คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังอาหารกระป๋อง !!

อาหารจำพวกไส้กรอก ลูกชิ้น กุนเชียง หมูยอ แหนม อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เราไม่ได้ห้ามให้คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทาน เพียงแต่ไม่อยากให้รับประทานบ่อย เพราะการแปรรูปอาหารเหล่านี้ผ่านกระบวนการและสารเคมีมาพอสมควร และล้วนมีส่วนประกอบของผงชูรส บอแรกซ์ โซเดียมไนเตรต โซเดียมฟอสเฟต โซเดียมซัคคาริน และโซเดียมตัวอื่น ยิ่งเป็นอาหารแปรรูปที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีความปลอดภัย คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ซื้ออาหารมารับประทาน ต้องอ่านฉลากที่ระบุส่วนประกอบและวันหมดอายุอย่างละเอียดเพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่รับประทานเข้าไปนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งบางอย่างก็เป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกในครรภ์ได้ หากรับประทานในปริมาณมาก เช่น ผงชูรส ที่ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ และปวดศีรษะ แม้ว่าพิษภัยของอาหารเหล่านี้ อาจไม่ได้ปรากฏทันทีทันใด แต่อาจส่งผลในระยาวได้
อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์พึงระวัง
ผงชูรส อาหารที่มีส่วนประกอบของผงชูรส หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปบางประเภทที่มีส่วนผสมของผงชูรส แม้ว่าในทางวิชาการผงชูรสจะมีความเป็นพิษต่ำ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่แพ้ผงชูรส ซึ่งอาจมีอาการตึงชาบริเวณใบหน้าและหู ชาปากและลิ้น วิงเวียนศีรษะ มีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ เป็นต้นแม้ว่ายังไม่มีรายงานระบุแน่ชัดว่าผงชูรสจะเป็นอันตรายกับลูกน้อยในครรภ์หรือไม่ เพื่อความปลอดภัยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยง
ผักและผลไม้ดอง ผลไม้ดองในท้องตลาดที่ไม่ได้มาตรฐานมักจะใช้สารแซคคารีน หรือที่เรารู้จักในชื่อที่คุ้นเคยอย่างขัณฑสกร ซึ่งเป็นสารให้ความหวานนำมาเป็นวัตถุดิบในการดองผลไม้ เพราะให้ความหวานมากและราคาถูกกว่าน้ำตาลหลายร้อยเท่า สารตัวนี้ไม่ให้ประโยชน์แต่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย อาจส่งผลให้คุณแม่มีอาการบวม ของหมักดองเหล่านี้บางเจ้ามีกรรมวิธีที่ไม่สะอาด อาจส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์ท้องเสียเกิดอาการอ่อนเพลียได้ และอาจเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าหากรู้สึกอยากรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว แนะนำให้รับประทานผลไม้สดแทน
นอกจากนี้ อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์พึงระมัดระวังอีกอย่าง คืออาหารที่เพิ่มน้ำหนัก อาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ขนมหวาน และของเชื่อมทุกชนิด ไอศกรีม น้ำอัดลม ขนมเค้ก ครีมเทียม รวมถึงเครื่องปรุง ซอส หรือน้ำจิ้มรสหวาน เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม

โบราณว่าไว้ คนท้องห้ามอาบน้ำตอนกลางคืน จริงหรือ?

จริงๆ แล้วข้อห้ามที่ปู่ย่าตายายบอกต่อๆ กันมาเกี่ยวกับการห้ามคนท้อง อาบน้ำตอนกลางคืน ถือเป็น กุศโลบายเพื่อความปลอดภัยสำหรับคนท้อง เพราะในสมัยก่อนวิถีชีวิตแตกต่างจากปัจจุบันมาก ห้องน้ำก็ไม่ได้สะดวกสบาย บ้างอาบน้ำตามลำคลอง ยิ่งเวลากลางคืนยังไม่มีไฟฟ้า จึงมีความเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น คุณแม่ตั้งท้องอาจลื่น หกล้ม ก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเอง
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความสะดวกสบายของห้องน้ำก็มากขึ้น ในปัจจุบัน คุณแม่สามารถอาบน้ำในช่วงเวลาใดก็ได้ แต่การอาบน้ำในช่วงเวลากลางคืนที่มีอากาศเย็นๆ อาจทำให้คุณแม่เป็นหวัด หรือล้มป่วยได้ง่ายขึ้น อ่านเพิ่มเติม

คุณแม่ตั้งครรภ์ ทำไมชอบเป็นตะคริว

การเกิดตะคริว ขณะตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักเป็นช่วงในอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 21-24 ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก
“ตะคริว” เกิดจากการขาดแคลเซียม และมีฟอสฟอรัสมากเกินไปในกระแสเลือด เพราะคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ขาทั้งสองข้างของคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระบบหมุนเวียนโลหิตตึงแน่นเกินไปบริเวณขา ทำให้เกิดตะคริวได้
ไม่เฉพาะแต่การยืน หรือเดินเท่านั้นที่อาจเกิดตะคริว แม้กระทั่งในช่วงเวลานั่งก็อาจเกิดตะคริวได้เช่นกัน ยิ่งคุณแม่วัยทำงานที่แต่ละวันยังคงต้องทำงานอยู่ที่โต๊ะเป็นเวลานานๆ จะทำให้เลือดเดินไม่สะดวกเกิดของเสียคั่งบริเวณน่อง ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวจนเกิดตะคริวขึ้นได้
สาเหตุอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดตะคริวได้ คือ การที่เลือดไหลเวียนไปส่วนล่างไม่ดีเพียงพอ ดังนั้น การใส่ถุงน่องที่กระชับขาในระหว่างวันที่ทำงาน จะช่วยลดการเกิดตะคริวได้มากขึ้น
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อออกให้อยู่ในความยาวที่ปกติของกล้ามเนื้อนั้น ๆ และให้ยืดกล้ามเนื้ออยู่จนกระทั่งหายปวด อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที แล้วลองปล่อยมือดูว่ากล้ามเนื้อนั้นๆ ยังเกร็งอยู่หรือไม่ ถ้ายังมีอยู่ให้ทำซ้ำจนกระทั่งปล่อยมือแล้วไม่มีอาการเกร็งตัว
การดื่มนม และการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว เมล็ดฟักทอง รวมถึงปลาเล็กปลาน้อย หรืออาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม จะช่วยลดการเกิดตะคริวได้ ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นตะคริวขณะเข้านอนตอนกลางคืนบ่อยๆ ก่อนนอนควรดื่มนมให้มากขึ้น และยกขาสูง ใช้หมอนรองขาให้สูงจากเตียงประมาณ 10 ซม. (4 นิ้ว) อ่านเพิ่มเติม

เคล็ดไม่ลับ..ดูแลผิวพรรณในยามตั้งครรภ์ให้สวยใส

ในช่วงเวลาที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ ดูแลผิวพรรณ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเป็นพิเศษ คือ การให้ความสำคัญกับตัวเอง ทั้งเรื่องของสุขภาพจิตใจ สุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การระมัดระวังตนเองเพื่อให้ตลอดการตั้งครรภ์กว่า 9 เดือนทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยมีความสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด

แต่แม่ก็คือแม่ แม่คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังรักสวยรักงามแม้กำลังตั้งครรภ์ คุณแม่ก็ยังสวยได้ โดยเริ่มจาก
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์แบบไหนที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์? คุณแม่ควรมองหาส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมี ปราศจากสี น้ำหอม สารกันบูดที่ไม่จำเป็น หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง หรือแพ้ง่าย และเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิวหน้า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Retin-A, AHA หรือ BHA, Renova หรือ Benzoyl Peroxide กลุ่มพวก whitening ลดกระ ฝ้า สิว ต่างๆ ที่มีส่วนผสมของโลหะหนักซึ่งมักพบในครีมแก้ฝ้า หรือครีมช่วยให้หน้าขาว ส่วนผสมเหล่านี้รวมถึงกรดวิตามินเอจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด อาจส่งผลให้ลูกในครรภ์แท้ง หรือพิการได้นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสำหรับทำสีผม การยืดผม ฟอกสีผม ดัดผมในช่วงตั้งครรภ์ เพราะสารเคมีบางอย่างอาจเข้าสู่ร่างกาย และส่งผลอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้เช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

7 อาการสัญญาณร้ายมะเร็งปากมดลูก

สาวๆ รู้ไหมว่า แม้ มะเร็งเต้านม จะเป็นเนื้อร้ายที่ผู้หญิงเป็นมากที่สุด แต่มะเร็งที่คร่าชีวิตสาวไทยมากเป็นอันดับ 1 คือ “มะเร็งปากมดลูก” ซึ่งเฉลี่ยทำให้เสียชีวิตถึงวันละ 12 คน!! ทั้งๆ ที่เป็นมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่ทราบสาเหตุของโรคแน่ชัดก็ตาม
HPV ไวรัสตัวร้าย ก่อมะเร็งปากมดลูก และ มะเร็งเต้านม
สำหรับต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้น มีตั้งแต่สารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรัง หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์ แต่รู้ไหมว่าตัวการหลักของมะเร็งปากมดลูกนั้นก็คือ เชื้อไวรัส เอชพีวี (Human Papilloma Virus) และที่น่ากลัวคือ ช่องทางหลักของการติดเชื้อ HPV นั้นคือการมีเพศสัมพันธ์ธรรมดาๆ นี่เอง
ไม่มีอาการเตือน…รู้ตัวอีกทีก็เป็นโรคแล้ว
เชื้อ HPV สามารถติดต่อโดยตรงจากการสัมผัส ช่องทางหลักคือเพศสัมพันธ์ เมื่อได้รับเชื้อ HPV จะอยู่ในร่างกายและมีเวลาดำเนินโรคประมาณ 10-15 ปี และจะแสดงอาการชัดเจนเมื่ออายุ 30-60 ปี
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันหลายอาการ…ควรไปพบแพทย์ด่วน
1. เลือดออกทางช่องคลอด ทั้งเพียงเล็กน้อยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือการมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
2. ประจำเดือนมามาก หรือนานกว่าปกติ
3. เบื่ออาหาร ,น้ำหนักลด
4. มีของเหลวออกทางช่องคลอด หรือตกขาว ทั้งที่เป็นน้ำและข้น เป็นมูก เป็นหนอง มีเลือดปน มีเศษเนื้อปน แม้มีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่นก็ตาม
5. ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะเป็นเลือด (พบในกรณีมีการลุกลามไปกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย)
6. ในรายที่โรคมีขนาดใหญ่ อาจทำให้เกิดการปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย ปัสสาวะขัดหรือถ่ายอุจจาระลำบาก หรือกดเบียดท่อไตทำให้ไตทำงานผิดปกติ จนอาจถึงไตวายได้
7. ขาบวม ซึ่งหมายถึงมะเร็งปากมดลูกได้ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว
ใครบ้าง เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
• ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 18 ปี
• ผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคน หรือแฟนมีคู่นอนหลายคน อ่านเพิ่มเติม

การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คืออะไร ?

การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ตรวจหาหินปูน (calcified plaque) ที่บริเวณหลอดเลือดแดงโคโรนารี ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงหลักที่ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยหินปูนที่ตรวจจะบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease) ยิ่งพบมากยิ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่สูงมากขึ้นตามด้วย โดยภาพหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี จะแปลผลเป็นตัวเลข หรือเรียกว่า Coronary calcium score หากตรวจไม่พบหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่ หรือ Coronary calcium score เป็น 0 จะบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงที่จะมีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันต่ำมาก ในทางตรงกันข้ามหากค่า Coronary calcium score สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าที่มากกว่า 400 จะบ่งชี้ว่าความเสี่ยงที่จะมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภายในระยะเวลา 2-5 ปีสูงมาก แม้ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม

ประโยชน์ของการตรวจหินปูนที่เกาะหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร?
การตรวจพบหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่ จะทำให้เราทราบถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอนาคตว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับความเสี่ยงพื้นฐานของแต่ละคน เช่น อายุ โรคร่วมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หรือประวัติสูบบุหรี่ ซึ่งจะนำพาไปสู่การควบคุมและรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดโอการเกิดโรคหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในอนาคตได้

กระบวนการตรวจมีความยุ่งยากหรือเจ็บตัวหรือไม่
ข้อดีของตรวจหาหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่
เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
ไม่ต้องฉีดยาหรือสารทึบรังสี
ไม่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ
เป็นการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งผู้ตรวจได้รับรังสีในปริมาณน้อยมาก
ใครที่ควรเข้ารับการตรวจหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่บ้าง
ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป อ่านเพิ่มเติม

ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด หนาวนี้ดูแลตัวเองอย่างไรดี?

ในช่วงที่อากาศหนาวจะพบว่าในผู้ป่วยโรคหัวใจและ หลอดเลือด จะมีภาวะความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้ เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงทำให้เส้นเลือดมีการหดตัว และส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นตามมา โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุมากกว่า 65 ปี

นอกจากนี้ช่วงฤดูหนาวอาจส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่น ออกกำลังน้อยลงและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่งผลเพิ่มเติมทำให้ความดันสูงขึ้นได้ ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเกิดจากความดันสูงขึ้น เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรือพบว่าความดันสูงขึ้นกว่าปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา และอาจต้องปรับยาเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตให้เหมาะสม

นอกจากความดันโลหิตที่พบสูงขึ้นในช่วงอากาศหนาวแล้ว โรคหัวใจอื่น ๆ ก็พบเกิดได้มากขึ้นเช่นกัน ในผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ พบว่ามีอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้นได้ในช่วงนี้ อ่านเพิ่มเติม

7 ข้อแนะนำสำหรับขาแรงก่อนลงแข่งขันวิ่งระยะไกล

ปัจจุบันกระแสการออกกำลังกาย และ การแข่งวิ่ง ในระดับต่าง ๆ เป็นที่นิยมมากขึ้น เราจะเห็นว่ามีรายการวิ่งผ่านตาแทบจะทุกสัปดาห์ นอกจากนั้นอายุเฉลี่ยของนักวิ่งก็สูงมากขึ้น ผู้สูงอายุหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้เราได้ยินเหตุการณ์ที่นักวิ่งหมดสติหรือจนกระทั่งเสียชีวิตขณะวิ่งมากขึ้น และล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดเหตุนักวิ่งเสียชีวิตขณะลงแข่งขันถึง 2 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตท่านหนึ่งอายุ 63 ปี และมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกก่อนหมดสติ ชวนให้สงสัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันมาก

การเสียชีวิตฉับพลันขณะออกกำลัง ส่วนใหญ่แล้วมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจนั่นเอง โดยในผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี มักมีสาเหตุจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดหัวใจตีบแบบเฉียบพลัน ส่วนสาเหตุในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี มักเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ หรือโรคกลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต จึงมีคำแนะนำ สำหรับนักวิ่งทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น อันได้แก่

1. ก่อนลง การแข่งวิ่ง รายการวิ่ง นักวิ่งทุกช่วงอายุควรได้รับการตรวจสุขภาพกับแพทย์ โดยเฉพาะการแข่งขันวิ่งที่มีระยะทางมากกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป อย่างน้อยควรได้รับตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการเดินสายพาน (exercise stress test) แบบ maximum test ในกรณีที่แพทย์พบสัญญาณหรือความผิดปกติบางอย่าง หรือมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งการตรวจทั้งสองอย่างนั้น จะช่วยคัดกรองทั้งโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติในนักวิ่งอายุน้อย และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในคนที่มีอายุเกิน 35 ปีอีกด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ผลการตรวจปกติ อาจจะไม่สามารถการันตีได้ 100 % ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขณะวิ่ง แต่ในกรณีโชคร้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น บุคคลเหล่านั้นก็มักจะเป็นผู้ที่สภาพหัวใจแข็งแรงพอที่ร้องขอการช่วยเหลือจากทีมแพทย์ที่ดูแลการแข่งขันได้อย่างทันท่วงที และมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำมาก
2.สำหรับผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป นอกจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการเดินสายพานแล้ว ควรได้รับการตรวจสุขภาพและตรวจเลือด เพื่อค้นหาภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ระดับไขมัน น้ำตาลในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
3.ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนวันลงแข่ง โดยต้องมีการฝึกซ้อมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี นอนหลับพักผ่อนคืนก่อนวันแข่งขันให้เต็มที่ นักกีฬาบางท่านลงแข่งขันมาตลอดเป็นระยะ ๆ แต่ในบางรายการร่างกายอาจไม่พร้อม เช่น ช่วงนั้นงานหนัก คืนก่อนการแข่งขันไม่ได้พักผ่อน ก็อาจทำให้เกิดเหตุในวันแข่งได้ ซึ่งถ้าหากรายการไหนที่ร่างกายไม่พร้อมก็ควรงดการแข่งไปก่อน
4.ไม่ฝืนระยะตัวเอง กล่าวคือ เราซ้อมมาระยะทางเท่าไหร่ ชีพจรอยู่ในโซนไหนควรจะลงแข่งตามระยะนั้น และรักษาระดับชีพจรตามที่เราฝึกซ้อมมา บางท่านลงแข่งขันระยะ 20 กิโลเมตร แต่ซ้อมมาแค่ 15 กิโลเมตร หวังว่าเพื่อนจะช่วยลากหรือบรรยากาศจะช่วยพาไป ซึ่งลักษณะแบบนี้อาจทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายและการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
5.ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดช่วงการวิ่ง โดยเฉพาะในวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าว เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและภาวะ Heat stroke อ่านเพิ่มเติม

การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา Eyelid Treatment

การนวดและทำ ความสะอาดเปลือกตา เพื่อบรรเทาอาการตาแห้งเรื้อรังและต่อมไขมันอุดตันที่เปลือกตา เป็นบริการของศูนย์จักษุ ในชื่อว่า “Eyelid Treatment” ให้บริการโดยพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการอบรมด้านการนวดเปลือกตามาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ก่อนเข้ารับบริการนวดเปลือกตา ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ก่อน

การนวดเปลือกตาเป็นการกดและรีดตามแนวการวางตัวของต่อมไขมัน (meibomian gland) ที่ขอบเปลือกตา โดยใช้อุปกรณ์ในการนวดเปลือกตา เช่น แท่งแก้ว ไม้พันสำลี เพื่อให้ไขมันที่อุดตันอยู่ในต่อมระบายออกมา

ขั้นตอนการทำ Lid Treatment
1.การประคบอุ่น
ทำเพื่อละลายไขมันที่อุดตันในต่อมให้นิ่มตัวลงโดยใช้ความร้อนที่ 40-42 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที โดยพยาบาลจะใช้เครื่องประคบอุ่น ครอบบนเปลือกตาทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยสามารถลืมตาได้
2.การนวดเปลือกตา
ทำเพื่อระบายไขมันที่ค้างอยู่ในต่อมไขมันเปลือกตาให้ออกมา ลดการอุดตัน และเสื่อมของต่อมไขมันที่เปลือกตา โดยพยาบาลจะหยอดยาชา และทำการนวดเปลือกตาด้วยแท่งแก้วหรือไม้พันสำลี เพื่อรีดเอาไขมันที่อุดตันออกมา อ่านเพิ่มเติม

การเคาะปอด เพื่อระบายเสมหะในเด็กเล็ก

1. การเคาะปอดระบายเสมหะในเด็ก
อาการเจ็บป่วยที่มักพบบ่อยในเด็กคือโรคระบบทางเดินหายใจ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจะพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นด้วยการไอออกมา (หรืออาจกลืนลงไปบ้าง ร่างกายก็จะขับถ่ายออกมาได้เอง) เป็นกลไกป้องกันตัวตามปกติของร่างกาย แต่สำหรับเด็กมักจะไม่สามารถไอและขับเสมหะออกมาได้เอง ทำให้เกิดภาวะการคั่งค้างของเสมหะในทางเดินหายใจของผู้ป่วยเด็ก เป็นปัญหาสำคัญในการขัดขวางการระบายอากาศ ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้องออกแรงในการหายใจมากขึ้นจนมีอาการหอบเหนื่อยตามมา บางรายอาจมีเสมหะมากจนอุดกั้นท่อทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมหรือปอดอักเสบได้ ผู้ป่วยเด็กจึงควรต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และเมื่อมีการสะสมเสมหะมากขึ้น หรือเสมหะมีลักษณะเหนียวมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยเด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจโดยอาศัยกลไกของร่างกายเพียงอย่างเดียวจำเป็นต้องมีการทำกายภาพบำบัดทรวงอก (Chest Physiotherapy) เพื่อช่วยขับเสมหะออกมา ซึ่งได้แก่การเคาะปอด, การใช้แรงสั่นสะเทือน, การจัดท่าระบายเสมหะ และการฝึกไอให้มีประสิทธิภาพ

2. การเคาะปอด (Chest Percussion)
การเคาะปอดและการสั่นปอด มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนผ่านผนังทรวงอกลงไปถึงแขนงหลอดลม ลมที่กระทบผนังทรวงอกขณะเคาะ จะทำให้เสมหะที่เกาะอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนปลายค่อยๆหลุดเลื่อนไหลออกมาตามแขนงหลอดลมจากเล็กไปใหญ่ และเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอเพื่อระบายเสมหะออก ในเด็กเล็กอาจใช้ผ้าบางๆ วางบนตำแหน่งที่เคาะ การเคาะปอด จะต้องทำมือลักษณะเป็นกระเปาะหรือรูปถ้วย (cup hand) ปลายนิ้วชิดกัน ข้อมือ ข้อศอก และไหล่เคลื่อนไหวสบายๆ เคาะด้วยความถี่ 3 ครั้งต่อวินาที เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ให้ทั่วๆบริเวณทรวงอกส่วนที่เคาะอยู่ เคาะวนเป็นวงกลม หรือเลื่อนไปทางซ้ายและขวาก็ได้ โดยเคาะตามลักษณะกายวิภาคศาสตร์กลีบของปอด 2 ข้าง กลีบละ 1 – 2 นาที ใช้เวลารวมทั้งหมดไม่ควรเกิน 30 นาที (ในทารกแรกเกิด นักกายภาพบำบัดอาจเลือกใช้วิธีใช้นิ้วเคาะปอดแทนการใช้ทั้งอุ้งมือ) อ่านเพิ่มเติม