแล้วจะมีผลเสีย เช่น เกิดอาการข้างเคียงหรือไม่ หรือกลัวว่าจะ “ติดยา” เมื่อแพทย์สั่งยาให้รับประทานต่อเนื่องเกินกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยหลายรายพยายามที่จะหยุดการใช้ยาทันทีที่รู้สึกว่าอาการต่างๆ ดีขึ้น เนื่องจาก มีความรู้สึกว่าต้องการดำเนินชีวิตอยู่โดยไม่ต้องพึ่งยา โดยพยายามหาทางออกอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย, เล่นกีฬา, นั่งสมาธิ, กิจกรรมนันทนาการอื่นๆ หรือ เข้าหาศาสนา รวมถึงการอยู่กับคนที่รัก และเข้าใจ ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยยาทางจิตเวชก็ยังมีความจำเป็นในผู้ป่วยที่มีอาการ เหล่านี้ คือ อาการกลัว, วิตกจริต ตื่นเต้นง่าย, นอนไม่หลับอย่างต่อเนื่อง, อารมณ์แปรปรวน (ซึมเศร้า หงุดหงิด หรือ ครื้นเครงมากกว่าปกติ) ไปจนถึงอาการผิดปกติทางความคิด เช่น หวาดระแวง, การรับรู้ผิดปกติ เช่น ประสาทหลอน, ความจำเสื่อม, พฤติกรรมผิดปกติ เช่น ย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งหากมีอาการรุนแรงมากภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือ เรื้อรังเกินกว่า 1-3 เดือน ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการบำบัดรักษาด้วยยาทางจิตเวชอย่างต่อเนื่อง หรือ รับไว้ในโรงพยาบาลในกรณีที่มีภาวะอันตรายต่อตนเอง หรือผู้อื่น

สำหรับยาทางจิตเวชกลุ่มที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ได้แก่
1. ยากลุ่มเบนโซไดอาเซปีน (Benzodiazepine)
ซึ่งมีฤทธิ์ลดความวิตกกังวล, คลายกล้ามเนื้อ, ป้องกันอาการชักและเป็นยานอนหลับ ยากลุ่มนี้การใช้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์และคำแนะนำของเภสัชกร ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องเกินกว่า 1 เดือน โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์สั้นหมดฤทธิ์เร็ว เพราะหากใช้ไปนานๆ ก็จะเกิดอาการ “ติดยา (drug dependence)” ทั้งในความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป หรือ ความหมายจริงๆ ในทางการแพทย์ซึ่งหมายถึง อ่านเพิ่มเติม

3 เทคนิคพิชิตเรียนออนไลน์ ฉบับพ่อแม่รุ่นใหม่

ปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่า พ่อแม่ หลายคนไม่มีเวลาที่จะใช้กับลูกได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น พ่อแม่ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด หนึ่งในปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่พบบ่อยที่สุด ก็คือการที่ลูกไม่ฟังคำพูดที่เราสอน ซึ่งจริงๆ แล้วอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองกลับมาคิดทวนกันดูก่อนว่า “เราที่เป็นพ่อแม่รับฟังลูกอย่างเพียงพอหรือยัง?”

ยิ่งในช่วงที่ลูกต้องเรียนออนไลน์จากที่บ้าน โอกาสในการพูดคุยกับเพื่อนๆ ลดลงไป แต่ถูกแทนที่ด้วยพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ที่จะเป็น Social Support ให้ลูกในช่วงที่ต้องเรียนออนไลน์ ซึ่งหากเรายังปรับตัวกับการเรียนแบบนี้ไม่ทัน ก็อาจจะทำให้การเรียนออนไลน์ไม่เกิดประสิทธิภาพตามที่มุ่งหวัง วันนี้ก็เลยมีเทคนิคดีๆ มาแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ได้รู้ ว่าควรทำอย่างไร ถ้าอยากให้การเรียนออนไลน์ได้คุณภาพอย่างที่ควร

การรับฟังอย่างตั้งใจ และการพูดคุยแบบเปิด (Active-Open)
การฟัง และการพูดอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่การฟังและการพูด คือรากฐานของความสัมพันธ์ และการสร้างความไว้วางใจระหว่างพ่อแม่และลูก หากเราอยากให้ลูกๆ ฟังและปฎิบัติตามสิ่งที่เราสอน ก่อนอื่นเราต้องทำให้ลูกรู้สึกไว้ใจ และกล้าที่จะเข้ามาพูดคุยปรึกษากับเรา การฟังลูกอย่างตั้งใจ จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่เราจะสามารถแสดงออกให้ลูกรับรู้ว่าเราเข้าใจและเราพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านอะไร ซึ่งการฟังที่ดีนั้น พ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจ ความสำคัญ ความเข้าใจ กับทุกการสื่อสารของลูก ไม่ว่าจะเป็น คำพูด น้ำเสียง สายตา สีหน้า หรือ ท่าทาง การฟังที่ดีนั้นไม่ใช่การฟังลูกไปดูทีวีไป อ่านไลน์เพื่อนไป ล้างจานไป เป็นต้น

ตัวอย่างคำพูดที่พ่อแม่ควรใช้
เพื่อให้โอกาสลูกในการบรรยายอารมณ์ และความรู้สึก โดยการให้ความเข้าใจ เช่น

“ขอบคุณนะที่ไว้ใจแม่/พ่อแล้วเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟัง”
“แม่/พ่อเข้าใจนะว่าเรื่องที่ลูกเจออยู่ตอนนี้มันน่าโมโหขนาดไหน”
และการใช้คำถามแบบเปิด เพื่อให้ลูกๆ นั้นสามารถเล่าเรื่องราวของเขาได้มากขึ้น เช่น

“แล้วตอนนั้นลูกทำไงต่อหรอ”
“ลูกคิดว่ามีอะไรที่พ่อ/แม่ช่วยลูกได้ตอนนี้บ้าง”
“ลูกตั้งใจจะทำอะไรต่อต่อจากนี้หรอ”
“ลูกเจอปัญหานี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่หรอ”
“มีใครรู้เรื่องนี้บ้างนอกจากพ่อ/แม่?”
ตัวอย่างคำพูดที่ควรระวัง!!!
“เรื่องเล็กๆแค่นี้ ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องคิด”
“หยุดคิดได้แล้ว”
“ไม่เข้าใจ ร้องไห้ทำไม” อ่านเพิ่มเติม

Stay safe : อยู่อย่างไร ให้ห่างไกลไวรัส

ระบบภูมิคุ้มกัน คือ ระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายทั้งที่เกิดจากเชื้อโรค มลภาวะ หรือแม้แต่สารก่อมะเร็ง เพื่อให้เรามีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติได้ ระบบนี้จะทำงานร่วมกับระบบน้ำเหลือง โดยระบบน้ำเหลืองจะสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ขึ้นมา ทำหน้าที่ต่อสู้และทำลายสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้ามาในร่างกาย

ระบบภูมิคุ้มกัน ในร่างกายแบ่งเป็น 2 แบบ คือ
ระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาตั้งแต่เกิด (Innate Immunity) มีความไวต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทำร้ายร่างกาย โดยมีความสามารถทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างรวดเร็ว แบบไม่จำเป็นจะต้องเจอ หรือจดจำลักษณะเฉพาะของสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ มาก่อน ดังนั้น จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันด่านแรกของร่างกาย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมใหม่ๆ เช่น เชื้อไวรัสที่ร่างกายไม่เคยรู้จักมาก่อน ระบบภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะมีบทบาทหลักในการปกป้องร่างกาย
ระบบภูมิคุ้มกันแบบเจาะจง (Adaptive Immunity) เป็นระบบที่จะต้องมีการสัมผัสเชื้อครั้งแรกก่อน แล้วจดจำ และสร้างภูมิ หลังจากนั้น เมื่อมีเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอมนี้เข้ามาอีก จึงจะสามารถทำลายหรือปกป้องร่างกายจากเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นได้ ซึ่งภูมิคุ้มกันชนิดนี้ จะปกป้องเราได้ก็ต่อเมื่อเคยติดเชื้อจนเกิดภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว จึงจะป้องกันการติดเชื้อครั้งต่อไป

ระบบภูมิคุ้มกันมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ร่างกายใช้ในการต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ทั้งแบคทีเรียและไวรัส ที่จะเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งใช้ในการกำจัดเซลล์มะเร็ง หรือเซลล์กลายพันธุ์ ทั้งนี้พบว่าเซลล์กลายพันธุ์สามารถเกิดขึ้นในร่างกายได้ตลอดเวลา และส่วนหนึ่งที่เรายังไม่เป็นมะเร็งนั้นก็เพราะเรามีระบบเม็ดเลือดขาวที่ดีช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้น จนไม่สามารถรวมตัวกันก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ หากระบบภูมิต้านทานของเราทำงานได้น้อยลง เซลล์กลายพันธุ์จะสามารถรวมตัวกันแล้วเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนเกิดมะเร็งได้ในที่สุด อ่านเพิ่มเติม

ตรวจลำไส้ใหญ่ ค้นหาสาเหตุท้องผูกเรื้อรัง…ด้วยการกลืน Sitzmarks Capsule

“ปัญหา ท้องผูกเรื้อรัง ” ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะมองข้ามได้ ถ้ารู้สึกว่าการขับถ่ายเป็นเรื่องยาก การขับถ่ายแต่ละครั้งต้องอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานาน ต้องใช้แรงเบ่ง และมีอาการท้องอืด ปวดท้อง และเกร็งบริเวณหน้าท้องร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าคุณกำลังมีอาการท้องผูก หากมีอาการต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน จากอาการท้องผูกธรรมดาอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้

อยากรักษาอาการท้องผูก…ต้องค้นหาสาเหตุให้รู้ก่อน!
เพราะอาการท้องผูกนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ โรงพยาบาลพญาไท2 จึงได้นำนวัตกรรม Sitzmarks Capsule มาใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกรุนแรง ซึ่งการทดสอบด้วย Sitzmarks ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยภาวะความเฉื่อยของการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ และการอุดกั้นหรือการไม่คลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายได้

Sitzmarks Capsule ถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการ ท้องผูกเรื้อรัง เป็นการศึกษาการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่โดยใช้ “Radiopaque Maker” ขนาดเล็กจำนวน 24 ชิ้น ที่บรรจุอยู่ใน Sitzmarks Capsule เพื่อประเมินว่าอาหารหรืออุจจาระสามารถเคลื่อนย้ายได้เร็วหรือช้า ผ่านการทำงานของระบบทางเดินลำไส้มีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร

*ทั้งนี้ Sitzmarks 1 Capsule บรรจุ Radiopaque Marker รูปทรง O-Ring ขนาดเล็กจำนวน 24 ชิ้น ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์
ผลลัพธ์จากการกลืน Sitzmarks Capsule แบบไหน…วินิจฉัยได้อย่างไร เรามาดูกัน!
หากในวันที่ 5 ผล X-Ray พบว่า 80% ของจำนวน O-Ring ทั้งหมดได้ถูกขับถ่ายออกไปจากร่างกาย หรือเหลือไม่เกิน 5 ชิ้นในลำไส้ แปลว่า “ระบบการทำงานการเคลื่อนไหวของลำไส้ปกติ” อ่านเพิ่มเติม

ผู้หญิงยุคใหม่พร้อมรับมือปัญหา “วัยทอง” ด้วยเทคนิคการปรับฮอร์โมน

คุณผู้หญิงวัยทอง (Menopause) คือวัยที่ ประจำเดือนหมด วัยทองเป็นวัยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นเวลาของการสิ้นสุดของวัยเจริญพันธุ์ เป็นวัยที่รังไข่จะหยุดทำงานและไม่มีการตกไข่หรือตั้งครรภ์ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือหมดไป และการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ โดยคุณผู้หญิงวัยทองจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 45 ปี ขึ้นไป
อาการแบบไหน? บอกว่าคุณเข้าสู่ผู้หญิงวัยทอง ประจำเดือนหมด
อาการของวัยทอง ได้แก่ อาการร้อนวูบวาบตามร่างกาย อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว หงุดหงิด โกรธง่าย ใจน้อย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เส้นผมหยาบแห้ง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูกเปราะบาง การขาดฮอร์โมนเพศ ทำให้เนื้อเยื่อช่องคลอดขาดความยืดหยุ่นและชุ่มชื้น ทำให้มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่องคลอด กระเพาะปัสสาวะมีการฝ่อลีบและหย่อนตัว ทำให้มีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะบ่อย กระบังลมหย่อน นอกจากนี้อาการวัยทองยังส่งผลให้ท้องผูก ท้องอืด และยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และไขมันในเลือดมากขึ้น

ฮอร์โมนเพศหญิง..สำคัญอย่างไรกันนะ?
ฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำหน้าที่หลักควบคุมอวัยวะในระบบเจริญพันธุ์ และมีผลต่ออวัยวะต่างๆ อาทิ กระดูก หัวใจ และสมอง ฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนใหญ่สร้างมาจากรังไข่ รังไข่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยสาว ลดลงเมื่อ 40 ปีขึ้นไป และหยุดผลิตเมื่อวัยหมดประจำเดือน

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรังไข่ ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง และสมองไฮโปธาลามัส มีหน้าที่ช่วยทำให้เกิดประจำเดือน ไฮโปธาลามัส เป็นสมองที่ควบคุมอารมณ์ จิตใจ อารมณ์ จึงมีผลกระทบกับประจำเดือน โดยเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดลง เพราะรังไข่หยุดทำงาน

งั้น..เราลองมาสำรวจตัวเองกันเถอะ
สำหรับคุณผู้หญิงที่เข้าสู่วัย 45+ อย่าลืมถามตัวเองสักนิดนะว่า อารมณ์ช่วงนี้ขึ้นๆ ลงๆ ง่ายหรือเปล่า? คนรอบข้างหนีหน้า เพราะรู้สึกว่าคุณมีอารมณ์แบบ…เลือดจะไป ลมจะมา…หรือไม่ ?

ถ้าคำตอบคือ “ใช่” เราอยากให้คุณรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน หรือแม้แต่คุณผู้หญิง วัย 40+ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สถานะคุณผู้หญิงวัยทองก็ควรเข้ามารับคำปรึกษาด้วยเช่นกัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับฮอร์โมนที่จะเปลี่ยนแปลง ให้คุณสามารถก้าวผ่านช่วงวัยทองได้อย่างไม่ปัญหาสุขภาพร่างกายและอารมณ์ จิตใจ

โดย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 2 ให้การดูแลสุขภาพองค์รวมแบบเฉพาะบุคคล จึงเป็นเสมือนแพทย์ประจำตัว ประจำครอบครัว ที่คอยดูแลในทุกๆ เรื่องของชีวิตคุณ เพราะเราเข้าใจถึงต้นตอของที่มาปัญหาสุขภาพร่างกายและอารมณ์ของคุณผู้หญิงหมดประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฮอร์โมนเพศหญิงที่เปลี่ยนแปลง เราก็ได้จัดทำวิตามินรวมที่เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงวัย 45 ปีขึ้นไป โดยผสานวิตามิน แร่ธาตุและสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวเนื่องกับวัยหมดประจำเดือน ปรับสมดุลฮอร์โมนแห่งวัย ซึ่ง Female Gold Formula II มีความโดดเด่น คือ..
เป็นวิตามินเกรดสูงที่มีคุณภาพอยู่ในระดับเทียบเคียงยา (Pharmaceutical Grade) จึงมีประสิทธิภาพที่ดีมาก อ่านเพิ่มเติม