สำหรับคน นอนกรน วิวัฒนาการใหม่

คุณ นอนกรน เสียงดังจนต้องสะกิดปลุกกลางดึก
เวลาไปเที่ยวเพื่อนล้อว่าคุณ นอนกรน เสียงดัง จนบางครั้งต้องแอบไปนอนคนเดียวเพื่อไม่ให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดี
สะดุ้งตื่น หรือพลิกตัวตอนนอน นอนกระสับกระส่าย เหงื่อออกผิดปกติขณะหลับ
รู้สึกว่านอนไม่อิ่ม มีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลียหลังตื่นนอน ทั้งที่มีเวลานอนเพียงพอ หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อยกว่าปกติ ความคิดความสามารถในการจดจำลดลง และอาการจะหนักขึ้นถ้ามีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานยานอนหลับ
ง่วงนอนบ่อย หรือหลับง่ายในช่วงกลางวัน ขณะทำงานหรือเรียนหนังสือจนถึงขั้นมีอันตราย เช่น อุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ (หลับใน) หรือ อุบัติเหตุเกี่ยวกับเครื่องจักรต่างๆ
ปากแห้ง คอแห้งในตอนเช้า เพราะต้องหายใจทางปากทั้งคืน
เสียงกรน คือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อน ขณะนอนหลับในเวลาที่เราหลับสนิทนั้นเนื้อเยื่อต่างๆ ในช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นไก่และเพดานอ่อนจะคลายตัว บางคนคลายตัวมากจนย้อยลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลมหายใจเข้าไม่สามารถไหลผ่านลงสู่หลอดลมและปอดได้โดยสะดวก กระแสลมหายใจที่ถูกปิดกั้นไหลผ่านในลำคอไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อน จนเกิดการสั่นมากกว่าปกติ ผลก็คือมีเสียงกรนตามมา ยิ่งการอุดกั้นมากเพียงใดเสียงกรนก็จะดังมากขึ้นเท่านั้น จนที่สุดการปิดกั้นนี้มากถึงอุดตันทางเดินหายใจจนหมด ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยสมบูรณ์

สาเหตุของการนอนกรน
อายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะหย่อนยานลง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจได้ง่าย
เพศชาย มีโอกาสนอนกรนมากกว่าเพศหญิงเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเพศหญิงมีโอกาสเป็นเท่ากับผู้ชาย
โรคอ้วน มีไขมันส่วนเกินไปสะสมในช่วงคอ เบียดช่องหายใจให้แคบลง
ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลในการลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ขยายช่องหายใจ
การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้ช่องคอระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทางเดินหายใจจึงตีบแคบลง เกิดการอุดตันนอนกรนได้ง่าย
อาการคัดจมูกเรื้อรัง เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรือเนื้องอกในจมูก
กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคนอนกรนมากกว่าคนปกติ
ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางร่นไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว กระดูกโหนกแก้มแบน
โรคที่มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) ทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
ชนิดความผิดปกติในการนอนกรน
ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย (simple snoring) คนที่นอนกรนชนิดนี้มักจะมีเสียงกรนสม่ำเสมอ ไม่มีหายใจสะดุด หรือเสียงฮุบอากาศ เสียงกรนมักดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย ความดังของเสียงกรนจึงไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ เนื่องจากการกรนชนิดนี้ไม่มีภาวะขาดอากาศร่วมด้วย จึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก เว้นแต่ทำให้รบกวนคู่นอนได้
ชนิดที่เป็นอันตราย (snoring with obstructive sleep apnea) คนที่นอนกรนภาวะนี้มักจะกรนเสียงดังและมีอาการคล้ายสำลัก หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ใช้เวลานอน 7- 8 ชม.แล้ว กลางวันบางคนอาจมีอาการง่วงนอน หลงลืม ไม่มีสมาธิ หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลงซึ่งการนอนกรนชนิดนี้อาจนําไปสู่การหยุดหายใจขณะหลับได้
โรคนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ Obstructive Sleep Apnea (OSA)
โรคนอนกรนและหยุดหายใจเกิดขึ้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น เพราะสมองกําลังพักผ่อนทําให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ทํางานน้อยลง ท่อทางเดินหายใจส่วนต้นก็จะฟีบเข้าหากันเหมือนการดูดหลอดกาแฟ ทําให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ เนื่องจากขาดอากาศหายใจจึงต้องพยายามหายใจแรงขึ้น เพื่อเปิดทางเดินหายใจนี้เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นบ่อยๆ ทําให้หลับไม่ลึกและรู้สึกง่วงนอนตอนกลางวัน เพลีย และไม่สดชื่นเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา เช่น ประสิทธิภาพการทํางานลดลง
ความจําไม่ดี หงุดหงิดง่าย ง่วง หลับใน และหากทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่ได้รักษาอาจนําไปสู่
โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคซึมเศร้า อ่านเพิ่มเติม

ก่อนหมดตัว อันตรายมากก่อนจะรู้ก็สายไปเเล้ว ลดเสี่ยง เลี่ยง โรคไต

รู้หรือไม่ว่า !! การรักษา โรคไต ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก โดยจะต้องฟอกเลือดด้วยไตเทียมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องไปตลอดไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้ ยังไม่รวมยาฉีดสร้างเม็ดเลือดแดง (Erythropoetrin) ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง
หากผู้ป่วยใช้วิธีการรักษาโดยการล้างไตทางช่องท้องก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนหลักหมื่น ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ขณะที่วิธีการผ่าตัดเปลี่ยนไตต้องใช้เงินในการผ่าตัด หลักแสนบาท ไม่รวมการรักษาด้วยยากดภูมิต้านทานที่ต้องรับทานจ่ายเป็นรายเดือนอีก เมื่อรู้เช่นนี้ แล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือ การเริ่มต้นดูแลตนเองตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินไป
สถานการณ์ผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกปีมีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 10-17 โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิด โรคไต คือ ผู้ที่มีประวัติโรคไตในครอบครัว เบาหวาน ซึ่ง เบาหวานถือว่าเป็นต้นเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด นอกจากนั้น ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกได้แก่ ความดันโลหิตสูง การรับประทานยาแก้ปวดเวลานาน โรคแพ้ภูมิตัวเอง รวมทั้งการรับประทานอาหารรสเค็มจัด

รู้ “ไต” ตัวเอง
“ไต” เป็นส่วนหนึ่งของทางเดินปัสสาวะซึ่งมีหน้าที่สร้างปัสสาวะ โดยทางเดินปัสสาวะประกอบด้วยส่วนต่างๆ 4 ส่วน คือ
ไต
ท่อไต
กระเพาะปัสสาวะ
ท่อปัสสาวะ
ไต เป็นอวัยวะที่ผลิตปัสสาวะจากการกรองเอาของเสีย น้ำและเกลือแร่ส่วนเกินจากเลือดที่ไหลผ่านไต ปัสสาวะเมื่อผลิตจากไตแล้วจะผ่านมาทางท่อไตไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เมื่อใดปริมาณปัสสาวะที่เก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะมากพอ ตัวเราก็จะรู้สึกปวดปัสสาวะ และเมื่อถึงเวลาที่เราต้องการปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะจะเริ่มบีบตัวและหูรูดของกระเพาะปัสสาวะก็จะเปิดออก ทำให้ปัสสาวะไหลผ่านท่อปัสสาวะออกสู่ภายนอก นั่นเอง

หน้าที่สำคัญของไต
คือ สร้างปัสสาวะซึ่งจะช่วยขับของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ ออกจากร่างกาย และช่วยในการรักษาความปกติของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย นอกจากนี้แล้ว ไตยังมีหน้าที่ในการสร้างสารที่ควบคุมความดันโลหิต และสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้นเมื่อใดไตของคุณทำงานน้อย จึงลงมักเกิดปัญหาความดันโลหิตสูงและโลหิตจางร่วมด้วย
จากพฤติกรรมการรับประทานอาหารของประชาชนในประเทศไทยพบว่ามีการบริโภคอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านและส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในส่วนผสมมีแป้ง ไขมัน น้ำตาลและเกลือ จนเกิดเป็นปัญหาโรคแทรกซ้อนตามมา ซึ่งทำให้เสี่ยงเป็นโรคไตได้
6 อาการหลักของคน “ไต” ไม่ดี
1. บวม ในระยะแรกอาจมีเพียงการบวมที่หนังตา และหน้า ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง หากลองใช้นิ้ว นิ้วกดที่หน้าแข้ง ไว้สักพัก แล้วปล่อยจะมีรอยบุ๋มอยู่แสดงว่าบวมแน่น อาการบวมเช่นนี้เกิดจากการมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในร่างกาย อาจเป็นข้อบ่งชี้โรคไต ร่วมถึงโรคหัวใจ และโรคตับ ดังนั้นถ้ามีการบวมทั้งตัวความรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเช็ค
2. ปัสสาวะมีสีเลือด และมีฟองมาก เมื่อใดปัสสาวะที่ออกมามีสีออกแดง มีเลือดออกจากทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นฟองมาก เพราะมี albumin หรือโปรตีนออกมามาก ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดจากโรคต่างๆ ได้หลายชนิด ไม่เฉพาะเส้นเลือดฝอยของไตอักเสบ แต่ยังมีโรค นิ่ว เนื้องอกของทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ อุบัติเหตุกับทางเดินปัสสาวะ อ่านเพิ่มเติม

เเต่ยังไม่สามารถจัดการ ผิวพรรณ ได้ ใครว่าอายุ 30 เเล้ว

สาวๆ เมื่อก้าวสู่เลข 3 ทั้งริ้วรอย ร่องลึก ผิวเหี่ยวย่นตีนกา ผิวพรรณ ดูไม่ชุ่มชื่น ผิวบริเวณรอบดวงตาคล้ำเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้บางคนถึงกับคิดไม่ตกกับปัญหาผิวพรรณที่แลดูแก่ก่อนวัย บางคนเจอเพียง 1 อย่าง แต่บางคนมาเต็ม ครบทั้งเรื่องริ้วรอย ร่องลึก ผิวเหี่ยวย่น ตีนกา ผิวพรรณ ดูไม่ชุ่มชื่น รวมถึงผิวบริเวณรอบดวงตาคล้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนประกอบกันเป็นปัญหาผิวพรรณที่ทำให้สาวๆ ดูแก่ก่อนวัย ยิ่งวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดด้วยแล้ว ประกอบกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ รับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ กินผิด กินไม่ครบ 5 หมู่ แถมต้องเข้าๆ ออกๆ ห้องแอร์ ผจญมลภาวะยามเช้าก่อนจะถึงที่หมาย สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้สาวๆ มีสภาพผิวแก่ก่อนวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สาวๆ ต้องทำอย่างไรถึงไม่แก่ก่อนวัย?
สิ่งสำคัญ คือ การหาตัวช่วยที่ให้ผิวเราคงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด เริ่มจากการเติม “คอลลาเจน” จริงๆ แล้วคอลลาเจนเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวของเรา ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่น แต่เมื่อใดก็ตามที่อายุเราก้าวเข้าสู่เลข 3 คอลลาเจนที่เคยมีอยู่ก็จะค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ด้วยเหตุนี้ผิวของเราจึงมีรอยเหี่ยวย่น ไม่เต่งตึงดังเช่นช่วงสาวๆ แนะนำให้รับประทานอาหาร หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื่น และเติมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย เช่น แตงกวา ว่านหางจระเข้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวบริเวณนี้ สามารถนำมารับประทาน หรือนำมามาร์คหน้าเพื่อบำรุงผิวพรรณ ช่วยในการคงสภาพความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณไว้ให้นานที่สุด อ่านเพิ่มเติม

ท้องอยู่ขึ้น เครื่องบิน ได้หรือไม่ !! เเม่เเม่จะไปไหนเเต่ว่า..

เมื่อพบว่าตนเองกลายเป็นคุณแม่มือใหม่ แต่ยังคงติดภารกิจต้องเดินทางไม่ว่าด้วยเรื่องของงานหรือการท่องเที่ยวโดย เครื่องบิน  คุณแม่ควรทำอย่างไร?
โดยปกติสตรีตั้งครรภ์สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ตลอดจนอายุครรภ์ประมาณ 26-27 สัปดาห์ หากคุณแม่มีอายุครรภ์ในช่วง 28-36 สัปดาห์ จะต้องมีใบรับรองแพทย์ติดตัวไปด้วย และหลังจากอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ ไปไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะมีความเสี่ยง อาจเพิ่มโอกาสกระตุ้นให้เกิดการคลอดสิ่งที่ควรคำนึงถึง คือคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ในภาวะเสี่ยงอยู่หรือไม่ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ ปากมดลูกหย่อน มีประวัติการแท้ง หรือแท้งคุกคามบ่อยๆ หากมีข้อควรระวัง คุณแม่ไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบินโดยไม่จำเป็น
การเข้าเครื่องสแกนก่อนขึ้นเครื่องบิน เป็นอันตรายกับการตั้งครรภ์หรือไม่? อ่านเพิ่มเติม

ความหัศจรรย์ของ ตับ อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย

การศึกษาค้นคว้าของมหาวิทยาลัยไอโอว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยมีการพูดถึงเรื่องการเกิดใหม่ของ ตับ ว่า นอกจากตับจะเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายแล้ว ยังเป็นอวัยวะเพียงชิ้นเดียวที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลาย หรือเสียหายไปได้ แต่การงอกใหม่นี้ไม่ได้เกิดได้กับทุกกรณี มีการอธิบายไว้ว่า แม้ว่าเซลล์ของตับส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะที่หยุดแบ่งตัวแล้ว แต่จะมีแค่ประมาณ 1 ใน 20,000 เซลล์เท่านั้นที่อยู่ในระยะแบ่งตัว โดยปกติแล้วเซลล์ตับจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 5 เดือน นั่นหมายความว่าเมื่อตับได้รับอันตรายทำให้เซลล์ตาย หรือเนื้อตับถูกตัดออกไป เซลล์ตับก็จะสามารถแบ่งตัวกลับมาทำให้ตับมีขนาดเท่าเดิมได้ แต่ทั้งนี้ การจะแบ่งตัวได้ก็จะต้องได้รับสารกระตุ้น (Hepatocycle Growth Factor) ที่มาจากเลือด อ่านเพิ่มเติม

การผ่าตัดไส้ติ่ง คืออะไร?

การ ผ่าตัดไส้ติ่ง คืออะไร?
เป็นการผ่าตัดเพื่อนำไส้ติ่งที่มีการอักเสบออกไป ซึ่งเกิดจากการอุดตันของสิ่งตกค้างบริเวณไส้ติ่ง หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรงบริเวณรอบสะดือลงมาถึงท้องด้านล่างขวา อาจมีอาการอื่นๆ เช่น มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
หากเกิดไส้ติ่งแตก จะทำให้มีการติดเชื้อในสู่กระแสเลือดตามมา และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การผ่าตัดในกรณีที่ไส้ติ่งแตกแล้ว มีโอกาสเกิดแผลติดเชื้อสูง
การปฏิบัติตัวหลัง ผ่าตัดไส้ติ่ง
1.กระตุ้นการลุกจากเตียงหลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น
2.งดอาหารและน้ำหลังผ่าตัดวันแรก จนกว่าจะมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ จากนั้นแพทย์จะให้เริ่มจิบน้ำ ถ้าไม่มีอาการท้องอืด จะเริ่มให้อาหารเหลว อาหารอ่อนและอาหารธรรมดาตามลำดับ
3.พยายามหายใจเข้า-ออก ลึกๆและไอถูกวิธี
4.ห้ามเกาแผลหรือกระทบกระเทือนแผล เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง ได้
5.เวลาไอ ใช้มือประคองแผล ป้องกันแผลแยกและลดความเจ็บปวดแผลได้
6.การรักษาความสะอาดของร่างกายโดยการเช็ดตัว ห้ามให้แผลเปียก หากแผลเปียกน้ำควรเปลี่ยนผ้าปิดแผลทันที
7.การรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์
8.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
9.ป้องกันไม่ให้มีอาการท้องผูก
10.พักผ่อนให้เพียงพอ
11.มาตรวจตามแพทย์นัด อ่านเพิ่มเติม

ยาแก้ปวด ไมเกรน เออร์กอต ยารักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน ออกฤทธิ์รักษาอาการปวดศีรษะ

เออร์กอต (Ergot) เป็นยารักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน ออกฤทธิ์รักษาอาการปวดศีรษะ เพราะเมื่อเส้นเลือดขยายตัว สมองของคนที่เป็นไมเกรนจะมีการรับรู้ความรู้สึกปวดมากกว่าคนอื่น เมื่อรับประทานยาเข้าไป ตัวยาจะออกฤทธิ์ในการรักษาอาการปวดศีรษะ โดยการกระตุ้นตัวรับของสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติ เกิดการหดตัวลง และทำให้อาการปวดศีรษะหายไปในที่สุด
รับประทานอย่างไร ให้ถูกต้อง
เนื่องจากยาตัวนี้ทำให้หลอดเลือดหดตัว ผู้เป็นไมเกรนควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเออร์กอต ต้องใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันทุกวัน และไม่ควรเกิน 5-6 เม็ดต่อวัน โดยปกติอาการปวดศีรษะไมเกรนทั่วไปจะปวดไม่เกิน 3 วัน ถ้าเกินกว่านี้ควรมาพบแพทย์ การรับประทานยาเออร์กอตในปริมาณที่มากไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น รวมทั้งมีอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ปลายมือปลายเท้าเย็น ชารอบปาก และยังทำปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นๆ หรือที่เรียกว่า “ยาตีกัน” ที่ส่งผลเสริมฤทธิ์ยานั้นๆ ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น จนเกิดผลเสียมากขึ้นตามไปด้วย
ไม่ควร รับประทานยาเออร์กอต (Ergot) ร่วมกับกลุ่มยาเหล่านี้
Protease inhibitor หรือ ยาต้านไวรัสเอชไอวี เช่น lopinavir, Ritonavir
ยากลุ่มฆ่าเชื้อรา ชนิดรับประทาน เช่น Ketoconazole
ยาฆ่าเชื้อในกลุ่ม Macrolide เช่น Clarithromycin
ยาลดความดันบางชนิด เช่น Diltiazem อ่านเพิ่มเติม

โรคที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่วัยกลางคนหน้า กระตุกครึ่งซีก (HEMIFACIAL SPASM)

หน้า กระตุกครึ่งซีก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่วัยกลางคน พบได้ทั้งเพศชาย และหญิงในอัตราเท่าๆ กัน เกิดขึ้นจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อใบหน้า ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าผาก กล้ามเนื้อรอบดวงตา กล้ามเนื้อบริเวณแก้ม และกล้ามเนื้อบริเวณคาง

สาเหตุหลักของหน้ากระตุกครึ่งซีก
กลุ่มที่มีรอยโรค ซึ่งรอยโรคเหล่านี้จะอยู่ที่ก้านสมอง อาจเป็นเนื้องอก หรือมีการอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ อาจมีเรื่องของอุบัติเหตุ ที่ทำให้มีเส้นเลือดตีบ หรือเส้นเลือดแตกในสมอง ส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทเหล่านี้
มีความเชื่อกันว่า เกิดจากมีหลอดเลือดแดงที่ไปพาดผ่าน และมีการกระตุ้นเส้นประสาทเฟเชียล (Facial Nerve) ทำให้เส้นประสาทจุดนี้ทำหน้าที่ผิดปกติ ส่งผลต่อสัญญาณประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อผิดปกติไป จึงเกิดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าขึ้น อ่านเพิ่มเติม

จากกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการเสียบหูฟังเพลงไปพร้อมกับขณะที่ชาร์จ แบตเตอรี่ โทรศัพท์มือถือ จะส่งผลกระทบต่อสมอง หรือระบบประสาทหรือไม่ และหากเกิดไฟฟ้าช็อต จะเป็นอันตรายอย่างไร
ในปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคลื่นจากโทรศัพท์มือถือมีอันตรายหรือไม่ และจากงานวิจัยที่ออกมาให้เห็นนั้นมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากมือถือส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง หรือเนื้องอกในสมองได้ ดังนั้น สิ่งที่อยากแนะนำให้ยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน คือ

หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะที่ตัวเปียก
ขณะหลับควรนำโทรศัพท์มือถือออกห่างตัว
ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะชาร์จ เพราะหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านร่างกายเข้าสู่สมองได้โดยตรง

โดยปกติแล้วหากเกิดปัญหาเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างที่เราทราบข่าวกันมา ถ้าเราใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร อาจส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นเกิดการระเบิด หรือไฟฟ้ารั่ว ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือและมีการเสียบสายหูฟังร่วมด้วยก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่า สายหูฟังนั้นจะเป็นตัวนำส่งและรับสัญญาณไฟฟ้าที่รั่วเข้าสู่หู ซึ่งหูของคนเราเชื่อมต่อกับสมองโดยตรง ทำให้เพิ่มความรุนแรงในการบาดเจ็บขึ้นได้ อ่านเพิ่มเติม

มะเร็งกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่เราอยากเตือนคุณ

มะเร็งกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่เราอยากเตือนคุณ
มะเร็งกระเพาะอาหารนั้น ระยะเริ่มแรกมักไม่ค่อยแสดงอาการออกมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะร้ายแรง ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง และค่าใช้จ่ายในรักษาก็สูงตามเช่นกัน
ความเสี่ยง
1. การทานอาหารสจัด เผ็ดมาก เค็มมาก ของหมักดอง
2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ (BMI) หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วน
3. ผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป
4. มีญาติหรือครอบครัวใกล้ชิดเคยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
5. มะเร็งกระเพาะอาหารมักเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
6. ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น
7. ผู้ที่สูบบุหรี่
8. ผู้ติดเชื้อแบคทีเรีย H.Pylori
9. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
10. ผู้ที่เคยรับการผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน อ่านเพิ่มเติม