ลดไขมันได้โดยไม่สลายกล้ามเนื้อ

ลดน้ำหนัก ลดไขมัน กระชับรูปร่างให้ถูกวิธี ต้องลดสลายที่มวลไขมัน และรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ เพื่อช่วยในการเผาผลาญ แล้วจะ ลดไขมัน อย่างไรให้ตรงจุดโดยไม่ให้กล้ามเนื้อสลายไป

อย่างที่เคยเล่าไปในหลายๆเนื้อหา ว่าการที่จะลดน้ำหนัก และไขมันส่วนเกินได้นั้นจะต้องลดสลายที่ตัวมวลไขมันเป็นหลักและรักษามวลกล้ามเนื้อไว้เพื่อเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญพลังงาน แต่ความจริงคือ ขณะที่เราลดน้ำหนักนั้นร่างกายจะเผาผลาญทั้ง พลังงาน ไขมันส่วนเกิน น้ำและกล้ามเนื้อ ไปพร้อมๆกัน มากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสารอาหาร พลังงานที่ได้รับ กิจกรรมการออกกำลังกาย และการพักผ่อน โดยโภชนาการ และการออกกำลังกาย มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะทำให้เรารักษากล้ามเนื้อไว้ในขณะที่ ลดไขมัน ส่วนเกินออกไปได้

ลดรายรับเพิ่มรายจ่าย หลักกการการเผาผลาญพลังงานแบบง่ายๆ

  • การจะลดไขมันได้นั้น จะต้องทำให้ร่างกายรับพลังงานน้อยกว่าที่ใช้ออกไป เพื่อให้ร่างกายเรียนรู้ที่จะเอาไขมันสะสมมาใช้ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับระบบการเงินของเราๆท่านๆนั้นหล่ะคือ
  • พลังงานและสารอาหารที่เราทานทุกมื้อคือ รายรับประจำ (ใครทำฝิ่นหลายมื้อก็ได้เยอะหน่อย)
  • การใช้พลังงานของระบบต่างๆภายในร่างกายและการออกกำลังกายคือ รายจ่าย (นอนเฉยๆรายจ่ายก็น้อยแต่ยังไงก็จ่าย)
  • ไขมันสะสมคือ เงินเก็บที่เหลือใช้จากรายจ่าย (รับมากจ่ายน้อยใช้น้อยก็เหลือเก็บเยอะ)

เมื่อเปรียบเทียบแบบนี้เราก็จะเห็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนขึ้น และผอมลงอย่างชัดเจน

  • รายรับ > รายจ่าย = เงินเหลือเก็บแถมดอกผลเลยเยอะ = อ้วนขึ้น
  • รายรับน้อย (=) รายจ่ายก็น้อย = เงินเหลือเก็บเท่าเดิม = น้ำหนักไม่ลง
  • รายรับมาก (=) รายจ่ายก็มาก = เงินเหลือเก็บเท่าเดิม = น้ำหนักไม่ลง
  • รายรับ < รายจ่าย = ค่อยๆควักเงินเก็บมาใช้ = ค่อยๆผอมลง
  • รายรับ < เพิ่มรายจ่ายแบบสุดๆ = ทุบกระปุกเอาเงินเก็บมาใช้อย่างเร็ว = ผอมแต่ย้วย

ดังนั้นการที่เราจะผลาญเงินเก็บสะสมของเราให้ลดลงได้อย่างช้าๆ คือ จะต้องทำให้รายรับน้อยลงเล็กน้อยและเพิ่มรายจ่ายขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นเอง

แหล่งและชนิดของพลังงานในร่างกาย

เมื่อทราบถึงหลักการว่าจะเอาไขมันออกได้อย่างไรแล้ว สิ่งที่จะต้องเรียนรู้อีกอย่างคือ ร่างกายนั้นได้รับและเก็บพลังงานอย่างไร โดยร่างกายนั้นจะมีแหล่งพลังงานอยู่ 2 แหล่งและจะใช้ในเวลาที่ต่างกัน ได้แก่

Dietary Fuel

แหล่งพลังงานรายวันพร้อมใช้ เหมือนร้านสะดวกซื้อที่เรียกว่า Dietary Fuel เจ้าพลังงานพร้อมใช้นี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือเป็นต้นตอของพลังงานที่กล้ามเนื้อต้องใช้โดยตรง ฟอสฟาเจนที่เก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเมื่อคิดเป็นพลังงานจะได้ 5.7-6.9 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อย สามารถนำมาใช้ในการออกกำลังกายอย่างหนักได้เพียง 10 วินาทีเท่านั้น เช่นการวิ่งเร็ว 100 เมตร แต่ข้อดีคือร่างกายสามารถนนำพลังงานมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว อีกส่วนนึงคือ Glycogen (ไกลโคเจน) เป็นแหล่งพลังงานที่กล้ามเนื้อและตับสะสมไว้ โดยคิดเป็นพลังงานรวมกันประมาณ 2000 แคลอรี่ (มากน้อยขึ้นอยู่กับ เพศ วัย น้ำหนัก ส่วนสูง และ พันธุกรรม) พลังงานพร้อมใช้ Dietary Fuel นั้นจะได้จากสารอาหารที่เราทานเข้าไปในแต่ละวันซึ่งได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมันและ โปรตีน และจะเก็บมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการใช้ชีวิตของแต่ละคน โดยขั้นตอนการดึงสารอาหารมาเป็นพลังงานนั้นร่างกายจะเริ่มจากการใช้ ATP-PC ตามด้วย Glycogen (ไกลโคเจน) และ Body Fuel ตามลำดับ

Body Fuel

แหล่งพลังงานสะสมแหรือแหล่งพลังงานสำรองที่เก็บไว้ในร่างกาย จะได้จากสารอาหารที่เหลือใช้จากการใช้งานหรือส่วนที่เหลือจาก Dietary Fuel โดยจะเก็บในรูปแบบของโปรตีนในกล้ามเนื้อและไขมัน และจะดึงออกมาใช้งานก็ต่อเมื่อพลังงานรายวันพร้อมใช้ (Dietary Fuel) หมดลง และใช้เพื่อการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อเป็นหลัก โดยขั้นตอนการดึงเอาพลังงานของกลุ่ม Body Fuel จะเริ่มจากการสลาย โปรตีนในกล้ามเนื้อ > ไขมัน ตามลำดับ

เผาผลาญอย่างไรให้โดนไขมันโดยรักษากล้ามเนื้อไว้

วิธีการที่นิยมใช้กันในการเผาผลาญไขมันโดยให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อน้อยที่สุดคือ ทำให้ร่างกายเห็นความสำคัญของกล้ามเนื้อ คือต้องใช้กล้ามเนื้อบ่อยๆ หรืออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำควบคู่กับการควบคุมปริมาณอาหารให้ได้ตามปริมาณที่เหมาะสมไม่เหลือเก็บสะสม เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายมีปริมาณพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันอย่างเพียงพอร่างกายก็จะไม่สลายโปรตีนในกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงาน

เพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสียกล้ามเนื้อมากนัก ควรจัดให้มีโปรแกรมการอกกำลังกายแบบเรงต้าน (weight training) เพิ่มปริมาณมวลกล้ามเนื้อ ควบคุ่กับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เมื่อเรามีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นนั่นหมายถึงการเผาผลาญพลังงานส่วนพร้อมใช้ ในระหว่างวันก็จะมากขึ้น เพราะทุกๆ 0.5 กิโลกรัมของมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ 40-50 kcal ต่อวันเลยทีเดียว และถ้าหากออกกำลังกายเสริมด้วย ร่างกายจะใช้พลังงานพร้อมใช้ไปจนหมดในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของการออกกำลังกายและจะดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทนหลังจากที่พลังงานส่วนแรกหมดลง เพื่อชดเชยและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ที่ใช้ขณะออกกำลังกาย

จำกัดการรับพลังงาน ไม่ควรงดคาร์โบไฮเดรตต่ำเกินไป

เรื่องโภชนาการก็ยังสำคัญพึงระลึกไว้เสมอ ว่าร่างกายต้องใช้พลังงาน ถ้าหากคนเป็นคนออกกำลังกายควรพิจารณาความหนักของการออกกำลังกายด้วย หลังจากการรับประทานอาหาร ร่างกายจะเลือกใช้พลังงานพร้อมใช้ (Dietary Fuel) ก่อน เมื่อหมดลงจึงจะปรับมาใช้พลังงานที่สะสมไว้ (Body Fuel) และเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการนี้จะปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วเราควรจัดสรรญปริมาณอาหารให้พอเหมาะพอดี ถ้าหากกิจกรรมการออกกำลังกายของคุณเป็นสายฮาร์ทคอร์ ระดับการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 75% ขึ้นไป ควรเติมอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นอาจมีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตได้ถึง 60-70% เลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนที่ออกกำลังกายปรกติ สูตรยอดนิยมในการจัดอาหาร คือ

  • คาร์โบไฮเดรต 40% (1-2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม )
  • โปรตีน30% (2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ( ขึ้นอยู่กับกิจกรรมการออกกำลังกายด้วย )
  • และไขมัน 30% (ต้องเป็นไขมันดี กลุ่ม Monounsaturated Fat )

ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการออกกำลังกายในระดับทั่วๆไป

คาร์ดิโอแบบ Low Intensity ได้ผลตรงจุด

การออกกำลังกายที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานที่ต้องทำควบคู่กับการ ออกกำลังกายแบบแรงต้านคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือการคาร์ดิโอ โดยทั่วไปร่างกายจะใช้พลังงานจากไขมันส่วนเกินในระหว่างพักหรือการออกกำลังกายที่ความหนักเบาถึงปานกลาง (60-75%ของMHR) ที่ทำติดต่อกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานึง แต่เมื่อไหร่ที่การออกกำลังหนักขึ้นใช้แรงมากขึ้นร่างกายจะดึงพลังงานจาก Glycogen (ไกลโคเจน) มาใช้มากกว่า เช่นที่ระดับ 90% ของ MHR ก็จะใช้พลังงานจาก Glycogenในสัดส่วนถึง 70% เลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายที่หนักจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า แต่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทนทานกับการออกกำลังกายหนักๆต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ และการที่เราใช้ Glycogen (ไกลโคเจน) ในการเล่นแบบหนักๆนานๆ จะทำให้กรดแลคติคคั่งอยู่ในกล้ามเนื้อมาก การหดตัวของกล้ามเนื้อก็จะถูกยับยั้ง จึงทำให้เกิดการเมื่อยล้าตามมา เมื่อเปรียบเทียบแล้ว คนที่ต้องการลดไขมันควรออกกำลังกายแบบเบาถึงปานกลางและใช้เวลาในการออกกำลังกายให้นาน จะช่วยเผาผลาญพลังงานจากไขมันส่วนเกินได้มากว่า

ข้อควรระวัง

ไม่ควรลดอาหารมากๆแล้วไปออกกำลังกายคาร์ดิโอหนักๆ หรือฝึกหนักๆในขณะที่ท้องว่าง เพราะผลที่ได้รับคือร่างกายจะสลายไขมันไปแค่บางส่วน แต่จะยังเก็บรักษามวลไขมันไว้ (skiny fat) จึงทำให้รูปร่างดูไม่ฟิต ไม่เฟิร์ม หย่อนยาน ด้วยเหตุนี้ผู้รู้หลายๆท่านจึงแนะนำให้ทานอาหารประเภทแป้งในมื้อก่อนออกกำลังกาย และ ให้จัดวางโปรแกรม weight training ไว้ก่อนการคาร์ดิโอเสมอ เพื่อให้เราใช้พลังงานพร้อมใช้ให้หมดไปให้ได้มากที่สุด ในขณะที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อไว้ และ ใช้การคาร์ดิโอเบาๆตามอย่างน้อย 30-40 นาทีเพื่อเผาผลาญไขมันสะสม

 

กินคาร์โบไฮเดรตเยอะทำให้อ้วนจริงเหรอ

คาร์โบไฮเดรต แหล่งพลังงานสำคัญต่อการดำรงค์ชีวิต แต่การทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็นสามารถทำให้เราอ้วนขึ้นได้ เราจึงต้องรู้ที่มาและวางแผนการทานให้ถูกต้อง

อย่างที่เราเคยเรียนกันมาสมัยเด็กๆ อาหารหมู่สองจากอาหาร 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกายคือ คาร์โบไฮเดรต หรือเรียกสั้นๆย่อๆว่า “คาร์บ”

คาร์บเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย มีอยู่ในอาหารจำพวก ข้าว เมล็ดพืช ผลไม้ ผัก พืชหัว เครื่องปรุงที่มีรสหวาน นอกจากนี้การการผลิตอาหารเกือบทุกชนิด จะมีน้ำตาลอยู่ ซึ่งน้ำตาลก็มากจากอ้อย หรือ น้ำหวานของพืชนั่นเอง เรียกได้ว่าเราทานคาร์บกันตลอดแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมจะให้พลังงานแก่ ร่างกายประมาณ 4 kcal

ทำไมร่างกายของเราจึงต้องการคาร์โบไฮเดรต
ร่างกายคนเราใช้พลังงานจากสองแหล่งใหญ่คือ พลังงานจากไขมัน และ พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญแหล่งใหญ่ของร่ายกายเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมและการขับเคลื่อนระบบอวัยวะต่างๆ สมอง หัวใจ ระบบการหายใจ ให้ทำงานและดำรงค์ชีวิตอยู่ได้นั่นเอง

กินคาร์โบไฮเดรตเยอะๆแล้วทำให้อ้วนจริงเหรอ?
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจหลักการของการย่อยคาร์บมาเป็นพลังงานเสียก่อน เมื่อร่างกายได้คาร์บเข้าไปไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด จะข้าว น้ำตาล แป้ง ขนมปัง ผลไม้ ผัก คาร์บเหล่านี้จะถูกย่อยเป็นโมเลกุลที่เล็กลง คือกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดียวหรือที่เรียกว่า กรูโคส และจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด กระจายไปตามเซลต่างๆและนำไปใช้เป็นพลังงานของระบบอวัยวะต่างๆในร่างกาย

จากนั้นส่วนที่เหลือจะถูกลำเลียงนำไปเก็บเอาไว้ในตับและกล้ามเนื้อ หรือ ที่เรียกว่า “ไกลโคเจน” ส่วนที่เหลือจากเก็บในกล้ามเนื้อและตับ (ไกลโคเจน) อีกส่วนที่เหลือจากเก็บจะถูกตับแปรสภาพกักเก็บไว้เป็นพลังงานสำรองในรูปแบบของไขมัน ซึ่งไขมันเหล่านี้จะค่อยๆสะสมพอกพูนขึ้นใต้ชั้นผิวหนังและตามอวัยวะภายในต่างๆ เราจึงค่อยๆอ้วนขึ้น เพราะอย่าลืมว่าทุกครั้งที่ร่างกายใช้พลังงาน ร่างกายจะใช้พลังงานจากอาหารที่ทานเข้าไปก่อน จากนั้น มาใช้พลังงานไกลโคเจน เมื่อทั้งสองแหล่งนี้หมดลงจึงจะดึงไขมันสะสมมาใช้ ตามลำดับ

นอกจากนี้อีกเหตุผลนึงที่ทำให้คาร์บเป็นตัวการของความอ้วนคือ การทานคาร์บที่ย่อยไว อย่างแป้งขาว ขนมปัง น้ำตาล ขนมหวาน น้ำอัดลมในปริมาณมากเกินไป คาร์บเหล่านี้เป็นคาร์บที่ร่างกายดูซึมได้ง่ายเมื่อดูดซึมง่ายก็จะทำให้มีน้ำตาล(กลูโคส)อยู่ในกระแสเลือดมาก

เมื่อมีน้ำตาลมากขนาดนั้น ร่างกายจะส่งสัญญาณไปที่ตับอ่อนให้เพิ่มระดับอินซูลินขึ้นแพื่อลดระดับน้ำตาลเลือด โดยการเร่งนำพลังงานไปใช้ในระบบ เก็บเป็นไกลโคเจน แต่ด้วยกลูโคสมีจำนวนมากและปริมาณกล้ามเนื้อมีจำนวนจำกัดหรือไม่สามารถกักเก็บได้ทัน จึงนำไปเก็บไว้ในรูปไขมันสะสมที่ทำได้ง่ายและไม่มีพื้นที่จำกัดแทน

กรณีที่จะทำให้ได้รับคาร์บมากเกินไป
ทานคาร์บรวมต่อวันมากเกินไป
การทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินกว่าการนำไปใช้และการเก็บในแต่ละวัน ทำให้มีส่วนของพลังงานเหลืออยู่มาก พื้นที่ในการจัดเก็บไกลโคเจนก็มีจำนวนจำกัด เมื่อเป็นเช่นนี้พลังงานส่วนที่เหลือจึงแปรสภาพเป็นไขมันสะสม

ทานเยอะเกินไปในคราวเดียว
การทานมื้อหนัก หรือการทานคาร์บที่ย่อยเร็วครั้งละมากๆจะทำให้ร่างกายไม่สามารถกักเก็บพลังงานได้ทัน ทั้งที่ยังมีพื้นที่ในกล้ามเนื้อว่างอยู่ ร่างกายจึงเลือกที่ลดปริมาณน้ำตาลโดยการจัดเก็บในรูปแบบของไขมันที่ง่ายและเร็วกว่า

ไม่ทานคาร์โบไฮเดรตเลยได้ไหม
เมื่อมาถึงตรงนี้หลายคนคงขยาดกลัวกับการทานแป้งไปเลย พาลจะบอกเลิกตัดขาดการทานคาร์บไป ซึ่งมีหลายทฤษฎีลดน้ำหนักที่ใช้วิธีการพร่องแป้ง หรือการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในระดับต่ำ อย่าง ทฤษฎี Atkins และ Ketogenic (จะมานำเสนอในคราวต่อไป)

ซึ่งสามารถลดปริมาณไขมันได้จริง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะการที่ลดปริมาณคาร์บให้ต่ำมากๆ จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารกลุ่ม วิตามินบี และด้วยที่คาร์บเป็นพลังงานหลักในการดำรงค์ชีวิต การลดคาร์บให้ต่ำจำเป็นจะต้องเพิ่มพลังงานให้ร่างกายจากส่วนอื่นแทนโดยการเพิ่มปริมาณการทานไขมันและเนื้อสัตว์ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับไขมันไขมันอิ่มตัวและคอเรสเตอรอล ที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตได้

นอกจากนี้เมื่อเราตัดคาร์บปริมาณน้ำตาลในเลือดของเราจะต่ำลง ปริมาณพลังงานคาร์บไม่เพียงพอทำให้การเผาผลาญไขมันไม่สมบูรณ์ ทำให้ไขมันก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารประเภท ketone ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ตับ มีผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน

ในกรณีที่อดอาหารอย่างอื่นร่วมด้วยร่างกายจะลดการเผาผลาญไขมันลง พร้อมกลับค่อยๆย่อยสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาแทน เมื่อกล้ามเนื้อน้อยจะทำให้เมื่อกลับมาทานคาร์โบไฮเดรตเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เกิดไขมันสะสมได้ไวกว่าปรกติ หรือเกิดภาวะโยโย่เอฟเฟกนั่นเอง

ทานคาร์โบไฮเดรตอย่างฉลาดไม่มีอ้วน
ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลจึงทำให้เราต้องเลือกวิธีการทานคาร์บอย่างฉลาด คือในแต่ละวันจะต้องกำหนดปริมาณการทานคาร์บให้พอเหมาะกับความต้องการ คือประมาณ 40% ของปริมาณพลังงานรวมที่ต้องใช้ต่อวัน และควรเลือกทานคาร์บเชิงซ้อนจำพวก ข้าวแป้งไม่ขัดสี ธัญพืช ที่ย่อยและดูดซึมได้ช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆขึ้นอย่างช้าๆ มีเวลาในการจัดเก็บพลังงานไกลโคเจนได้ทัน

นอกจากนี้การเลือกเวลาในการทานคาร์บก็สำคัญ ควรเลือกทานคาร์บในมื้อก่อนที่จะต้องใช้พลังงาน เช่นมื้อเช้า หรือมื้อก่อนออกกำลังกาย และลดปริมาณการทานคาร์บในมื้อดึก หรือ ช่วงก่อนเข้านอน เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานไกลโคเจน และลดการสะสมคาร์บเป็นไขมัน

สิ่งสำคัญอีกสิ่งคือ การเพิ่มพื้นที่การกักเก็บคาร์บ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยระบายไกลโคเจน ทำให้มีพื้นที่ในกล้ามเนื้อเหลือพอที่จะกักเก็บ และการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เมื่อมีกล้ามเนื้อมากก็สามารถเก็บไกลโคเจนได้มาก คนที่ออกกำลังกายจึงอ้วนยากกว่าคนที่คุมอาหารเพียงอย่างเดียว

4 สูตรน้ำปั่นผลไม้ลดน้ำหนัก เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

4 สูตรน้ำปั่น ผลไม้ลดน้ำหนัก เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ณ วันนี้เป็นยุคที่ผู้คนทั้งประเทศตื่นตัว กลัวตาย หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ขณะเดียวกันในด้านของผู้ผลิต ก็ตอบสนองโดยการผลิตสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค ที่ห้อยท้ายด้วยคำว่า “เพื่อสุขภาพ” ออกมาจำหน่ายกันมากมาย หนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือ ผลไม้ลดน้ำหนัก นานายี่ห้อ ที่มีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ

การดื่มน้ำผลไม้ทำให้รู้สึกสดชื่น ดับกระหาย ส่วนคุณค่าทาง โภชนาการจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทุกคนต้องทราบ เพื่อที่จะได้จัดสรรอาหารการกินในแต่ละวันให้เป็นไปอย่างสมดุล และร่างกายได้รับประโยชน์จากอาหารที่เรากินเข้าไปมากที่สุด แต่ก่อนที่จะไปถึงคำตอบในคำถามที่ตั้งหัวข้อไว้ อยากให้ทำความรู้จักกับน้ำผลไม้ชนิดต่างๆ กันก่อน

ชนิดของน้ำผลไม้
น้ำผลไม้ที่เราซื้อมาดื่ม ทั้งที่มีขายอยู่นอกห้างและ ในห้างสรรพสินค้าซึ่งมีทั้งชนิดคั้นสด บรรจุกล่อง บรรจุขวด ฯลฯ
หลากหลายรูปแบบนั้น ความจริงแบ่งได้ เป็น ๒ ประเภทเท่านั้น คือ

๑. น้ำผลไม้สด หมายถึง น้ำผลไม้ที่คั้นสำหรับดื่มสดๆ โดยไม่เติมสารปรุง แต่งใดๆ ทั้งสิ้น อย่างเช่น น้ำส้ม หรือน้ำฝรั่ง ที่คั้นกันสดๆ หรือบรรจุขวดแช่น้ำแข็งขาย

๒. น้ำผลไม้ที่ผ่านกระบวนการ หมายถึง น้ำผลไม้ที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีการถนอมอาหาร โดยใส่สารกันบูด หรือสารปรุงแต่งอื่นๆ เพื่อยืดอายุการเก็บให้นานขึ้น ซึ่งน้ำผลไม้ประเภทนี้ก็มีหลายรูปแบบ เช่น

น้ำผลไม้ชนิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ทำจากผลไม้สดที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด เป็นต้น โดยไม่ เติมกรด หรือน้ำตาล ซึ่งน้ำผลไม้ชนิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้จะมีรสชาติใกล้เคียงน้ำผลไม้คั้นสดมากที่สุด

น้ำผลไม้ผสม น้ำผลไม้ประเภทนี้ อาจมีน้ำผลไม้ผสมอยู่มากกว่า ๑ ชนิด และส่วนใหญ่มักจะเติมน้ำตาล สารกันบูด สี และสารปรุงแต่งกลิ่นรสลงไปด้วย โดย ที่มีน้ำผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์

น้ำผลไม้ยูเอชที น้ำผลไม้ประเภทนี้ อาจผลิตจากผลไม้สด หรือน้ำผลไม้เข้มข้น (ที่ต้องมาทำให้เจือจาง) ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วบรรจุขวด หรือผนึก กล่องสุญญากาศ เพื่อให้เก็บได้นานวัน

ดื่มน้ำผลไม้ได้ประโยชน์อะไร
ในบรรดาอาหารชนิดต่างๆ ที่เรากิน ผักสด ผลไม้สด จะให้วิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิดแล้ว ถ้าหากแปรรูปมาเป็นน้ำผักหรือน้ำผลไม้ เราจะยังได้รับคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนเท่าเดิม เท่าที่ควรจะได้หรือเปล่า ไปฟังคำตอบจากนักวิชาการด้านอาหารกันค่ะ อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข ๙ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

คุณค่าของน้ำผลไม้ทั้ง ๒ ชนิด ถ้าเปรียบเทียบคุณค่าจะใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเทียบระหว่างผลไม้และน้ำผลไม้ สดๆ ผลไม้สดย่อมดีกว่าน้ำผลไม้ แน่นอน ซึ่งได้วิตามินเต็มที่ เพราะระหว่างที่คั้นผลไม้ อาจจะสัมผัสกับแสงแดด และระหว่างการเก็บจะทำให้ วิตามินและแร่ธาตุบางชนิดสูญหายไป เช่น วิตามินซี หรือวิตามินเอ เมื่อโดนแสงก็สลายไปหมด

อีกประการหนึ่ง การที่คนหันมานิยมดื่มน้ำผลไม้ สิ่งที่จะขาดไปคือใยอาหาร ซึ่งคนปัจจุบันกินผักน้อยลงมาก จึงได้ไฟเบอร์หรือใยอาหารน้อย นักโภชนาการเองเคยหวังว่า เมื่อคนกินผักน้อยหรือไม่ชอบกินผัก (จะด้วยเหตุผลว่าผักไม่อร่อย หรือขี้เกียจเคี้ยวก็ตามที) ประชาชนก็น่าจะกินผลไม้ให้มากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าแทนที่จะกินผลไม้สดๆ กลับไปกินน้ำผลไม้แทนเพราะสะดวก สบาย ไม่ต้องเคี้ยว ผลคือ ทำให้ได้ใยอาหารต่ำ

ไฟเบอร์ไม่ใช่สารอาหาร แต่เป็นไฟโตเคมีคอล เป็นสารที่อยู่ในผักและผลไม้ ซึ่งมีคุณสมบัติอมน้ำ แล้วขณะอมน้ำก็เกิดน้ำหนัก ก็เลยไหลผ่านระบบลำไส้ กระเพาะ แล้วขณะที่ไหลมันก็จะไปกวาดเอาน้ำตาล ไขมัน โคเลสเตอรอล หรือสารก่อมะเร็งออกไปจากร่างกายด้วย

ฝรั่งจึงกล่าวว่าไฟเบอร์ที่ได้จากผัก ผลไม้ เปรียบประดุจไม้กวาด ที่กวาดเอา สิ่งที่ไม่ดีออกจากร่างกาย ปัจจุบันนักวิชาการให้ความสำคัญกับเรื่องไฟเบอร์มากจริงๆ ก็พูดกันมานาน แต่ไม่เป็นข่าวมากเหมือนทุกวันนี้ และที่เป็นข่าวมากก็เพราะคนทั่วโลกกินผัก ผลไม้น้อยลงอย่างน่าตกใจโดยเฉพาะผัก เมื่อไม่กินผักไม่กินผลไม้ โรคภัยก็ตามมา เพราะฉะนั้นระยะหลังคนจึงเป็นโรคภัยไข้เจ็บกันเยอะมาก

ควรเลือกดื่มน้ำผลไม้แบบไหน

การดื่มน้ำผลไม้ให้ภาพลักษณ์ที่ดูดี (ว่าเป็นคนที่รักสุขภาพ) ขณะเดียวกันการโฆษณาหรือกล่องสวยๆ ของเครื่องดื่ม ก็มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อไม่น้อย

พูดถึงน้ำผลไม้ ขอรวมเอาน้ำสมุนไพรที่กำลังเห่อกันอย่างน้ำลูกยอ หรือน้ำผักปั่นเข้าไปด้วย สิ่งที่น่าห่วงคือการที่ผู้ขายใส่น้ำตาลจนหวานเจี๊ยบ จนแทบไม่มีกลิ่นหรือมีรสของสมุนไพรเลยจริงๆ แล้วตามความหมายของน้ำสมุนไพร คือ ต้องมีกลิ่นสมุนไพรนำหน้า ไม่ใช่กลิ่นหรือความหวานของน้ำตาลนำหน้า อาจหวานนิดหน่อยปะแล่มๆ น้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่หวานจัด น้ำตาลที่สะสมมากๆ นี่แหละ ที่จะเปลี่ยนเป็นไขมันแล้วทำให้อ้วนได้

ข้อเสียของการดื่มน้ำผลไม้ที่หวานจัด คือ เด็กๆ ที่กินหวานมากจะไม่รู้สึกหิวข้าวซึ่งเป็นอาหารหลัก ผลคือ อาจทำให้ขาดสารอาหาร ทำให้เด็กติดรสหวาน ทำให้ฟันผุ ถ้าจะดื่มน้ำผลไม้แทนการดื่มน้ำอัดลมเป็นครั้งคราว หรือวันละ ๑-๓ แก้ว เพื่อดับกระหาย เพื่อความสดชื่นก็สามารถดื่มได้ ถ้าจะให้ดีก็ควรเป็นน้ำผลไม้ที่ไม่เติมน้ำตาล แต่ถ้าจะดื่มน้ำผลไม้แทนการกินผลไม้ ไม่สนับสนุน

น้ำผลไม้ยูเอชทีเพิ่มวิตามิน
ดังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า น้ำผลไม้ที่คั้นสดๆ แล้วดื่มทันที จะให้วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินซี แต่ถ้าเป็นน้ำผลไม้ที่ผ่านกระบวนการ เช่น น้ำผลไม้บรรจุขวด หรือบรรจุกล่องประเภทยูเอชทีทั้งหลาย แน่นอนว่าวิตามินสำคัญ เช่น วิตามินซี หรือวิตามินเอ สลายไปหมดไม่มีเหลือแล้ว

รู้อย่างนี้ บรรดาผู้ผลิตน้ำผลไม้ประเภทต่างๆ จึงเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ โดยการเติมวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ลงไปเพื่อเสริมส่วนขาด (และเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายด้วย) วิตามินที่เติมลงไปในน้ำผลไม้จะ ให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน

เทคนิคการเลือก ผักสด ยังไงให้น่าทาน

ผักสด เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่เวลาที่เราซื้อผักสดถ้าหากไม่รู้วิธีการเลือกเลย อาจทำให้เราได้ผักที่ไม่อร่อยมาก็ได้ เพราะผักแต่ละชนิดมีวิธีดูที่แตกต่างกัน การที่จะได้ผักที่สด สะอาด อร่อย มี เทคนิคการเลือก ดังนี้
1.การเลือกซื้อผักเคล มองหาผักเคลที่มีสีเข้มและมีขนาดใบกลางไปจนถึงเล็ก ให้หลีกเลี่ยงต้นที่มีใบสีเหลืองหรือน้ำตาล

2.การเลือกซื้อผักคะน้า ไม่ควรเลือกที่มีก้านแก่เกินไปนัก วิธีการสังเกตผักคะน้าว่าแก่หรือไม่ให้ดูตรงรอยตัดบริเวณโคนต้น ซึ่งจะสามารถมองเห็นเส้นสีขาวเล็กๆ ซึ่งยิ่งเป็นผักที่แก่มากเท่าไหร่ เส้นที่ว่านี้ก็จะใหญ่มากขึ้นเท่านั้น 3.การเลือกซื้อกะหล่ำปลี ให้เลือกหัวที่น้ำหนักไม่เบาจนเกินไปและไม่หนักจนเกินไป ใบกรอบ ไม่เหี่ยว เลือกหัวที่มีสีเขียวใสไม่มีรอยช้ำหรือเน่าเสีย แต่หากมีรอยหนอนเจาะเพียงใบที่อยู่ข้างนอกก็ให้เด็ดออก 4. การเลือกซื้อแตงกวา  ควรเลือกผลค่อนข้างเรียว ที่ยังเขียวอยู่ เพราะลูกที่ยังเขียวคือลูกอ่อน ที่ถ้าผิวของแตงเริ่มเป็นสีขาวแสดงว่าแตงกวาเริ่มแก่แล้วและควรเลือกลูกที่ไม่ลีบจนเกินไปเพราะจะมีรสขมได้ นอกจากนี้แล้วควรเลือกลูกที่มีผิวขรุขระบ้างเพราะแสดงถึงความสดของแตงกวาส่วนผลที่กลมๆ อ้วนๆ ผิวออกขาว เนื้อจะเหนียวและมีเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ทานไม่อร่อย

5.การเลือกซื้อมะเขือ เลือกลูกที่มีขั้วติดแน่น ไม่เหี่ยว ลูกอาจจะเล็กยาวแตกต่างกันไปแล้วแต่พันธุ์ของมะเขือ ดูที่ขั้ว ถ้ามีลักษณะแบนราบติดไปกับผล ไม่ควรเลือกซื้อเพราะหมายถึงผลเริ่มจะเหี่ยวแล้ว

อาหารที่กินแล้วไม่อ้วน ต้องรู้ เลือกกินยังไงให้ไม่อ้วนได้จริง?

ความอ้วนเป็นเรื่องที่อันตรายในยุคนี้ และ การลดความอ้วน จึงกลายเป็นเรื่องที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ โดยการใส่ใจการทานอาหารเพื่อสุขภาพกันให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ โดยมีอาหารหลายชนิดที่ทานแล้วไม่ทำให้อ้วน วันนี้เราลองมาดูกันว่าข้อมูลเหล่านี้มีความจริงมากน้อยแค่ไหน

1.น้ำผลไม้
การดื่มน้ำผลไม้อาจดูเหมือนมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่น้ำผลไม้ที่ดีต่อร่างกายจริง ๆ นั้นจะต้องเป็นน้ำผลไม้ที่คั้นสดเท่านั้น โดยไม่มีการผ่านกระบวนการแปรรูปทางอาหารเลย หากผ่านกระบวนการแปรรูปทางอุตสาหกรรมมาแล้ว สารอาหารในน้ำผลไม้ก็แทบจะหายไปหมด นอกจากนี้น้ำผลยังมีปริมาณน้ำตาลสูง เมื่อดื่มแล้วไม่ทำให้รู้สึกอิ่มเหมือนกับการทานผลไม้ทั้งลูก หากดื่มบ่อย ๆ รับรองว่าน้ำหนักตัวเพิ่ม อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน และยังอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย

2.โยเกิร์ต
โยเกิร์ตกลายเป็นอาหารยอดฮิตสำหรับคนลดน้ำหนัก ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความจริงอยู่ แต่การทานโยเกิร์ตไขมัน 0 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังมีปริมาณแคลอรี่เยอะอยู่ดี เพราะผู้ผลิตจะไปเพิ่มปริมาณน้ำตาลเพื่อทดแทนความหวานมันจากส่วนของไขมันที่หายไปนั่นเอง นอกจากนี้เพื่อให้โยเกิร์ตมีรสชาติอร่อย อาจมีการเพิ่มซีเรียล ผลไม้ ถั่ว น้ำผึ้ง เป็นส่วนผสมเข้าไปเพิ่ม มันจึงไม่ต่างจากของหวานดี ๆ นี้เอง หากทานแบบนี้บ่อย ๆ รับรองว่าน้ำหนักตัวเพิ่มอย่างแน่นอน

3.ถั่วต้ม
หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยการทานถั่วต้ม เพราะคิดว่ามีปริมาณแคลอรี่ไม่มาก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ถั่วถือว่าเป็นอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่สูงเพราะมีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก โดยในถั่วลิสง 100 กรัม ให้พลังงานมากถึง 530 กิโลแคลอรี่ แต่การทานถั่วในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 1 กำมือ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีหลายอย่าง และก็ถือว่าไม่ทำให้อ้วนได้อีกด้วย ดังนั้น ทานแค่ 1 กำมือจะดีที่สุด

4.กล้วย
กล้วยเป็นผลไม้ลดน้ำหนักอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยจะเห็นได้จากสูตรลดน้ำหนักทั่วไป แต่อย่างไรก็ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากในกล้วยก็มีปริมาณน้ำตาลไม่น้อย โดยเฉพาะการกินกล้วยตาก จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณมาก ดังนั้นหากอยากลดน้ำหนักก็อย่าทานกล้วยมากจนเกินไป

5.ผลไม้อบแห้ง
การเปลี่ยนจากการทานขนมมาเป็นผลไม้อบแห้ง ก็เป็นวิธีหนึ่งลดน้ำหนักที่ดี แต่การกินมากจนเกินไปก็ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่าย อย่างไรก็ตามการทานผลไม้อบแห้ง ก็ต้องคำนึงถึงปริมาณในการทานด้วย ในผลไม้อบแห้งจะมีน้ำตาลมากกว่าการทานผลไม้สด ดังนั้นให้กินแค่แก้หิวได้เท่านั้นก็พอ

การลดน้ำหนักด้วยการใส่ใจเลือกทานอาหารที่ดี มีแคลอรี่น้อย จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควรคำนึงถึงปริมาณในการทานที่เหมาะสมด้วย หากทานมากเกินไป ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ผลไม้ลดน้ำหนัก 5 ชนิด ตัวช่วยสุดเด็ดที่สาวรักหุ่นไม่ควรพลาด

ผลไม้ลดน้ำหนัก เหมาะกับผู้หญิงเราปรารถนาการมีหุ่นสวย เพราะจะทำให้เกิดความมั่นใจ ทำให้ใส่เสื้อผ้าแล้วออกมาดูดี แน่นอนว่าเทรนด์การออกกังกายลดน้ำหนัก และการกินอาหารเพื่อสุขภาพเพื่อลดน้ำหนักให้เป็นผลสำเร็จนั้นกำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนรักสุขภาพและสาวๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักหันมายึดติดปฏิบัติตามเทรนด์เหล่านี้กันมากขึ้น

แต่กระนั้น สำหรับสาวๆ ที่อยากสรรหาวิธีลดน้ำหนักในแบบง่ายๆ ด้วยการกินอาหารที่หาได้รอบตัว อาจจะไม่ถึงขั้นต้องคลีนจ๋า เช่น การหาผลไม้ใกล้ตัวมาทานก็สามารถควบคุมรูปร่างหรือช่วยลดน้ำหนักให้ลดลงได้แบบง่ายๆ วันนี้เราเลยแนะนำผลไม้ลดน้ำหนักทั้ง 5 ชนิด ผลไม้เหล่านี้จะมีอะไรบ้าง เราตามไปดูกันเลย

1.แอปเปิล
แอปเปิล ผลไม้ลดน้ำหนักอันดับต้นๆ ที่ถูกขนานนามว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก เพราะในเปลือกของแอปเปิลมีเพคตินซึ่งเมื่อตกถึงท้องแล้วจะเกิดการพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องนานและทานแล้วอิ่มเร็วขึ้น จะช่วยลดอาการหิวโหยหรือหิวจุบจิบได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าสารอาหารจากแอปเปิลยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งขึ้นสูงได้อีกด้วย ไม่เพียงเหมาะที่จะเป็นผลไม้ลดน้ำหนักแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย

2.ทับทิม
หากใครจะกล่าวว่าทับทิมเป็นราชินีผลไม้ที่เป็นดั่งซุปเปอร์ฟรุต ซึ่งจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศก็คงไม่ผิดอะไร ในทับทิมเป็นผลไม้ที่มีสารโฟลีฟีนอลซึ่งจะช่วยยับยั้งและต้านการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า สาวๆ สามารถรับประทานได้มากเท่าที่ต้องการ เพราะปริมาณแคลอรี่ก็แสนจะน้อย ที่สำคัญยังเป็นผลไม้เสริมสร้างความอ่อนเยาว์ และกินแล้วยังบำรุงผิวให้กระจ่างใสได้อีกด้วย

3.ฝรั่ง
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง และยังมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจนภายในร่างกาย สำหรับวิตามินซีนั้นก็จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แข็งแรง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งกระจ่างใส กินแล้วยังทำให้อิ่มท้องง่าย อิ่มนาน จึงถือเป็นผลไม้ลดน้ำหนักที่ไม่ควรมองข้าม

4.ลูกพีช
ในไทยแม้จะยังไม่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง แต่ลูกพีชนี้ก็ถือว่าเป็นผลไม้ลดน้ำหนักที่มีไฟเบอร์สูง มีโพแทสเซียม และวิตามินอีกหลายชนิดที่ดีต่อร่างกาย จึงช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส เต่งตึงไปด้วยในตัว และยังสามารถใช้เป็นผลไม้ลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

5.กล้วยน้ำว้า
ผลไม้ธรรมดาๆ แต่มีวิตามิน และเกลือแร่อีกเพียบ โดยจะช่วยบำรุงระบบประสาท และกระตุ้นการขับถ่ายให้เป็นปกติ เพราะว่ามีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดน้ำหนักได้ดี แค่ลูกเดียวก็อิ่มไปนาน แถมยังให้พลังงานแก่ร่างกายได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับผลไม้ลดน้ำหนัก 5 ชนิดที่เราหยิบมาฝาก แต่ละชนิดล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ผิวพรรณและดีต่อการลดน้ำหนักล้วนๆ ดีแบบนี้ ต้องหามากินเป็นประจำแล้วล่ะสาวๆ

ประโยชน์ของมะละกอ ผลไม้เพื่อสุขภาพ ต้านโรคได้

มะละกอ ผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งดิบและสุก ซึ่งก็มีรสชาติอร่อย และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทานแบบสดๆ นำมาทำส้มตำ หรือเป็นส่วนประกอบของอาหารก็ตาม และนอกจากการนำมาใช้ประโยชน์แล้ว มะละกอก็ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่จะช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและต้านโรคร้ายได้อีกด้วย โดยประโยชน์ของมะละกอก็มีดังนี้

ต้านมะเร็ง
จากการวิจัยพบว่ามะละกอมีสารไลโคปีน ที่จะช่วยในการต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงควรทานมะละกอให้มากขึ้น นอกจากนี้ก็พบว่าเมล็ดมะละกอสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย จึงมีการนำเมล็ดมะละกอมาสกัดเพื่อเป็นยาบรรเทาอาการมะเร็งนั่นเอง

บำรุงหัวใจ
มะละกอมีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และสามารถป้องกันการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือด หรือโรคหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว การทานมะละกอบ่อยๆ ก็สามารถบรรเทาอาการของโรคหัวใจได้เหมือนกัน แม้จะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่เมื่อทานควบคู่ไปกับการรักษาทางแพทย์ ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่น้อย
มะละกอ ผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งดิบและสุก ซึ่งก็มีรสชาติอร่อย และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทานแบบสดๆ นำมาทำส้มตำ หรือเป็นส่วนประกอบของอาหารก็ตาม และนอกจากการนำมาใช้ประโยชน์แล้ว มะละกอก็ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่จะช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและต้านโรคร้ายได้อีกด้วย โดยประโยชน์ของมะละกอก็มีดังนี้

ต้านมะเร็ง
จากการวิจัยพบว่า มะละกอมีสารไลโคปีน ที่จะช่วยในการต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงควรทานมะละกอให้มากขึ้น นอกจากนี้ก็พบว่าเมล็ดมะละกอสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย จึงมีการนำเมล็ดมะละกอมาสกัดเพื่อเป็นยาบรรเทาอาการมะเร็งนั่นเอง

บำรุงหัวใจ
มะละกอมีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และสามารถป้องกันการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือด หรือโรคหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว การทานมะละกอบ่อยๆ ก็สามารถบรรเทาอาการของโรคหัวใจได้เหมือนกัน แม้จะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่เมื่อทานควบคู่ไปกับการรักษาทางแพทย์ ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่น้อย

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
เนื่องจากมะละกอเป็นผลไม้ที่ย่อยง่าย จึงทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสารอาหารและวิตามินในมะละกอ ก็สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย จึงให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้เต็มที่สุดๆ

เสริมสร้างความจำและบำรุงสมอง
มะละกอ อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารมากมาย ที่จะช่วยเสริมสร้างความจำและบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ความจำดีขึ้น แถมลดความเสี่ยงการเป็นอัลไซเมอร์และช่วยให้สมองเกิดความผ่อนคลายอีกด้วย โดยเฉพาะวัยเรียนและวัยทำงานที่ต้องใช้สมองและความคิดมากเป็นพิเศษไม่ควรพลาดที่จะทานมะละกอเด็ดขาด

บรรเทาอาการท้องผูก
มะละกอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ และมีเส้นใยสูง จึงสามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี แถมยังลดความเสี่ยงการเป็นโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย ดังนั้นสำหรับใครที่มีปัญหาท้องผูกเป็นประจำ การทานมะละกอก็จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้อย่างดีเยี่ยม และสามารถปรับระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติได้ดี

แค่ทานมะละกอเป็นประจำ ก็จะช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นได้ และสามารถต้านโรคร้ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และเพื่อให้ได้ประโยชน์ของมะละกอมากที่สุด ควรทานมะละกอสุกมากกว่ามะละกอดิบ เนื่องจากจะมีวิตามินและสารอาหารสูงกว่า แถมทานง่าย ย่อยง่ายและอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารอีกด้วย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี หันมาทานมะละกอบ่อยๆ กันเถอะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

เนื่องจากมะละกอเป็นผลไม้ที่ย่อยง่าย จึงทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสารอาหารและวิตามินในมะละกอ ก็สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย จึงให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้เต็มที่สุดๆ

เสริมสร้างความจำและบำรุงสมอง
มะละกออุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารมากมาย ที่จะช่วยเสริมสร้างความจำและบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ความจำดีขึ้น แถมลดความเสี่ยงการเป็นอัลไซเมอร์และช่วยให้สมองเกิดความผ่อนคลายอีกด้วย โดยเฉพาะวัยเรียนและวัยทำงานที่ต้องใช้สมองและความคิดมากเป็นพิเศษไม่ควรพลาดที่จะทานมะละกอเด็ดขาด

บรรเทาอาการท้องผูก
มะละกอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ และมีเส้นใยสูง จึงสามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี แถมยังลดความเสี่ยงการเป็นโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย ดังนั้นสำหรับใครที่มีปัญหาท้องผูกเป็นประจำ การทานมะละกอก็จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้อย่างดีเยี่ยม และสามารถปรับระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติได้ดี

แค่ทานมะละกอเป็นประจำ ก็จะช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นได้ และสามารถต้านโรคร้ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และเพื่อให้ได้ประโยชน์ของมะละกอมากที่สุด ควรทานมะละกอสุกมากกว่ามะละกอดิบ เนื่องจากจะมีวิตามินและสารอาหารสูงกว่า แถมทานง่าย ย่อยง่ายและอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารอีกด้วย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี หันมาทานมะละกอบ่อยๆ กันเถอะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

9 โลชั่นกันแดด ปกป้องดี ทนนาน ผิวไม่คล้ำเสีย แถมกระจ่างใสขึ้น!!

โลชั่นกันแดด แดดประเทศไทย ก็ร้อนแรงขึ้นทุกปี เรียกได้ว่าร้อนกันทั้งปีจะดีกว่า แต่เราจะปล่อยให้ผิวเราโดนแดดจนคล้ำเสีย หมองคล้ำ ผิวไม่สม่ำเสมอแบบนี้ไม่ได้นะคะแม่นาย มันมิงามเจ้า มาต้อนรับผิวดีๆ ก่อนซัมเมอร์กันด้วย 9 โลชั่นกันแดด ปกป้องดี ทนนาน ผิวไม่คล้ำเสีย แถมกระจ่างใสขึ้น!! ให้สาวๆ ได้บำรุงผิวกันได้ตลอดทั้งปีเลย

ตัวที่ 1 Biore UV Anti-Pollution Body Care Serum

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 1 Biore UV Anti-Pollution Body Care Serum

อากาศไม่ดี มีทั้งแดดทั้งฝุ่นแบบนี้ ต้องใช้กันแดดตัวดังจาก Biore อย่างตัว Biore UV Anti-Pollution Body Care Serum SPF50+ PA+++ นี่เลยค่า นอกจากจะกันแดดได้ดีแล้ว เค้ายังเป็นกันแดดที่เป็นเซรั่มบำรุงผิวในตัวด้วย! โดยกันแดดตัวนี้ก็มีทั้งหมด 4 สูตร ก็คือ Intensive White หลอดสีชมพู สูตรไวท์เทนนิ่งที่ทำให้ผิววิ้งกระจ่างใสใน 14 วัน, Refresh Bright หลอดสีฟ้า สูตรเย็น ลดผิวแสบร้อน เย็นทันทีที่ทาเหมาะกับอากาศเมืองไทยสุดๆ สองสูตรแรกมีหลอดเล็กขายในเซเว่นด้วย สูตรที่ 3 Age defense หลอดสีแดง กันแดดกันแก่ที่ช่วยป้องกันริ้วรอยที่เกิดจากแดด และอีกหนึ่งสูตรน้องใหม่ Kissing Berry กันแดดตัวน้ำหอม กลิ่นหอมเบอร์รี่สร้าง good mood ตลอดวัน ใครชอบกันแดดที่เนื้อเซรั่มไม่เหนียวเหนอะหนะ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แถมราคาก็เบาๆ เข้าถึงได้ ต้องไปสอย!

ตัวที่ 2 Za True White Power Block UV

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 1 Za True White Power Block UV

Za True White Power Block UV ตัวนี้สามารถใช้ได้ทั้งผิวกายและผิวหน้าค่ะ มี SPF 40+ ใช้กับผิวหน้าก็รู้สึกได้ว่าหน้าไม่มันในระหว่างวัน คุมมันได้ไม่เลวเลยทีเดียว พอลองใช้กับผิวกายก็ทำให้รู้สึกว่าผิวขาวขึ้นไม่หมองคล้ำเสีย กันแดดก็ดีกันน้ำก็ไม่หลุดค่า

ตัวที่ 3 SNAIL WHITE Body Booster

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 2 SNAIL WHITE Body Booster

SNAIL WHITE Body Booster ตัวนี้มี SPF 30 เป็นโลชั่นบำรุงผิวกายทำให้ผิวกระจ่างใส พร้อมทั้งมีกันแดดภายในตัว ดีมากตรงที่ทาแล้วไม่ขาวมาก เนื้อครีมไม่หนัก ซึมซับได้ไว กลิ่นหอมและยังดูเป็นธรรมชาติมากค่า

ตัวที่ 4 Vaseline Healthy White Serum

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 4 Vaseline Healthy White Serum

Vaseline Healthy White Serum ตัวนี้เป็นเซรั่มบำรุงผิว มี SPF เพียง 30 อาจจะไม่มากพอสำหรับสาวๆ ที่ต้องเผชิญแดดมากๆ อาจจะทาซ้ำในระหว่างวัน แต่ตัวนี้ไม่เหนียวเหนอะหนะเลยนะคะ ผิวดูชุ่มชื่น มีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับวันที่แดดอ่อนๆ ดีทั้งราคาทั้งประสิทธิภาพเลยจริงๆ

ตัวที่ 5 Citra Thanaka Lotion

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 5 Citra Thanaka Lotion

Citra Thanaka Lotion มีส่วนผสมของมะขามสดและทานาคา เป็นโลชั่นที่สามารถใช้แทนครีมกันแดดได้เลยค่ะ เพราะมี UV filter ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย ทำให้ผิวดูขาวใสดูเป็นธรรมชาติ เจ้าตัวนี้นางหอมมากค่า ทาแล้วหอมแทบทั้งวันเลยนะคะ ใครไม่อยากทาครีมหลายตัวลองตัวนี้ได้ค่า

ตัวที่ 6 BHAESAJ extra whitening lotion Alpha Arbutin

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 6 BHAESAJ extra whitening lotion Alpha Arbutin

BHAESAJ extra whitening lotion Alpha Arbutin ตัวนี้ก็เป็นโลชั่นที่มีสารป้องกันจากแสงแดด Alpha Arbutin ช่วยให้ผิวของเราดูกระจ่างใส ซึบซับได้ไว ใช้ไปสักพักจะรู้สึกว่าผิวขาวขึ้น เป็นโลชั่นที่ราคาน่ารักแถมยังมีประสิทธิภาพสูงพอๆ กับครีมกันแดดหลายๆ ตัวอีกด้วยค่า

ตัวที่ 7 NIVEA Sun Super Protect Daily White Sun Body Serum SPF50/PA+++

โลชั่นกันแดด - NIVEA Sun Super Protect Daily White Sun Body Serum SPF50/PA+++

NIVEA Sun Super Protect Daily White ตัวนี้ต้องบอกว่าแตกต่างจากครีมกันแดดทาตัวทั่วไปค่ะ เพราะเป็นเนื้อเซรั่มให้สัมผัสที่เบาบาง ซึมไว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้เลย! หยิบมาทาได้ทุกวันไม่ต้องกลัวเรื่องความเหนียวหนึบเลยค่ะ มี SPF50 แถมยังมีส่วนผสมของสารสกัดจาก Acerola Cherry ซึ่งมีวิตามินซีเข้มข้นถึง 50 เท่า เรียกว่าทั้งกันแดดดี ช่วยฟื้นบำรุงผิวคล้ำเสีย แล้วยังปรับผิวลาเต้สองสีให้กลับมาขาวเนียนอีกด้วยนะคะ ยกให้เป็นครีมกันแดดทาตัวที่เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรามากๆ

ตัวที่ 8 Shiseido ANESSA

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 8 Shiseido ANESSA

Shiseido ANESSA ตัวนี้ก็จิ๋วและแจ๋วมาก มีSPF 50+ สามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกายค่ะ มีเนื้อครีมบางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะ กันแดดได้ดีมากบวกๆๆ เลยค่า แถมยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวอีกด้วย

ตัวที่ 9 Banana Boat Sport

โลชั่นกันแดด ตัวที่ 9 Banana Boat SportBanana Boat Sport เจ้าตัวนี้เคลมกันมาว่าใช้สำหรับออกกำลังกายกลางแจ้ง มี SPF 50+ ในการควบคุม แต่ตัวนี้เหมาะสมสุดๆ แล้วกับแดดบ้านเรา ด้วยความว่าเป็นเนื้อครีมกันแดดเลยจะมีความเหนียวมากพอสมควรค่ะ แต่กันแดดได้ดีมากจริงๆ คอนเฟิร์มอีกเสียงเลยค่า

ไขมันในร่างกายมีกี่ประเภท? ไขมันดี ไขมันเลว ต่างกันอย่างไร รู้ไว้ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม

แค่ได้ยินคำว่า ไขมัน หลายคนก็คงขนลุก เพราะเคยได้ยินมาว่าไขมันทำให้เราอ้วน! แต่จริงๆ แล้วไขมันเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายต้องการเหมือนกันนะ ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้ เรามาทำความรู้จักกับน้องไขมันแต่ละชนิดเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนกินกันดีกว่า

ไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญและยังเป็นแหล่งกำเนิดของฮอร์โมนหลายชนิด สาวๆ บางคนที่กำลังลดน้ำหนักบางคนเลือกลดน้ำหนักโดยการไม่กินไขมันเลย ซึ่งวิธีนี้อาจส่งผลถึงฮอร์โมนจนทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้ นอกจากนี้ไขมันยังทำหน้าที่ดูดซึมวิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้ เรามาทำความรู้จักกับน้องไขมันแต่ละชนิดเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนกินกันดีกว่า
ไขมันในโลกนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ไขมันชนิดดี (High-Density Lipoprotein : HDL) และ ไขมันชนิดไม่ดี (Low-Density Lipoprotein : LDL)

ไขมันชนิดดี (High-Density Lipoprotein : HDL)


ไขมันชนิดดี คือ ไขมันที่จะช่วยลดปริมาณไขมันที่ไม่ดีในร่างกายและช่วยจัดการกับคราบไขมันที่เกาะอยู่ตามผนังเส้นเลือดในร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้แล้วว่าไขมันที่ดีต่อสุขภาพขนาดนี้มีอะไรบ้าง

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fats) เป็นไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่ก็สามารถรับประทานเข้าไปอีกได้ จะช่วยลดระดับไขมันที่ไม่ดีได้ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิ่งเดี่ยวสามารถพบได้ในน้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ พิสตาชิโอ ถั่วลิสง เป็นต้น

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fats)
เป็นไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่ไขมันชนิดนี้จะให้สารอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างเซลล์ในร่างกายและช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ โดยไขมันชนิดนี้สามารถพบได้ใน อะโวคาโด ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง น้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น

ไขมันชนิดไม่ดี (Low-Density Lipoprotein : LDL)

โอเมก้า-3
โอเมก้า-3 จัดเป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นแต่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ โดยไขมันชนิดนี้จะช่วยลดอาการอักเสบและช่วยยังผลิตคอลลาเจนที่ทำให้ผิวสวยอีกด้วย โดยโอเมก้า-3 สามารถพบได้ใน น้ำมันคาโนลา วอลนัท ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล เป็นต้น ปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลานิล เป็นต้น

ไขมันชนิดไม่ดีจะทำหน้าที่นำคอเลสเตอรอลออกจากตับและนำเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดไขมันสะสมในหลอดเลือดและอาจทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งได้ และหากในร่างกายมีไขมันชนิดนี้มากเกินไปก็จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้
ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fats)
เป็นไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่ในบางครั้งเราก็เผลอกินเข้าไปโดยที่เราไม่รู้ตัวจนทำให้ร่างกายมีไขมันชนิดนี้มากเกินไป ไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่จะพบในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนื้อวัวติดมัน เนื้อหมู เนย ชีส และไขมันอิ่มตัวยังพบในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่กินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวเลย เพียงแต่ต้องจำกัดปริมาณให้ไม่เกินร้อยละ 7 ต่อปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับใน 1 วัน

ไขมันทรานส์ (Trans Fat)
ไขมันทรานส์เป็นไขมันที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลยและเป็นไขมันที่ร้ายที่สุดในหมู่ไขมันเลยก็ว่าได้ ไขมันทรานส์เกิดจากไขมันไม่อิ่มตัวที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม ทำให้ไขมันทรานส์กลายเป็นไขมันอิ่มตัว โดยอาหารที่มีไขมันทรานส์ คือ น้ำมันหมู มาการ์รีน ครีมเทียม ส่วนมากมักพบในขนมหวานของโปรดของสาว ๆ เช่น คุกกี้ เค้ก โดนัทและของทอดต่างๆ

เป็นยังไงกันบ้าง รู้สึกกลัวน้อง ไขมัน น้อยลงมั้ย? แต่ไม่ว่าจะเป็นไขมันชนิดดีหรือไม่ดี เราก็ควรจำกัดปริมาณ โดยไขมันไม่อิ่มตัวทั้งเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อนไม่เกินร้อยละ 25-30 ต่อปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ โอเมก้า-3 อย่างน้อย 500 มิลลิกรัมและไขมันอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 7 ต่อปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ เห็นเป็นตัวเลขอาจจะรู้สึกว่ายาก เอาเป็นว่าพยายามกินอาหารดีให้มากขึ้นและลดอาหารที่ไม่ดีลง เท่านี้สุขภาพของเราก็จะดีขึ้นแล้ว

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจำอะไรไม่ได้ ความจำไม่ดี คิดอะไรไม่ค่อยออก

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจำอะไรไม่ได้ ความจำไม่ดี คิดอะไรไม่ค่อยออก หากลองเป็นแบบนี้บ่อยครั้ง แน่นอนว่าต้องกระทบกับชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างแน่นอน ยิ่งปล่อยไประยะยาวก็อาจจะถึงขึ้นเป็นโรคสมองเสื่อมได้เลย

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเป็นโรคสมองเสื่อม ก็คือการที่เรามีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ซึ่งหากเรามีเลือดไปที่สมองได้เพียงพอ ก็จะส่งผลให้สมองมีสุขภาพดี รวมถึงยังส่งผลให้เรามีสุขภาพโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมมาฝากกัน ทั้ง 7 เคล็ดลับนั้นทำได้ง่ายๆ และสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย

7 เคล็ดลับ เพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม
1. ดื่มน้ำให้พอ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราดื่มน้ำไม่พอ เลือดในร่างกายของเราจะข้น เมื่อเลือดข้นก็จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ลำบาก แต่หากเราดื่มน้ำได้เพียงพอกับที่ร่างหายต้องการ เลือดของเราก็จะไหลเวียนได้ดี และทำให้สมองได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอ ส่งผลให้สมองของเราแข็งแรง

2. กินอาหารเช้า
อาหารที่เราควรกินคืออาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะสมองนั้นต้องการสารอาหาร ยิ่งเป็นวันทำงานด้วยแล้ว ข้าวเช้าถือเป็นมื้อสำคัญที่ทำให้สมองได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ และยังส่งผลให้ร่างกายไม่เครียด ไม่อ่อนเพลียในช่วงกลางวันอีกด้วย

3. ลดอาหารหวาน
อาหารหวานๆ นั้นส่งผลให้มีน้ำตาลในเลือดมาก เมื่อมีน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ จะส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบได้ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นไปได้อย่างยากลำบากและทำให้เรามีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

4. ลดอาหารเค็ม
ความดันโลหิตนั้นเกี่ยวพันกับอาหารเค็ม เมื่อเรามีความดันโลหิตสูงนานๆ หลอดเลือดจะขาดความยืดหยุ่นและส่งผลให้ร่างกายลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองลำบาก รวมถึงหากคุมความดันไม่ดี ปล่อยความดันสูงไปนานๆ ก็อาจเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตกได้ด้วย

5. ลดอาหารไขมันสูง
ไขมันคือตัวการสำคัญที่มักไปเกาะตามเส้นเลือด และเป็นตัวขัดขวางให้เลือดไหลเวียนในร่างกายลำบาก ซึ่งนอกจากจะไปเลี้ยงสมองลำบากแล้ว ไม่ว่าไขมันจะไปเกาะที่อวัยวะไหนก็ส่งผลกระทบกับอวัยวะนั้นทุกที่

6. ออกกำลังกาย
เมื่อใดก็ตามที่เราออกกำลังเลือดก็จะสูบฉีดได้ดี หลอดเลือดก็จะยืดหยุ่นได้ดี ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดเป็นไปอย่างปกติ ซึ่งการออกกำลังที่เหมาะคือสัปดาห์ละ 150 นาที เฉลี่ยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน