อันตรายกว่าที่คิด แคลเซียม ในเลือดผิดปกติ

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดย 99% ของ แคลเซียม จะถูกใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน ส่วนอีก 1% นั้นจะอยู่ในเลือด ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ การทำงานของระบบประสาท ซึ่งปกติแล้วร่างกายก็จะมีการผลิตฮอร์โมนหลายชนิดขึ้นมาเพื่อควบคุมสมดุลแคลเซียมในเลือดให้เหมาะสม เพราะปริมาณแคลเซียมในเลือดที่ผิดปกติเพียงนิดเดียวนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายชนิดที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ร่างกายผลิตแคลเซียมได้เองหรือไม่?
แม้ว่าแคลเซียมจะมีอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ จึงต้องรับแคลเซียมจากอาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึมในบริเวณลำไส้เล็ก ซึ่งก็สามารถดูดซึมได้เพียง 20-25% เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางอุจจาระ

แคลเซียมในเลือดผิดปกติ คืออะไร?
ปกติแล้วปริมาณแคลเซียมในเลือดของผู้ใหญ่ จะมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 8.8-10 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หากตรวจพบว่ามีค่าแตกต่างไปจากนี้ อาจเข้าข่ายภาวะแคลเซียมในเลือดผิดปกติ โดยแบ่งออกเป็น

ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงกว่าปกติ (Hypercalcemia)
ภาวะนี้มักเกิดจากภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี วิตามินเอ หรือแคลเซียมเสริมมากเกินไป รวมทั้งอาจพบได้ในผู้ที่เป็น โรคไต วัณโรค โรคมะเร็งที่แพร่กระจายไปที่กระดูก และผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย มีการกดทับที่กระดูกเป็นระยะเวลานาน ทำให้กระดูกคลายแคลเซียมเข้าสู่เลือด

โดยผู้ที่มีปริมาณแคลเซียมในเลือดสูงไม่มากนัก มักจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในรายที่แคลเซียมในเลือดสูงรุนแรง อาจแสดงอาการแตกต่างกันไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย สับสน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น รวมไปถึงกระดูกบาง แตกหักได้ง่าย อ่านเพิ่มเติม

ความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยง “โรคหัวใจ”

โรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ ไขมันในเลือดสูง ที่เป็นโรคยอดฮิตของผู้สูงวัย หลายคนคิดว่าโรคเหล่านี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร เลยไม่ต้องระวังอะไรมาก เราขอบอกว่าไม่จริง! เพราะโรคเรื้อรังเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้คุณเกิด “โรคหัวใจ” ได้
“เบาหวาน” ส่งผลต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
จากเบาหวานเป็นความดัน จากความดันเป็นโรคหัวใจ หลายคนเข้าใจว่าเบาหวานเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่จริงๆ แล้วกลับพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักเสียชีวิตเพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ… มากเป็นอันดับ 1 เลยทีเดียว! เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะส่งผลให้หลอดเลือดแดงเกิดความผิดปกติและเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วเบาหวานยังนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ อีกหลายโรค
“ความดันโลหิตสูง” ทำให้หัวใจทำงานหนัก
เมื่อไหร่ที่ระดับความดันโลหิตสูงจะส่งผลให้หัวใจต้องบีบตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัว และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต หลอดเลือดหัวใจหนาตัวและแข็งตัวขึ้น ส่งผลให้มีอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดและหัวใจวายได้ในที่สุด นอกจากนี้อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตัน หรือแตก ทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้เช่นกัน
“ความดันโลหิตสูง” เสี่ยงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ
หากปล่อยให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงนาน ๆ แล้วไม่รักษา อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ ซึ่งสาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา กว่า 90% เกิดจากโรคความดันโลหิตสูง ทำให้ความดันในหลอดเลือดแดงสูงขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานหนักและหนาตัวขึ้น เลือดดีจากปอดและหัวใจห้องบนซ้ายไม่สามารถไหลลงหัวใจห้องล่างซ้ายได้ ส่งผลทำให้หัวใจโตและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในที่สุด
“ไขมันในเลือดสูง” เสี่ยง! กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมากมาย เพราะระดับไขมันในเลือดมีความสำคัญต่อการเกิดหลอดเลือดตีบตัน โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ อ่านเพิ่มเติม

เหนื่อยง่าย หอบตอนออกกำลังกาย อย่าชะล่าใจ! ตรวจ EST ช่วยได้!

เคยเป็นไหม? รู้สึกเหนื่อยง่าย เดินวิ่งนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว ยิ่งตอนออกกำลังกายมักรู้สึกเหนื่อย หอบ หายใจไม่ทัน หลายคนมีอาการแบบนี้บ่อยๆ แต่เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติในการออกกำลังกาย ที่อัตราการเต้นของหัวใจจะต้องเร็วขึ้นจึงไม่ได้สงสัยอะไร จริงๆ แล้วอาการเหนื่อย หอบ ตอนออกกำลังกายต้องระวัง! เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของ “โรคหัวใจ” หากสงสัย… เราสามารถตรวจเช็คความผิดปกติของหัวใจได้ด้วยเทคนิคการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย หรือ EST ซึ่งเป็นวิธีที่จะวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ!
การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย เป็นอย่างไร?
การตรวจสมรรถภาพของหัวใจ หรือที่เรียกกันว่า EST (Exercise Stress Test) เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เดินบนสายพาน หรือปั่นจักรยาน เพื่อทดสอบการตอบสนองที่ผิดปกติของหัวใจ เช่น อาการหายใจลำบาก อาการเจ็บแน่นหน้าอก การเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยการตอบสนองที่ผิดปกตินี้จะบ่งชี้ได้ว่ามีการขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจในระหว่างการออกกำลังกาย
ตรวจ EST เพื่ออะไร?
โดยปกติแล้วการตรวจ EST เป็นการวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือด โดยการให้ผู้เข้ารับการทดสอบออกกำลังกายโดยเดินบนสายพานที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ (บางแห่งอาจให้ปั่นจักรยาน) เพราะเมื่อเราออกกำลังกายหัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นด้วย หากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดจะไม่สามารถเดินทางมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก และมีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้เห็น
ตรวจโดยสายพานไฟฟ้าหรือแบบปั่นจักรยาน
โดยปกติแล้วการตรวจ EST จะใช้เครื่องมือในการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ 2 แบบ คือ แบบสายพานไฟฟ้า (Treadmill) ซึ่งสามารถปรับตั้งโปรแกรมการทดสอบได้หลากหลายกว่า สามารถปรับตั้งได้ทั้งความเร็วและความชันของสายพานวิ่ง หรือแบบจักรยาน (Bicycle ergometer) แบบนี้จะใช้ได้ดีในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเดินหรือการทรงตัว ทำให้สะดวกและง่ายต่อการทดสอบมากกว่าแบบสายพาน อ่านเพิ่มเติม

TYTOCARE ชุดตรวจสุขภาพอุ่นใจ อยู่ไหนก็รักษาได้

TYTOCARE ชุดตรวจสุขภาพอุ่นใจ อยู่ไหนก็รักษาได้
TytoCare นวัตกรรมชุดตรวจสุขภาพเบื้องต้น เชื่อมต่อการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ได้ทุกที่
TytoCare เป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจร่างกายเบื้องต้นและปรึกษาแพทย์ออนไลน์ที่ได้รับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย โดยสามารถตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเทอโมมิเตอร์อินฟาเรด และยังสามารถตรวจปอดและหัวใจด้วยระบบเสียงและการส่งข้อมูลเสียง ตลอดจนหู ช่องคอ และผิวหนัง ด้วยระบบรูปภาพและวีดีโอคอล เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยผ่านออนไลน์ได้ทันที
ซึ่งทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ ได้นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับคนไข้ที่ใช้บริการ Paolo@HOME ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของคนไข้ส่งถึงแพทย์แบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อการให้บริการให้กับคนไข้ปรึกษาแพทย์ออนไลน์เหมือนมารับบริการจริงที่โรงพยาบาล
● TytoCare เหมาะสำหรับใคร ?
● การตรวจและการส่งผลออนไลน์
● ขั้นตอนการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ด้วย TytoCare อ่านเพิ่มเติม

กรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ถือเป็นโรคหนึ่งที่คนวัยทำงานเริ่มได้ยินบ่อยมากขึ้นในยุคนี้ เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยว และกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารก็จะถูกบีบ ไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะมีหูรูด ทำหน้าที่ปิดมิให้อาหาร หรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วก็จะถูกบีบไปยังลำไส้เล็ก แต่หากมีกรดไหลย้อนเข้าไปยังหลอดอาหาร ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ส่งผลให้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก

ปัจจัยเสี่ยง โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความผิดปกติของหลายๆ ส่วนในระบบทางเดินอาหาร อาทิ ทางกายภาพ เช่น มีหูรูดกระเพาะอาหารปิดไม่สนิท มีการบีบตัวของหลอดอาหารที่ผิดปกติไป มีการเลื่อนของหูรูดกระเพาะไปจากส่วนที่ควรจะเป็น แต่ปัจจัยที่เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดโรคนี้อันดับต้นๆ คือ พฤติกรรมของเรา เช่น รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา อาหารจะถูกเคี้ยว ไม่เสร็จ  ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เร่งรีบในการทานอาหาร

หากปล่อยไว้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากหลอดอาหารไม่สามารถทนทานต่อกรดได้มากนัก เมื่อมีการอักเสบบ่อยๆ อาจจะทำให้เซลล์ต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามภาวะนี้เกิดได้น้อย และไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต สิ่งที่ต้องเผชิญจริงๆ จากโรคกรดไหลย้อนคือ เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการจุก แน่น อึดอัด แน่นหน้าอกมาก จนเกิดความกังวล นอนไม่หลับ เพราะอาการกรดไหลย้อนจะมีเยอะขึ้นเมื่อนอน ส่งผลให้เกิดการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โรคกรดไหลย้อนจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด อ่านเพิ่มเติม

ติด “ยาดม” ทำให้โพรงจมูกอักเสบจริงหรือ?

ติด “ยาดม” ทำให้โพรงจมูกอักเสบจริงหรือ?
เมื่อพูดถึง “ยาดม” ภาพของผู้สูงอายุที่พกยาดมติดตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อบรรเทาอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ เริ่มลดน้อยลง แต่กลับแทนที่ด้วยภาพของวัยรุ่น หนุ่มสาววัยทำงานที่สูดดมยาดม ชนิดที่ว่าพกยาดมติดตัวไปด้วยทุกที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือเป็นหวัดคัดจมูกแต่อย่างใด หากคุณเป็นหนึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ขอเตือนไว้เลยว่าคุณอาจจะกำลังเสี่ยงต่อ “ภาวะโพรงจมูกอักเสบ”
ทำไมถึงติดยาดม
ยาดมที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบบแห้ง น้ำมันสูดดม หรือขี้ผึ้งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยการบูร พิมเสน เมนทอล รวมถึงน้ำมันหอมระเหยอื่นๆ เข้ามาเสริมฤทธิ์เพื่อให้ดมง่าย เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันกานพูล น้ำมันเขียว น้ำมันสะระแหน่ ซึ่งทำให้เมื่อสูดดมไปแล้วรู้สึกเย็นที่โพรงจมูก สดชื่น ตื่นตัว โล่งจมูก จึงมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด วิงเวียนศรีษะ ช่วยให้จมูกโล่ง แต่หลายคนกลับเสพติดกลิ่นหอมของยาดม และสูดดมในปริมาณที่มากเกินไปและบ่อยครั้ง เพราะคิดว่าไม่อันตรายเนื่องจากเป็นสารสกัดจากสมุนไพร จึงอาจส่งผลให้จมูกแห้ง เยื่อบุโพรงจมูกเกิดการอักเสบ หรือเกิดการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจเมื่อสูดดม และอาจทำให้ปอดอักเสบได้ อีกทั้งสูดดมเมนทอลและการบูรที่เข้มข้นและบ่อยครั้ง จะส่งผลต่อระบบประสาทเนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอาจก่อให้เกิดการเสพติดในชนิดที่ไม่รุนแรงมากได้
ประโยชน์ของยาดม
• สูดดมเพื่อบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
• แก้วิงเวียนศีรษะ เนื่องจากมีกลิ่นบำบัดช่วยให้ผ่อนคลาย
• ช่วยให้รู้สึกตื่นตัว สดชื่น
• ในกรณีเป็นชนิดน้ำ สามารถนำมาใช้ทาแก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ อ่านเพิ่มเติม

ความเสี่ยงของ มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

ระบบทางเดินอาหารของคนเรานั้น เริ่มต้นจากปากผ่านหลอดอาหารไปที่ กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นเดียวกับตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี หากพูดถึงมะเร็งระบบทางเดินอาหารอาจกล่าวได้ว่า มะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกๆ ตำแหน่ง ด้านสาเหตุของมะเร็ง ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด สำหรับปัจจัยเสี่ยงซึ่งอาจเป็นที่มานั้น ได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก โดยได้รวบรวมปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหาร: เพศชายที่มีอายุระหว่าง 45-70 ปี มีความเสี่ยงสูงสุด สูบบุหรี่ และดื่มเหล้า ผู้ที่มีน้ำหนักมาก และไขมันในร่างกายสูง
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหาร: ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่พบในเพศชายที่อายุมากกว่า 55 ปี มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็ง กระเพาะอาหาร ชอบรับประทานของหมักดอง ตากเค็ม รมควัน ได้รับเชื้อแบคทีเรียเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobacterpylori) และอาชีพที่ต้องพบฝุ่นและสารเคมีบางชนิด สูบบุหรี่ และดื่มเหล้า
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่: ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก และมะเร็งเต้านม เคยมีติ่งเนื้อ (Polyps) ในลำไส้ใหญ่ มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง อ้วน รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร แคลเซียม และโฟเลตน้อย สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และขาดการออกกำลังกาย
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งทวารหนัก: อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีการติดเชื้อ human papillomavirus (HPV) มีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์ผ่านทางทวารหนัก และผู้ที่สูบบุหรี่
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ: ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงมากกว่าคนที่ไม่เป็นพาหะ เป็นโรคตับแข็ง ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีเชื้อราบางชนิด เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง และผู้ที่สูบบุหรี่ อ่านเพิ่มเติม

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดวัคซีนพิษสุนัขบ้า สร้างภูมิคุ้มกันในหน้าร้อน

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เรบีส์ ไวรัส (Rabies) ทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น สุนัข แมว ลิง ชะนี กระรอก ค้างคาว และคน อาการของโรคจะส่งผลต่อระบบประสาทโดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลางและอาจทำให้เสียชีวิต ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียาที่จะรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้

ป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้า ได้อย่างไร?
วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การวัคซีนพิษสุนัขบ้าไว้ล่วงหน้าสำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยง ก่อนสัมผัสโรคหรือถูกสัตว์กัด เชื้อไวรัสจะออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ป่วยหรือมีเชื้อนี้ ผู้ป่วยมักได้รับเชื้อเนื่องจากถูกสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้ากัด เชื้อในน้ำลายสัตว์จะเข้าสู่บาดแผล นอกจากสัตว์กัดแล้วยังอาจได้รับเชื้อจากสัตว์ที่มีเชื้อนี้มาข่วน ซึ่งบนเล็บของสัตว์เหล่านี้มักเปื้อนน้ำลายสัตว์ที่อาจเลียเล็บตัวเอง
ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกัน
เมื่อถูกสัตว์กัด การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1-2 เข็ม ร่างกายก็จะได้ภูมิต้านทานที่สูงพอจะป้องกันโรคอย่างได้ผลและไม่เสี่ยงต่อการแพ้วัคซีน หรือเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนรอบๆ แผล การฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า จึงเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า โดยฉีดเพียง 3 เข็มภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ไม่จำกัดอายุ โดยเฉพาะเด็กที่มักเล่นกับสัตว์และมีโอกาสถูกสัตว์กัด หรือถูกเลียมือที่มีแผลหรือที่ปาก โดยไม่บอกให้ผู้ปกครองทราบ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามักมีประวัติถูกสัตว์กัดในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ มีอาการทางระบบประสาท มักมีอาการกลัวน้ำและกลัวลมร่วมด้วย โรคนี้ไม่มีทางรักษา ผู้ป่วยทุกรายจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา อ่านเพิ่มเติม

เมื่อมีอาการปวดเท้า และ ข้อเท้า

ข้อเท้า และเท้า ของคนเราถือเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นใดในร่างกาย เพราะช่วยให้เราสามารถเดินไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย และนับว่าเป็นอวัยวะหนึ่งที่ถูกใช้งานบ่อย ในระหว่างที่เราเดินนั้นเท้าและ ข้อเท้า จะต้องรับน้ำหนักตัวในการเคลื่อนไหวต่างๆ ของเรา ปีหนึ่งๆ จะมีผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้า และเท้าเป็นจำนวนมาก
ปวดข้อเท้า และเท้ามีสาเหตุและอาการ ดังนี้
ข้อเท้าพลิก หรือแพลง เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่เราทำกิจกรรมต่างๆ พบมากในหมู่นักกีฬา หรือแม้แต่การใส่รองเท้าส้นสูง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการข้อเท้าพลิกได้ทั้งสิ้น สาเหตุที่เท้าพลิก หรือแพลงนั้นเนื่องจากเอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าฉีกขาด อาจจะเป็นเพียงบางส่วนหรือทั้งเส้น ทำให้ข้อเท้าไม่มั่นคง ผู้ป่วยจะมีอาการบวม และปวดบริเวณข้อเท้า เป็นรอยเขียวๆ รอบข้อเท้า เนื่องจากการฉีกขาดของเส้นเลือด ควรประคบน้ำแข็งบริเวณข้อเท้าทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ อย่านวด หรือรักษาด้วยวิธีการอื่นหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด อาจมีการตรวจทางรังสีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก อาการนี้ใช้เวลารักษาประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่ภาวะบวมจะหายก่อน แพทย์จะให้พักเท้าให้มากที่สุด โดยอาจจะใส่เฝือก ใช้ผ้าพันเพื่อลดอาการบวม หรือใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนัก เมื่ออาการดีขึ้นให้เริ่มต้นบริหารโดยการขยับข้อเท้าทุกทิศทาง เช่น หมุนข้อเท้า กระดูกเท้า เหยียดเท้า บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้กระดูกเท้า ข้อสำคัญของการบริหารต้องไม่ทำให้เกิดการเจ็บของข้อ อ่านเพิ่มเติม

นอนตะแคงขวา เสี่ยงกรดไหลย้อน เล่นงาน

การนอนตะแคงซ้าย หรือขวาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคกรดไหลย้อนได้จริง หากเรานอนราบหัวต่ำ หลังจากรับประทานอาหารภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง ก็จะเพิ่มโอกาสการเกิด กรดไหลย้อน เพราะอาหารและกรดจะยังค้างอยู่ที่กระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถไหลย้อนกลับมาที่บริเวณหลอดอาหารได้ ส่วนเรื่องการนอนตะแคงซ้ายหรือขวานั้น ก็มีความเกี่ยวข้องเช่นกัน เพราะถุงเก็บอาหารในกระเพาะจะอยู่ทางด้านซ้าย เมื่อเรานอนตะแคงซ้าย ถุงจะย้อยลงรูเปิดหลอดอาหารที่ลงไปยังกระเพาะจะอยู่เหนือระดับกรดและอาหารที่อยู่ในกระเพาะ ฉะนั้นกรดจึงจะไม่ไหลย้อนขึ้นมา แต่เมื่อใดก็ตามที่เรานอนตะแคงขวา รูเปิดหลอดอาหารจะอยู่ต่ำกว่าระดับของกรดและอาหารในกระเพาะ ทำให้สามารถย้อนกลับมาได้ ซึ่งทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนมากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ หลายๆ คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าไม่ควรนอนทันที เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการกรดไหลย้อนขึ้นมา อ่านเพิ่มเติม