Spies in Disguise: เปิดปีด้วยหนังสนุกมันอิ่มสุขได้ข้อคิด ชีวิตจะได้แฮปปี้ไปตลอดปี

เรื่องราวของคู่หูคู่ฮาและการออกจารกรรมข้ามชาติ แลนซ์ สเตอร์ริ่ง (วิล สมิธ) สายลับที่เจ๋งที่สุดในโลก เขาเท่ มีเสน่ห์ มีฝีมือร้ายกาจ การช่วยโลกคืออาชีพของเขา ไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว และ วอลเทอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) คนที่มีจิตใจดีและแทบจะตรงข้ามกับแลนซ์โดยสิ้นเชิง ซึ่งเขาอาจไม่ใช่คนที่พูดคุยได้เก่งนัก และแม้ว่าเขาจะขาดความสามารถในการเข้าสังคม แต่ความสามารถเหล่านั้นก็ถูกทดแทนด้วยความฉลาดและช่างประดิษฐ์ วอลเทอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ในภารกิจต่าง ๆ ของแลนซ์นั่นเอง แต่เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อทั้งสองต้องหันมาเชื่อมั่นในตัวกันและกันในแง่มุมใหม่ ๆ และนี่เองที่หากพวกเขาไม่เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีม โลกทั้งใบอาจตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง

หนังเรื่องนี้นับเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของค่าย Blue Sky ที่ออกฉายหลังจากดิสนีย์ได้เข้าซื้อค่ายฟ็อกซ์เรียบร้อย ซึ่งตัวค่ายแอนิเมชันเองก็มีผลงานมาก่อนหน้านี้มากมาย ที่สร้างชื่อจริงจังเลยก็คือแฟรนไชส์ Ice Age และหนังคำชมเยี่ยมอย่าง The Peanuts Movie (2015) ซึ่งเป็นอีกค่ายที่มักมีหนังส่งเข้าฉายโรงแทบทุกปี โดยเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายบ้านเราคือหนังแอนิเมชันกระทิงหัวใจคิวต์อย่าง Ferdinand (2017) จึงเห็นได้ว่าหนังสายลับเรื่องนี้ที่ใช้เวลากว่า 2 ปี ในการผลิตน่าจะได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันทีเดียว ทั้งนี้อาจเพราะเป็นการให้โอกาสผู้กำกับหน้าใหม่จากสายโปรดักชันเดิมของค่ายขึ้นมาทำหนังใหญ่เต็มตัวครั้งแรกอย่าง นิก บรูโน และ ทรอย เควน และยังเป็นการเปลี่ยนทัศนวิสัยในการผลิตแอนิเมชันของค่ายที่ต่างจากเดิมมาก สังเกตดี ๆ ว่าบลูสกายไม่ค่อยเน้นหนังที่ใช้มนุษย์เป็นตัวเดินเรื่อง ทั้งด้านการดีไซน์เองก็ชวนให้นึกถึงหนังแอนิเมชันฝั่งค่ายโซนี หรือดิสนีย์มากเสียกว่าของฟ็อกซ์ด้วย หรือจะตัวพลอตเองก็ตามนี่ไม่ใช่หนังในสไตล์เดิมของค่ายบลูสกายเลยก็ว่าได้ มันคงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหม่ ใหญ่ และเสี่ยงจนต้องใช้เวลากับมันมากขึ้นก็ว่าได้

ว่ากันตามตรงเราได้ชมทีเซอร์ของหนังเรื่องนี้กันมาร่วมปีแล้ว (1 พฤศจิกายน 2018) แต่ตัวหนังก็ดีเลย์เลื่อนฉายมาอีกร่วม 4 ครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นหนังแอนิเมชันเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายในทศวรรษ 2010s ไปในที่สุด ซึ่งปกติเลื่อนแบบนี้มักเกิดจากกรณีหนังมีปัญหา แต่มองอีกมุมถ้าแก้ไขแล้วดีก็ถือว่าได้งานที่พิถีพิถันขึ้นมาเหมือนกันเพราะมีเวลาปรับปรุงเยอะขึ้น แล้วหนังเรื่องนี้ก็เข้าเกณฑ์หลังเพราะว่า หนังทำมาสนุกมาก

หนังได้แรงบันดาลใจห่าง ๆ อิงจากแอนิเมชันขนาดสั้นของ ลูคาส มาร์เทล เรื่อง Pigeon: Impossible (2009) เกี่ยวกับความวายป่วงระหว่างสายลับกับนกพิราบที่บังเอิญได้ครองอาวุธไฮเทคล้ำสมัยของสายลับนิรนามนั้นเข้า (ลองหาดูในยูทูบได้เป็นหนังใบ้ที่สนุกดี ดูหนังออนไลน์ ที่นี่ เลย) โดยชื่อของแอนิเมชันสั้นถูกนำมาใช้ในฐานะชื่อระหว่างงานสร้าง (Working Title) ของหนังเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้ก็ต้องยกเครดิตให้ แบรด โคปแลนด์ จาก Ferdinand และ ลอยด์ เทย์เลอร์ จาก The Wild (2006) ที่ศึกษางานหนังสปายและหนังแนวคู่หูผิดฝาผิดขั้วมาดี แม้จะเป็นแนวที่ทำซ้ำกันมาเยอะมาก แต่หนังเรื่องนี้ก็ใช้ทั้งสูตรสำเร็จแนวคู่หู แนวแอ็กชัน แนวสายลับที่มีอุปกรณ์ไฮเทคพิศดารมากมาย ผสมการพลิกแพลงเรื่องราวนอกกรอบแบบแนวไซไฟที่คนกลายเป็นนกพิราบมาสร้างทางใหม่ให้หนังได้ ซึ่งที่ลองทำแผลง ๆ ได้ง่ายเพราะแก่นกลางจากแนวหนังสูตรสำเร็จมันแข็งแรงพอด้วยนั่นเอง

สำหรับตัวละครก็แทบจะออกแบบมาให้เหมาะเจาะกับ แลนซ์ สเตอร์ริ่ง ดาราที่มารับพากย์เสียงเลยไม่ว่าจะสายลับผิวสีสุดเนี้ยบเครางามนาม แลนซ์ ที่ได้ วิล สมิธ มารับบท (และหน้าตาตัวละครนึกว่าเป็นวิล สมิธเองเลยด้วย) หรือจะหนุ่มน้อยแสนเนิร์ดแสนซนอย่าง วอลเทอร์ ที่ชวนให้นึกถึงคาแรกเตอร์กวน ๆ แบบ ทอม ฮอลแลนด์ อยู่มากเหมือนกัน โดยชื่อของ 2 ตัวละครนำก็เป็นการตั้งเพื่อให้เกียรติคารวะแด่ วอลเทอร์ แลนซ์ (Walter Lantz) แอนิเมเตอร์ชั้นครูผู้ให้กำเนิดตัวละคร Woody Woodpecker ด้วย เมื่อคาแรกเตอร์ดีไซน์และคนพากย์ลงตัวหนังก็รอดไปเกินครึ่งตัวแล้ว เพราะต้องยอมรับว่า 2 ตัวละครนี้คือคีย์หลักของเรื่องจริง ๆ คอนทราสต์ระหว่างสายลับอันดับหนึ่งของโลกที่มั่นใจในตัวเอง บินเดี่ยวไม่ชอบทำงานเป็นทีม ทั้งยังยึดคติโลกนี้มันโหดร้าย ต้องใช้ไฟต้านไฟ จะใจดีกับวายร้ายไม่ได้เด็ดขาด กับอีกคนเป็นเด็กหนุ่มโลกสวยนักประดิษฐ์ที่เชื่อว่าความเพี้ยนที่ทุกคนมองข้ามหัวตลอดเวลาของเขา สักวันจะนำโลกสู่สันติสุขได้ โดยที่ไม่ต้องประหัตประหารใครอีก เขาเลยออกแบบอุปกรณ์มหัศจรรย์มากมายที่ไม่อาจฆ่าใครได้ทั้ง ระเบิดกากเพชรที่ฉายรูปแมวเหมียวเพื่อให้วายร้ายจิตใจอ่อนโยนลง เป็นต้น คือพลอตง่าย ๆ แค่นี้ล่ะแต่เอามาขยี้ความขัดแย้งได้สนุกนักแล

มาพูดถึงส่วนที่น่าชื่นชมแบบเกินความคาดหวังกันบ้างนั่นก็คือฉากแอ็กชัน ที่มันพะยะค่ะ มาก ๆ เด่นสุด ๆ ก็มุมกล้องบางฉากที่ทำดีอย่างกับหนังแอ็กชันเพียว ๆ ด้วยซ้ำ มุกต่าง ๆ ก็เป็นมุกสถานการณ์ที่ฮาแบบเข้าใจง่ายทั้งยังอาศัยจุดเด่นของคาแรกเตอร์มาเล่นได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติของนกพิราบที่เล่นได้ไม่รู้เบื่อ ช็อตซึ้ง ๆ ก็มีมาแบบพอกระแทกใจแต่ไม่ถึงคร่ำครวญ มาพอให้ชวนคิดได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของวิธีต่อสู้กับความเลวร้ายด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และสูตรสำเร็จที่พลาดไม่ได้อีกประการคือหนังมีตัวร้ายที่ดี ดีในที่นี้คือมีภูมิหลังการกระทำที่น่าเห็นใจมีมิติ และมีความฉลาดเก่งกาจโหดเหี้ยมจนรู้สึกได้ว่าฮีโรสามารถพ่ายแพ้ได้จริง ๆ ซึ่งก็ได้ เบน เมนเดลสัน ตัวร้ายจาก Rogue One (2016) และ Ready Player One (2018) มาให้เสียงพากย์ที่ดูน่ายำเกรงด้วย

Finding Nemo (3D) : ปลาเล็ก หัวใจโต๊โต (ดิสนีย์ พิกซาร์)

Finding Nemo (3D) : ปลาเล็ก หัวใจโต๊โต (ดิสนีย์ พิกซาร์)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก ทางการภาพยนตร์ FindingNemo

กำหนดฉาย : 4 ตุลาคม 2555

แนว : แอนิเมชั่น
ให้เสียง : อัลเบิร์ต บรู๊คส์, เอลเลน ดีเจเนอเรส, อเล็กซานเดอร์ กูลด์, วิลเล็ม ดาโฟ, แบรด การ์เรตต์, อลิสัน แจนนี่ย์, ออสติน เพนเดิลตัน, โจ แรนฟ์ท, เจอฟฟรีย์ รัช, แอนดรูว์ แสตนตัน, อลิซเบ็ธ เพอร์กิ้น

กำกับ : แอนดรูว์ แสตนตัน
ผู้ช่วยผู้กำกับ : ลี อันคริช
เรื่องราวดั้งเดิม : แอนดรูว์ แสตนตัน
บทภาพยนตร์ : แอนดรูว์ แสตนตัน, บ๊อบ ปีเตอร์สัน, และ เดวิด เรย์โนลด์ส
ประพันธ์ดนตรี : โธมัส นิวแมน ดูหนังออนไลน์

การกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ 3 มิติสุดตระการตา ของภาพยนตร์แอนิเมชั่นเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ที่จะพาผู้ชมกลับไปสู่การผจญภัยใต้ทะเลลึกอีกครั้งกับประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม พร้อมด้วยเหล่าตัวละครสุดโปรด, มุกตลก, และเรื่องราวสุดประทับใจ

FindingNemo คือเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นและสนุกสนานของ “มาร์ลิน” ปลาการ์ตูนผู้หวงลูกจนเกินเหตุ (พากย์โดย อัลเบิร์ต บรู๊คส์) และลูกชายของเขา “นีโม” (พากย์โดย อเล็กซานเดอร์ กูลด์) ที่พลัดหลงกันในแนวปะการังใหญ่ เมื่อนีโมถูกจับตัวไปจากมหาสมุทรซึ่งเป็นบ้านของเขา ไปอยู่ในตู้ปลาในห้องทำงานของหมอฟันคนหนึ่ง ด้วยการช่วยเหลือของเพื่อนร่วมทางอย่าง ดอรี่ (พากย์โดย เอลเลน ดีเจเนอเรส) ปลาบลูแทงจ์ผู้เป็นมิตรแต่ความจำสั้น มาร์ลิน ได้ออกเดินทางสู่เส้นทางสุดอันตรายด้วยความพยายามอันยิ่งใหญ่ทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือลูกชายของเขา ที่รวบรวมความกล้ากับแผนการหาทางกลับบ้านด้วยตัวเอง

เกร็ดน่ารู้ หนัง Finding Nemo

• Finding Nemo ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมในปี 2003
• ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม-ดนตรี หรือ ตลก
• เมื่อครั้งที่ออกฉาย Finding Nemo คือภาพยนตร์เรท “ทั่วไป” ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล
• เอลเลน ดีเจเนอเรส ได้รับรางวัล เอ็มทีวี อวอร์ด สาขาการแสดงตลกยอดเยี่ยม
• ปี 2008 สถาบันภาพยนตร์อเมริกันให้ Finding Nemo เป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา

ดำดิ่งสู่การผจญภัยในท้องทะเลลึกอีกครั้งในแบบ 3 มิติ สุดตระการตา 4 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ในยุคสมัยที่การนำ ‘หนังเก่า’ กลับมาให้ผู้ชม (โดยเฉพาะในบ้านเรา) ได้ยลโฉมอีกครั้งในโรงภาพยนตร์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก อันเนื่องมาจากกระแสการตอบรับที่อาจเรียกได้ว่าเย็นชา หรืออย่างน้อยก็ไม่มีความกระตือรือร้นเท่าที่ควร (ประเมินจากจำนวนของหนังเก่าที่กลับมาฉายและตัวเลขรายได้ซึ่งไม่หวือหวาเท่าใด) ซึ่งมองในอีกมุมหนึ่ง มันแปลว่าผู้ชมยังไม่เห็นความหมายหรือความสำคัญของการได้ดูหนังเก่าอีกครั้งใน ‘โรงภาพยนตร์’ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว มันเป็นโอกาสที่พิเศษและเกิดขึ้นน้อยมาก

การหวนคืนจอเงินอีกครั้งของหนังอายุเก้าขวบเรื่อง Finding Nemo (ซึ่งเป็นการออกฉายทั่วโลก) จึงจำเป็นต้องมีเหตุผลหรือข้ออ้างที่แน่นหนามากกว่าการกลับมาเพียงเพื่อให้แฟนๆ ได้คลายความคิดถึง หรือรื้อฟื้นความทรงจำ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้แฟนเยาว์วัยรุ่นหลังได้ทำความรู้จักหนังที่เป็นที่รักของใครต่อใครที่ได้ดู หรือในกรณีที่เถรตรงกว่านั้น เพื่อเก็บเกี่ยวรายได้เพิ่มเติม (ซึ่งในแง่มุมหนึ่ง มันเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริง) และหลังจากที่บริษัท ‘ดีสนี่ย์ /พิกซาร์’ ประสบความสำเร็จในการนำหนังเรื่อง The Lion King (1994) กลับมาฉายซ้ำเป็นการชิมลางเมื่อปีกลาย -โดยการนำเสนอในรูปแบบสามมิติ (ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นาน แผ่นบลูเรย์สามมิติของหนังเรื่องดังกล่าวจะถูกวางตลาด อันเป็นวงจรต่อเนื่องในทางธุรกิจ) มันก็ถึงคิวของการแปลงโฉมหนังเรื่อง Finding Nemo จากระบบภาพแบบสองมิติเป็นสามมิติ (และแน่นอน แผ่นบลูเรย์สามมิติในอีกไม่ช้าไม่นาน) นั่นเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไม เรื่องราวการผจญภัยของปลาการ์ตูนสองพ่อลูกถึงได้ย้อนมาโลดแล่นในโรงหนังอีกครั้ง ทั้งๆ ที่วาระของการเฉลิมฉลองการครบรอบอย่างเป็นกิจจะลักษณะ (เช่น สิบปี สิบห้าปี ยี่สิบปี ฯลฯ) ยังไม่ได้เวลาอันสุกงอมเพียงพอ

แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ควรรายงานเป็นลำดับแรกเกี่ยวกับ Finding Nemo 3D ก็คือ มัน ‘เสกสมรส’ เข้ากับระบบสามมิติได้อย่างสอดประสานกลมกลืนเสมือนทองแผ่นเดียวกัน จนดูประหนึ่งว่าหนังคอมพิวเตอร์กราฟฟิคอนิเมชั่นเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบ ‘3D’ ตั้งแต่เริ่มต้น ความตื้นและลึกของภาพช่วย ‘ขยับขยาย’ ให้หนังดูมีมิติที่เสมือนจริงจนแทบจะเอื้อมมือไปจับต้องได้ และความแตกต่างกันที่โดดเด่นสะดุดตามากขึ้นของรายละเอียดในส่วนโฟร์กราวนด์และแบ็คกราวนด์ ก็ยิ่งทำให้อาณาจักรใต้ท้องทะเลในแถบ Great Barrier Reef เป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ มนต์ขลังและความน่าพิศวงอย่างที่หนังอนิเมชั่นที่ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นใต้ท้องมหาสมุทรเรื่องไหนไม่อาจเทียบเคียง และนอกเหนือจากความประณีตและพิถีพิถันในการแปลงสัญญาณภาพจากสองมิติเป็นสามมิติแล้ว สีสันและความสดใส ตลอดจนความคมชัดที่ได้รับการยกระดับให้เข้มข้นและจัดจ้านมากขึ้น ก็ยิ่งช่วยให้การหวนกลับไปเยี่ยมเยียนหนังเรื่องนี้อีกครั้ง เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ชวนให้จดจำ กระทั่งเป็นเสมือนการได้ดูหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งจะถูกนำออกมาฉายเป็นครั้งแรกก็ไม่ปาน

แต่ไม่ว่าข้อเขียนนี้จะสรรเสริญเยินยอความสำเร็จของการนำเอาระบบสามมิติมาสวมทับลงบนหนังสองมิติได้อย่างเหมาะสมอย่างไร คุณงามความดีที่แท้จริงของหนังเรื่อง Finding Nemo ก็ยังคงอยู่ในองค์ประกอบหลักๆของความเป็นหนังอนิเมชั่น อันได้แก่ บทหนัง ซึ่งรวมถึงการวางกรอบในการบอกเล่า, การสร้างบุคลิกตัวละคร, การสอดแทรกมุกตลกและอารมณ์ขันที่ชวนให้สนุกสนานครื้นเครง และครอบคลุมทุกช่วงอายุของกลุ่มประชากร; บรรดาอนิเมเตอร์ทั้งหลายที่ช่วยทำให้ไอเดียที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศธาตุและตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในบทหนัง กลายเป็นรูปธรรมที่ผู้ชมไม่เพียง ‘จับต้อง’ ได้ด้วยการมองเห็น แต่ยังสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความมีเลือดมีเนื้อและชีวิตชีวาของบรรดาตัวละคร และนั่นต้องรวมถึงอนิเมเตอร์ที่ทำงานกับความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆ ในน้ำ ตลอดจนสร้าง ‘ความจริงเสมือน’ ของสภาพแวดล้อมใต้ท้องทะเล ที่แทบจะทำให้ผู้ชมแยกไม่ออกระหว่างของจริงกับของจำลองซึ่งละม้ายคล้ายคลึงจนน่าตื่นตะลึง

อาการบาดเจ็บรุนแรงจาก Surf Skate

หลังจากกีฬา Surf Skate ฮิตติดลมบนในประเทศไทย จำนวนผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากกีฬาชนิดนี้จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็เพิ่มขึ้น โดยอาการบาดเจ็บรุนแรงที่พบคือ อุบัติเหตุจากการเสียการทรงตัว ล้ม หรือกระแทก และหากเล่นบนถนนที่มีการจราจรอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

ตัวอย่างอาการบาดเจ็บรุนแรงจากกีฬา Surf Skate ได้แก่

  • บาดเจ็บศีรษะ เช่น ศีรษะแตก กะโหลกร้าว สมองกระทบกระเทือน หรือมีเลือดออกในสมอง
  • กระดูกหัก เช่น ข้อมือหัก ข้อศอกหัก กระดูกหัวไหล่หัก ไหปลาร้าหัก ข้อสะโพกหัก ลูกสะบ้าแตก ข้อเท้าหัก
  • ข้อเคลื่อนหลุด เช่น ข้อไหล่หลุด ข้อศอกหลุด ลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดบริเวณเข่า
  • เอ็นฉีกขาด เช่น เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด เอ็นข้อศอกฉีกขาด เอ็นเข่า หรือเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด

รู้จักหมอนรองกระดูกเข่า

หมอนรองกระดูกเข่า ทำหน้าที่สำคัญในร่างกาย โดยรองรับแรงกระแทกที่เกิดต่อเข่า ทั้งการยืน เดิน วิ่ง กระโดด หรือกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยจะมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่มีความยืดหยุ่น อยู่ระหว่างกระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขา

ทั้งด้านในและด้านนอกเข่า อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อเข่าด้วย

หมอนรองกระดูกเข่าเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างน้อย หากเกิดการฉีกขาดจะทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองมีไม่มาก

และทำให้เสียความสามารถในการรองรับแรงกระแทก ข้อเข่าไม่มั่นคง เกิดเป็นภาวะข้อเข่าเสื่อมได้ในท้ายที่สุด

Stand by Me Doraemon 2: ดราม่าเรียกน้ำตามาต่อเนื่อง

จนเมื่อคุณย่าเอ่ยปากว่า “อยากจะพบกับเจ้าสาวของโนบิตะ” โดราเอมอน และโนบิตะจึงเดินทางไปในวันแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อนจะพบว่าโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ได้หนีหายออกจากงานแต่งงานของเขากับชิซึกะไป โนบิตะและโดราเอมอนจึงต้องช่วยกันตามหาเพื่อทำให้ความฝันของคุณย่าเป็นจริง

ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของฟูจิโกะ F ฟูจิโอะ จะมีการสร้างโดราเอม่อนในรูปแบบของภาพยนตร์ 3D CG แอนิเมชั่น ชื่อว่า “Stand by me Doraemon” กำหนดการฉายในญี่ปุ่นวันที่ 8 สิงหาคมนี้

เป็นตัวละครที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คน ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ ปกติแล้วโดราเอม่อนจะมีเป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นออกมาทุกปี แต่ในปีนี้จะพิเศษด้วยการสร้างออกมาในรูปแบบ 3DCG ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ส่วนในไทยนั้นมีสิทธิ์ที่จะได้ชมค่อนข้างสูง (ลิขสิทธิ์คาดว่าจะเป็นของ Rose Media) สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ห่างมาถึง 6 ปีนับจากภาคแรกในชื่อ ‘Stand by Me Doraemon โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป’ ในปี 2014 ซึ่งจริงแล้วก็ถือว่าจบลงตัวในตัวเองอย่างมากแล้ว แต่ด้วยความนิยมของแอนิเมชัน 3 มิติชุดนี้ ทำให้ผู้กำกับ ยามาซากิ ทาเคชิ และ ยางิ ริวอิจิ จากภาคแรกกลับมาสานต่อเรื่องราวมิตรภาพสุดซึ้งนี้ต่อ

และได้ออกฉายในญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว ส่วนบ้านเราก็กำลังจะเข้าฉายโปรแกรมปกติในวันที่ 6 เมษายนนี้ โดยมีรอบพิเศษจัดฉายมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1-5 เมษายนด้วย

ว่ากันตามจริงแล้วต้องบอกก่อนว่าความแตกต่างสำคัญระหว่าง Stand by Me Doraemon กับแอนิเมชันโดราเอมอนที่เป็นภาคการผจญภัยต่าง ๆ ซึ่งมีออกฉายมาแทบทุกปีนั้น หลัก ๆ คือกลุ่มผู้ชม เพราะในขณะที่แอนิเมชัน 2 มิติจะจับกลุ่มเด็กจริง ๆ ที่เน้นเรื่องของฉากการผจญภัยหวือหวา มีเพื่อนใหม่ของโนบิตะที่น่าสนใจซึ่งมักไม่ใช่คน เรียกว่าอัดแฟนตาซีจัดเต็มกว่า

แต่แอนิเมชัน 3 มิติ ในชุด Stand by Me Doraemon นั้น จะจับความสนใจ หรือความเข้าใจกับอดีตเด็ก หรือผู้ใหญ่ในปัจจุบันที่โตมากับการ์ตูนชุดโดราเอมอนได้ดีกว่า ทั้งด้วยเรื่องของฉากการผจญภัยที่จะไม่แฟนตาซีเท่า ดูมีความดราม่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกว่าและต้องอาศัยความเข้าใจมากขึ้น นอกจากนี้มุกการเล่าเรื่องก็ยังสามารถใส่ความซับซ้อนได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการย้อนเวลาแก้ไขอดีต-อนาคตไปมา ซึ่งที่ว่ามามันคือหนังแอนิเมชันสำหรับเด็กโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ดูนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ ‘Stand by Me Doraemon 2 โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’ ด้านเนื้อเรื่องนั้น ก็แอบประหลาดใจเล็กน้อยที่หนังมีความเชื่อมโยงแบบจับต้องได้กับหนังภาคแรก ซึ่งที่คาดไว้ทีแรกคือหนังน่าจะแยกกันจบในตัวแบบแอนิเมชัน 2 มิติที่แต่ละตอนไม่ต้องเชื่อมโยงกัน ด้วยระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาถึง 6 ปี คนที่ดูภาคแรกก็น่าจะลืมรายละเอียดไปเยอะแล้ว ทว่าผู้สร้างก็คงความตั้งใจให้หนังชุดนี้มีความเป็นชุดสะสม ที่เรื่องราวต่อเนื่องเป็นหนังชุดเดียวกันนั่นเอง

เนื้อเรื่องที่โนบิตะอยากกลับไปหาคุณย่าเพราะเจอตุ๊กตาในวัยเด็ก (โดยนำเนื้อหาในหนังสือการ์ตูนตอนที่ซึ้งที่สุดตอนหนึ่งมาใช้) และลากไปสู่ตอนที่โนบิตะในอนาคตหนีการแต่งงาน ทำให้โดราเอมอนต้องตามไปแก้ปัญหามีการข้ามเวลาไปมากันวุ่นวาย จึงเป็นการคิดเลือกเรื่องราวในตอนที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโนบิตะกับครอบครัว (คุณย่า,คุณพ่อ,คุณแม่) มาเชื่อมกับครอบครัวที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ (โนบิตะ กับชิสุกะ) นั้น ทำให้เราเห็นความพิถีพิถันของผู้สร้างอย่างดีทีเดียว อันนี้ชื่นชมมาก ๆ

ซึ่งฉากประมวลความสัมพันธ์ทั้งหมดค่อนปลายเรื่อง ลากยาวจนถึงจบนั้น ต้องบอกว่า ขยี้แล้วขยี้อีก อัดฉากซึ้ง ๆ คำพูดซึ้ง ๆ มารัว ๆ ฉากนี้ยังไม่น้ำตาซึมเหรอ ได้ งั้นต่อด้วยฉากนี้ ยังอีกเหรอ งั้นฉากนี้ล่ะ ..อารมณ์ประมาณนี้เลย ตรงนี้แล้วแต่คนเลย ใครอินอยู่แล้วก็น่าจะยิ่งชอบ แต่ในทางกลับกันใครไม่อินมุกแนวญี่ปุ่นขยี้เรียกน้ำตาก็คงรู้สึกว่าจะอะไรกันนักกันหนา ทว่าด้วยความเป็นแอนิเมชันน่ารัก ๆ เราคงไม่รู้สึกไปรำคาญตัวละครเท่ากับหนังญี่ปุ่นคนแสดงอยู่ดี

ส่วนที่ยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็เป็นจุดที่เลี่ยงไม่ได้ ก็คงเป็นบรรดาความงี่เง่าของตัวโนบิตะเองที่ต้องมีเพื่อสร้างปัญหาให้เรื่องเดิน ซึ่งในหนังสือการ์ตูนเราอาจเคยชินกับมันอยู่แล้ว เพราะมักจะจบความงี่เง่าหนึ่ง ๆ ในตอนสั้น ๆ แต่พอมาเป็นหนังยาว ๆ แล้วยังเล่าด้วยความสมจริงมาก ๆ ไม่ค่อยแฟนตาซี บรรดาความงี่เง่าเหล่านั้นจึงอาจมากเกินพอดี

เราอาจทำใจได้ว่าเขาเป็นเพียงเด็กประถมมันก็มีความไม่นิ่งทางอารมณ์ความคิดอยู่แล้ว นั่นก็พอเข้าใจได้ ในฉากที่โนบิตะกลับไปอดีตเจอตัวเองตอนเด็กกว่าทำตัวงี่เง่า โนบิตะก็โกรธ และนี่คือจุดสำคัญมาก ๆ ว่าตัวละครโนบิตะในปัจจุบันนั้นมีพัฒนาการมาก แล้วหลังจากนั้นเขาก็ไม่ค่อยทำตัวงี่เง่า ซึ่งดีมาก ๆ ที่หนังเล่าได้แบบนี้ ทว่าพอไปเจอโนบิตะผู้ใหญ่ปรากฏว่าตัวโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ดันทำตัวงี่เง่าหนักกว่า มันทำให้ความรู้สึกตรรกะของหนังมันแปร่ง ๆ ไปหมด และกลายเป็นว่าเราอยู่กับความงี่เง่าของโนบิตะในทุกวัยแทบจะ 60% ของเรื่อง ซึ่งมันทรมานไม่น้อยทีเดียว

และแม้ท้ายสุดหนังจะหาทางออกและคลี่คลายได้ว่าทำไมโนบิตะจึงไม่ได้เรียนรู้พัฒนาความคิดอะไรขึ้นเลยหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่ามา เพื่อให้เนื้อหาของแอนิเมชันในอนาคตไม่แกว่ง แต่ในทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเขาทิ้งพัฒนาการของตัวละครไปแบบไม่ใยดีเกินไป เหมือนเวลากว่าชั่วโมงครึ่งที่ผ่านมา โนบิตะกลับไปเป็นเด็กงี่เง่าคนเดิมตอนต้นเรื่อง เนี่ยเสียดายสุด

อีกเรื่องที่น่าดีใจคือ แม้หนังจะมีบทสรุปจบในตัว แต่ก็ทิ้งเชื้อแบบเนียน ๆ ถึงภาค 3 ไว้ (ถ้าจะทำ) เพราะมีฉากหนึ่งที่โนบิตะกับโดราเอมอนเปิดดูอนาคต 1 ปีหลังวันแต่งงานและพบว่า… ซึ่งเราอาจหลงลืมไป และคิดว่าแก้ไขเหตุการณ์หมดแล้ว ทว่าในความจริงเหตุการณ์ที่ทั้งคู่เห็นนั้นก็จะยังคงอยู่ หากแต่โนบิตะกับโดราเอมอนเข้าใจผิดไปเองว่านั่นเกิดจากเหตุการณ์หนีการแต่งงานครั้งนี้ จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้นกับโนบิตะหลังแต่งงานไปแล้ว 1 ปีกันแน่

จุดเด่น

ภาพที่สวยงามมาก ๆ อันนี้น่าจะไม่มีคนเถียง การเล่าเรื่องทั้งซึ้ง ตลกและอมยิ้มนั้นทำได้ดี เอาหลาย ๆ ตอนในหนังสือมายำได้ลงตัวมาก เล่าความสัมพันธ์ระหว่างโนบิตะกับคนรอบตัวโนบิตะได้ดีจริง ๆ และแนะนำเลย เพลงจบ เนื้อหาดีมากกกก

จุดสังเกต

ฉากขยี้เรียกน้ำตามารัว ๆ ใครไม่ชอบสไตล์นี้คงรู้สึกว่าหนังล้น ๆ ได้ และน่าเสียดายนิดที่โนบิตะในอนาคตไม่ค่อยมีซีนซึ้งกับโดราเอมอนนักทั้งที่ภาคก่อนก็เป็นปมใหญ่เหมือนกัน ที่ไม่ชอบสุดคงเป็นเวลาที่ให้กับความงี่เง่าของโนบิตะนั้นมาซะเยอะเชียวเรื่องนี้

★★★ = สนุกมาก ประทับใจ อยากดูซ้ำหรือมีภาคต่อก็จะตามดูอีก
★★☆ = สนุกโอเคเลย
★☆☆ = ธรรมดา พอดูฆ่าเวลาได้
☆☆☆ (ไม่มีดาว ) = ไม่สนุก ดูไม่จบ ไม่อยากดูต่อ

กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ

จากสถิติพบว่า มีอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรก 20% และเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่ความพิการ ผู้ป่วย กระดูกสะโพกหัก 40% ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง  ส่วน 60% ผู้ป่วยต้องพึ่งพาผู้อื่นในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ปัญหากระดูกหักในผู้สูงอายุ หลัก ๆ มีอยู่ 3 ที่ คือ ข้อมือ  สันหลัง และสะโพก  ขึ้นอยู่กับว่าล้มท่าไหน  แต่กระดูกข้อมือหัก กระดูกหลังทรุดตัวไม่ถึงขั้นเสียชีวิต และมักไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนกระดูกสะโพกหักถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาอาจต้องนอนติดเตียง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากการนอนนิ่ง ๆ

เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ หรือปอดบวม ซึ่งอาจเสียชีวิตในที่สุด ถ้ามือหรือแขนหักใส่เฝือกได้  สันหลังหักยังเดินได้ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต แต่ถ้าสะโพกหักจะเกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน  จากประสบการณ์ถ้ากระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่เกินกว่า 90% ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดมักจะเดินไม่ได้

บางรายที่เป็นแค่กระดูกร้าวถือว่าโชคดี ซึ่งกระดูกอาจจะสามารถติดได้ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนไม่ต้องผ่าตัด  ทั้งนี้ถ้ากระดูกสะโพกหักแล้วได้รับการผ่าตัดเร็วผู้สูงอายุก็จะฟื้นตัวเร็ว ความเจ็บปวดน้อย

สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมได้เร็ว  กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุจะเป็นกลุ่มที่เราต้องรักษาให้เร็ว พยายามให้เจ็บปวดน้อย สามารถลุกออกจากเตียงได้เร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

The lion king (2019) : ความสมจริงคือดาบสองคมและจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่

เรื่องย่อ The lion king

เรื่องราวของสิงโตแห่งผาทรนง เมื่อเจ้าป่ามูฟาซ่าถูกฆ่าตาย และสการ์น้องชายผู้ริษยา โยนความผิดนี้ให้กับซิมบ้า ลูกชายของมูฟาซ่า ทำให้ซิมบ้าต้องหนีอดีตอันแสนเจ็บปวดและยึดถือคติการดำรงชีวิตใหม่คือ “ฮากูน่า มาทาท่า” เรื่องราวของการผจญภัย โชคชะตา และความรัก  สร้างจากแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จ กวาดรายได้ มากถึง 968 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ณ ดินแดนของป่าไพรร็อค “มูฟาซา” สิงห์โตเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย กำลังปลาบปลื้มใจที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ “ซาราบี” ภรรยาแสนสวย และอ่อนหวานของเขาได้ให้กำเนิดลูกสิงห์โตเพศชาย และให้ชื่อว่า “ซิมบา” ที่แน่นอนว่าลูกสิงห์น้อยจะต้องเติบโตขึ้นเพื่อเป็นผู้ครอบครองอาณาจักรอันทรงเกียรติ ที่พ่อสิงห์หมายมั่นและได้สร้างไว้ให้ แต่ในวันอันเป็นมงคล วันอันเป็นความสุขซึ่งมิใช่เพียงแต่ครอบครัวของราชาสิงห์และบริวารใกล้ชิดเท่านั้น หากแต่สรรพสัตว์ ในราวไพรเกือบทุกผู้ทุกตัวต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญ และชื่นชมในบุญญาบารมีของครอบครัวราชาสิงห์จะมีก็เพียงแต่กลุ่มหมาใน (ไม่ใช่พวกที่หลุดจากสวนสัตว์ไนท์ ซาฟารี ที่เชียงใหม่หรอกนะ) ที่หิวโหย และสิงห์เฒ่า “สกา” ผู้สิ้นหวังต่อบรรลังทองที่ตัวเองหมายมั่นอยู่อย่างใจจรดใจจ่อ แผนการชั่วร้ายเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อสิงห์น้อย “ซิมบา” ผู้อ่อนเยาว์ และซื่อใสตามประสาเด็กที่ยังไม่เจนจัดต่อโลกอันแสนสับสนและชิงดี ต่ออำนาจและเงินตรา (เอ ….ในป่าไพรร็อค ต้องใช้มากหรือเปล่านะ) สิงห์น้อยผู้สดใส จริงใจ แต่ทะนงในความเป็นลูกสิงห์ก็จึงต้องเพรี่ยงพร้ำ เพียงแต่คำพูดที่ปลุกเร้าเล็กน้อย ต่อความรู้สึกของการอยากรู้อยากเห็น และความทะนงประสาเด็ก ก็ได้ผล เมื่อลูกสิงห์ ฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อสิงห์ที่เคยสั่งห้ามไว้ว่า “อย่างไปที่สุสานช้าง ซึ่งเป็นดินแดนต้องห้าม” และที่สุดกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ลูกสิงห์น้อยก็ต้องเปลี่ยนสถานะกลายเป็นสิงห์น้อยผู้กำพร้าพ่ออย่างน่าใจหาย และต้องหลีกเร้นหน้าจากสังคมสรรพสัตว์ในป่าไพรร็อค ไป กว่าจะกลับมากู้และทวงบันลังค์คืนได้ก็แทบกระอัก แทบไม่เป็นผู้เป็นสัตว์ แต่ก็จบอย่างมีความสุขตามประสาหนังที่จะต้องชี้ให้เห็นว่า “ธรรมย่อมชนะอธรรม”

Zootopia นครสัตว์มหาสนุก

มหานครสุดทันสมัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แห่งซูโทเปีย มีทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย เช่น จตุรัสซาฮารา อันหรูหรา และทุนดราทาวน์ อันหนาวเหน็บ มันคือหม้อใบใหญ่ที่เหล่าสัตว์ต่างๆจากทุกๆสภาพแวดล้อมมาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถานที่ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จากช้างตัวมหึมาไปจนถึงกระแตตัวจิ๋ว คุณสามารถเป็นอะไรก็ได้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโลกสวยอย่าง จูดี้ ฮอบส์ ได้มาถึง เธอก็รู้ว่าการเป็นกระต่ายตัวแรกในกองตำรวจของเหล่าสัตว์ใหญ่ผู้บึกบึนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความมุ่งมุ่นในการพิสูจน์ตัวเอง เธอจึงกระโจนเข้าสู่การคลี่คลายคดี ถึงแม้จะต้องร่วมมือกับสุนัขจิ้งจอก 18 มงกุฏ นิค ไวลด์

เรื่องราวในโลกที่มนุษย์ไม่เคยปรากฏขึ้นมา โลกที่มีแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โลกที่สัตว์ทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ณ มหานครซูโทเปีย เมืองที่นิยามว่าดินแดนที่ใครอยากเป็นอะไรก็เป็นได้ … จูดี้ ฮ็อปส์ กระต่ายสาวผู้ผ่านการสอบการเป็นตำรวจคนแรกจากสัตว์กลุ่มผู้ถูกล่าได้เดินทางมาทำงานที่เมืองนี้ แต่ทุกอย่างก็ไม่ค่อยเป็นอย่างที่หวังเมื่อเธอถูกเมินและส่งไปทำงานตำรวจจราจรคอยออกใบสั่งในขณะที่ตำรวจคนอื่นที่ส่วนมากเป็นกลุ่มสัตว์นักล่าออกไปทำคดีใหญ่ซึ่งมีสัตว์หายไป 14 ตัว และเป็นกลุ่มสัตว์นักล่าทั้งหมด จนในที่สุด จูดี้ต้องร่วมมือกับ นิค ไวลด์ จิ้งจอกที่ตอนแรกมาหลอกต้มตุ๋นจูดี้เพื่อไขคดีนี้ โดยทั้งคู่มีเวลาแค่ 48ชม.เท่านั้น ภารกิจร่วมมือกันแบบจับพลัดจับผลูจึงก่อเป็นมิตรภาพระหว่างสัตว์ผู้ล่าและผู้ถูกล่า

ในหนังจับประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตตามหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาโดยแสดงออกมาในรูปของสัตว์กลุ่ม “ผู้ล่า” และ “ผู้ถูกล่า”

ถึงซูโทเปียจะบอกไว้ว่า เป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น แต่ในความจริงแล้วการเลือกอาชีพก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นนั้น อย่างจูดี้นั้นเป็นกระต่าย ซึ่งบรรทัดฐานกำหนดให้เธอต้องทำงานเกี่ยวกับฟาร์มแครอทอย่างที่พ่อแม่บอกตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่กลับเป็นว่าเธออยากจะเป็นตำรวจที่มีแต่สัตว์กลุ่มผู้ล่าเช่น หมาป่าหรือหมี แต่ด้วยความพยายามจึงทำให้เธอเป็นสัตว์ผู้ถูกล่าคนแรกที่สอบผ่านตำรวจด้วยคะแนนที่หนึ่งของรุ่น แต่ถึงเวลามาประจำกรมที่นครซูโทเปีย เธอก็ยังโดนดูถูกและเมินจากตำรวจคนอื่นอยู่ดี

หรืออย่าง นิค ไวลด์ หมาจิ้งจอกที่มีความฝันตอนเด็กๆ  แห่งซูโทเปีย อยากเข้ากลุ่มเรนเจอร์ (ประมาณลูกเสือนั่นแหละ) หรือตำรวจ แต่ก็โดนสัตว์ตัวอื่นแกล้งเพราะไม่เชื่อว่าจิ้งจอกจะเชื่อถือได้เหมือนกัน

ด้านงานออกแบบ

ในหนังบอกว่าซูโทเปียแบ่งออกเป็น 12 ภูมิภาค แต่ในท้องเรื่องหยิบที่เด่นๆ มาแค่ 3 โซนคือ ซาฮาร่าสแควร์ – โซนทะเลทราย / ทุนดร้าทาวน์ – โซนขั้วโลก / เรนฟอร์เรส – เขตป่าฝน

โดยรวมแล้วเรื่องนี้เป็นการสืบคดีเลยเดินทางสลับฉากเยอะหน่อย แต่ฉากที่เด่นๆ คือเห็นแล้วรู้เลยคือโซนทุนดร้า และ เรนฟอร์เรสซึ่งก็ออกแบบมาได้สวนดี

และที่ชอบอีกอย่างของเรื่องนี้คือเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องออกแบบให้เข้ากับสัตว์หลายๆ ขนาด เช่นประตูหรือรถยนต์ที่ต้องมีหลายไซส์ให้ตั้งแต่หนูตัวเล็กๆ ช้างตัวอ้วนๆ และยีราฟตัวสูง

ส่วนคาแร็กเตอร์ดีไซน์ ก็ถือว่าได้มาตราฐานดีสนีย์ล่ะนะ ตัวละครทุกตัวมีเอกลักษณ์เข้ากับชนิดสัตว์ที่เลือกมาพอดี และส่วนใหญ่จะออกมามากกว่า 1 ครั้ง ไม่ใช่ว่าออกมาตบมุขครั้งเดียวแล้วหายไปเลย (แปลว่าบางตัวอาจจะออกมาตบมุข 2 ครั้งเช่นแฟลช ตัวสล็อต .. อุ๊ปส์ สปอย)

ถ้าถามว่าชอบตัวไหนมากที่สุดในเรื่องนี่ตอบยากนะ เพราะชอบหลายตัว แต่ตัวที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นนางเอก จูดี้ นั่นแหละ

อ้อ หลายๆ คนน่าจะได้ดูตัวอย่างมาแล้วว่าเจ้าสล๊อตสุดเอื่อยของเรานั่นน่ะมันมีชื่อว่า “แฟลช” … ถ้าอยากรู้ว่าทำไมมันถึงได้ชื่อนี้มาก็ไปดูได้ตอนจบของเรื่องเลยนะ สามารถดู ดูหนังออนไลน์

เนื้อเรื่องย่อ

จูดี้ ฮ็อปส์ในวัยเด็กฝันอยากจะเป็นตำรวจ แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่เพราะตามปกติแล้วกระต่ายมักจะทำอาชีพทำไร่ปลูกแครอท หน้าที่ตำรวจนั้นมีไว้สำหรับสัตว์นักล่า แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้เธอก็สอบตำรวจผ่านด้วยคะแนนที่หนึ่งของรุ่น และย้ายเข้าไปทำงานในนครซูโทเปีย แต่วันแรกตอนประชุมงานเช้า แทนที่เธอจะได้รับหน้าที่อะไรบ้างในคดีคน (สัตว์) หาย14ตัว แต่กลับได้รับหน้าที่ให้ไปดูแลการจราจรและออกใบสั่งแทน จนในที่สุดโชคก็เข้าข้างเธอทำให้หัวหน้าตำรวจ โบโก (วัวกระทิง) ต้องยอมให้เธอดูคดีนี้เมื่อมิสอ๊อตเตอร์ตัน ตัวนากภรรยาของหนึ่งในสัตว์ที่หายไปมาขอให้ช่วยตามหาสามีตัวเอง แต่โบโกยื่นคำขาดว่าถ้าจูดี้อยากทำคดีนี้ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเกิน 48 ชม. แล้วเธอยังไขคดีไม่ได้ เธอจะต้องลาออกไป

จูดี้ตามสืบคดีโดยเริ่มจากการไปขอ (แกมบังคับ) ให้นิค ไวลด์ จิ้งจอกที่หลอกต้มตุ๋มเธอไปเมื่อวันก่อน นิคจำใจช่วย ทั้งคู่สืบไปเรื่อยๆ จนเข้าไปค้นรถของมิสเตอร์บิ๊ก หนูผีตัวเล็กจิ๋วซึ่งเป็นเจ้าพ่อผู้มีอิทธิผลในโซนทุนดร้าทาวน์จึงถูกหมีขาว ลูกน้องของมิสเตอร์บิ๊กจับตัวไป ตอนแรกทั้งคู่เกือบถูกจับโยนลงน้ำเพราะนิคเคยไปทำให้มิสเตอร์บิ๊กโกรธ แต่ลูกสาวของมิสเตอร์บิ๊กมาเห็นพอดี เลยบอกพ่อว่าจูดี้เคยช่วยเธอไว้เมื่อวันก่อน มิสเตอร์บิ๊กเลยยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับอ๊อตเตอร์ตัน ได้ความคุณอ๊อตเตอร์ตันจู่ๆ ก็อาละวาดกลายเป็นสัตว์ป่าเถื่อน เดินสี่ขาและไม่มีสติจนทำร้ายคนขับรถ แมนชาสซึ่งเป็นเสือจากัวร์เข้า

ทั้งคู่ไปหาแมนชาสที่โซนป่าฝน หลังจากคุยกับไปพักหนึ่ง แมนชาสก็เกิดอาการป่าเถื่อน คือสัญชาติญาณสัตว์ป่ากลับมา แล้วก็เข้าทำร้ายจูดี้กับนิค ทั้งคู่หนีมาได้โดยจูดี้ส่งสัญญาณไปขอความช่วยเหลือ แต่ทันทีที่ตำรวจทั้งหมดมาถึง แมนชาสก็หายตัวไปแล้ว โบโกโกรธและบอกให้จูดี้ถอดตราตำรวจคืนซะ และนิคก็ช่วยบอกว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกนะ ยังไม่หมด48ชม.

นิคกับจูดี้เริ่มปรับความเข้าใจกันโดยนิคเล่าว่า ตัวเองก็เคยมองโลกในแง่ดีและอยากเข้ากลุ่มเรนเจอร์ และก็โดนสัตว์อื่นกลั่นแกล้งเพราะไม่เชื่อในความซื่อตรงของจิ้งจอก หลังจากนั้นเลยกลายเป็นนิคคิดว่าถ้าโลกอยากให้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ตัวเองก็จะทำอย่างนั้น

นิคนึกขึ้นมาได้ว่า พวกเขาสามารถไปดูกล้องวงจรปิดได้ ว่าแมนชาสหายตัวไปไหน จูดี้เลยไปขอความช่วยเหลือจากเบลเวธเธอร์ แกะที่เป็นผู้ช่วยของนายกเทศมนตรีไลอ้อนฮาร์ทจนสืบต่อได้ว่าสัตว์ที่กลับเป็นพวกป่าเถื่อนได้ถูกพวกหมาป่าจับตัวไปไว้ที่โรงบาลแห่งหนึ่ง ที่นั่น ทั้งคู่ได้พบว่าสัตว์ที่หายตัวไปอยู่ที่นี่หมดเลย แต่ทั้งหมดก็เสียสติและกลับเป็นพวกป่าเถื่อนคือเป็นสัตว์เดินสี่ขา พูดจาฟังไม่เข้าใจหมดแล้ว

จูดี้พบว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้คือนายกเทศมนตรีไลอ้อนฮาร์ท ที่ต้องการปิดเรื่องให้เงียบไว้จึงจับสัตว์ทั้งหมดมาไว้ที่โรงบาลนี่ แต่ก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ จูดี้เลยนำเรื่องนี้ไปบอกโบโก ทำให้พวกตำรวจบุกเข้าจับไลอ้อนฮาร์ท จูดี้กลายเป็นคนดัง แต่มันก็ทำให้เธอผิดใจกับนิคตอนเธอพูดให้พวกนักข่างฟังว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะ DNAของสัตว์ผู้ล่าก็เป็นได้

ทั้งเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะแตกแยกเมื่อสัตว์ผู้ถูกล่าเริ่มไม่ไว้ใจและประท้วงผู้ล่า จูดี้รู้สึกเสียใจที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นเลยลาออกจากตำรวจและกลับไปบ้านขายแครอท ที่นั่นเองเธอได้ยินเรื่องเล่าจากพ่อแม่ว่าเคยมีฐาติกินดอกไม้สีม่วงที่ชื่อว่าไนท์ฮาวเลอร์เข้าไปแล้วก็เสียสติกลายเป็นพวกป่าเถื่อน จูดี้เลยรีบกลับไปที่ซูโทเปีย แล้วตามหานิคเพื่อขอโทษสิ่งที่เคยพูดไป ทั้งคู่กลับมาช่วยกันไขคดีต่อ จนเจอห้องแล็บที่ใช้ปลูกดอกไนท์ฮาวเลอร์ (ยังกะห้องปลูกกัญชา) มีการสกัดออกมาเป็นลูกกลมๆ ใส่ปืนยิงใส่ใครก็จะเสียสติและกลับเป็นพวกป่าเถื่อน จูดี้กับนิคชิงปืนมาได้ แต่ขณะที่กำลังจะเอามันกลับไปที่สถานี ก็เจอเข้ากับเบลเวธเธอร์ (แกะผู้ช่วยของนายกฯ) ที่ตอนนี้เป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ จูดี้เอะใจว่าทำไมเธอถึงมาที่นี่ได้ ที่แท้เธอก็คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดโดยเอาสารสกัดจากดอกไนท์ฮาวเลอร์ไปยิงใส่สัตว์ผู้ล่าทำให้กลับเป็นสัตว์ดุร้ายเพราะอยากให้คนไม่ไว้ใจสัตว์ผู้ล่า สัตว์ผู้ถูกล่าจะได้ขึ้นมาใหญ่บ้าง

เบลเวธเธอร์ชิงปืนมาได้ และยิงเข้าใส่นิค แต่กลายเป็นว่าเธอโดนซ้อนแผน ปืนนั้นแอบเอาสารสกัดออกแล้ว แต่ใส่ลูกกลมๆ สีม่วงซึ่งคือผลบลูเบอร์รี่จากบ้านของจูดี้ใส่ลงไปแทน เบลเวธเธอร์ถูกจับ นิคได้สมัครเข้าเป็นจิ้งจอดตัวแรกที่ได้เป็นตำรวจและเป็นคู่หูของจูดี้

ทำรายได้เปิดตัวแรงแซงหน้า Frozen ไปเรียบร้อยกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจากดิสนีย์ Zootopia (ซูโทเปีย) หรือในชื่อภาษาไทยว่า “นครสัตว์มหาสนุก” วันเดียวทำรายได้ในสหรัฐฯ ไป 31.8 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นหนังทำเงินสูงสุดของวอล์ทดิสนีย์แอนิเมชั่นสตูดิโอเลยทีเดียว

ซูโทเปีย คือเมืองหลวงของเหล่าสัตว์ในยุคนี้ เป็นเมืองที่ทันสมัย ล้ำหน้าไม่เหมือนเมืองอื่นๆ ประกอบไปด้วยแหล่งที่อยู่อาศัยหลากหลายตั้งแต่ จตุรัสซาฮารา ทะเลทรายที่มีโอเอซิสอันหรูหรา และ ทุนดราทาวน์อันหนาวเย็น มันคือเมืองใหญ่ที่เหล่าสัตว์ต่างๆจากทุก­ๆสายพันธ์มาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถานที่ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จากช้างตัวมหึมาไปจนถึงแฮมสเตอร์ตัวจิ๋ว คุณสามารถเลือกเป็นอะไรที่นี่ก็ได้ แต่เมื่อเจ้ากระต่ายอย่าง จูดี้ ฮอปส์ (พากย์เสียงโดย จินนิเฟอร์ กู๊ดวิน) ได้มาถึง เธอก็เริ่มเรียนรู้ว่าการเลือกเป็นกระต่ายตัวแรกในกองตำรว­จของเหล่าสัตว์ใหญ่บิ๊กเบิ้มนั้นไม่ใช่เรื­่องง่าย ด้วยความมุ่งมุ่นในการพิสูจน์ตัวเอง เธอจึงอาสาเข้าคลี่คลายคดีสัตว์หายต่อเนื่อง และต้องร่วมมือกับสุนัข­จิ้งจอก18มงกุฏปากเสียอย่าง นิค ไวลด์ (พากย์เสียงโดย เจสัน เบตแมน) ในการไขคดีระทึกขวัญนี้ ไปพร้อมๆกับพิสูจน์ว่านอกจากเราจะเป็นอะไรก็ได้ที่ “ซูโทเปีย” เราจะเป็นเพื่อนกับใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสายพันธ์ใดๆ

พาลูกน้อยสองขวบกว่าไปดู พบว่าเนื้อเรื่องมันหนักมาก หนักกว่าเด็กสองขวบจะเข้าใจ แค่ตื่นตาตื่นใจกับคาแรกเตอร์สัตว์แต่ละตัวคงเต็มที่แล้วสำหรับเด็กน้อย มุกที่ใช้ เนื้อเรื่องที่มี เหมาะกับเด็กโตอย่างน้อยๆก็ 6 ขวบขึ้นไปอะ เผลอๆต้องวัยรุ่นด้วยซ้ำถึงจะดูแล้วเกทกับเมสเสจที่หนังต้องการจะสื่อ ยอมรับว่าเนื้อเรื่องดีมาก ดำเนินเรื่องดี ผูกปมดี คาแรกเตอร์ก็ดี๊ดี เพลงก็เพราะ เราว่าเหมาะเป็นหนังสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า ถ้าเด็กน้อยจะดูแล้วแฮปปี้คิดว่าต้องรอดู SING หรือ PETS แทน เพราะการ์ตูนเรื่องนี้มีองค์ประกอบของความเป็นภาพยนตร์อยู่สูงมากกว่าจะเป็นแค่การ์ตูนสำหรับเด็ก

ในหนังพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างตรงกับสังคมปัจจุบัน ทั้งลัทธิธรรมชาติที่หันกลับเข้าสู่ธรรมเนียมป่ากับการเปลื้องผ้าแบบสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ การแบ่งแยกชนิดสัตว์แบบ “ผู้ล่า” กับ “ผู้ถูกล่า” แล้วก็การแบ่งเมืองของสัตว์เล็กไปจนถึงสัตว์ใหญ่ แต่สุดท้ายทุกคนก็สามารถอยู่รวมกันได้ เพียงยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน และเคารพในสิทธิของสัตว์อีกตัว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นยังไง ก็ไม่มีใครมีสิทธิไปบอกว่ามัน “เป็นไปไม่ได้” เพราะเอาจริงๆเรื่องนี้พูดชัดเจนว่าชีวิตของทุกคนมีทางเลือก อยู่ที่ว่าเราจะมี “ความเชื่อมั่น” ในตัวเองมากแค่ไหน

ให้คะแนนเต็ม 10 แน่นอน ไม่รู้จะหักอะไรเลยจริงๆ อยากหักที่ว่าหน้าหนังมาหลอกเราว่ามันเป็นหนังเด็กก็คงไม่ถูกเพราะมันทำมาเพื่อให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย นับว่าตอบโจทย์สำหรับทุกคนในครอบครัว

การฝังเครื่องมือพิเศษ ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

การฝังเครื่องมือพิเศษ ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ที่เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นเร็วมากจนความดันโลหิตต่ำ คลำชีพจรไม่ได้ หรือเกิดหลายรูปแบบสลับไปมา หรือหัวใจห้องล่างเต้นพริ้ว ถ้าหัวใจไม่เต้นกลับเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต  แพทย์จะแนะนำให้ ฝังเครื่องช็อกหัวใจอัตโนมัติที่หน้าอกร่วมกับการรับประทานยาต้านการเต้นผิดจังหวะ

ส่วนภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ แพทย์จะฝังเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดกระตุ้นห้องเดียว และ สองห้อง การฝังเครื่องชนิดใดขึ้นกับพยาธิสภาพที่ผู้ป่วยเป็น

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติส่วนหนึ่งจะไม่มีอาการ ทำให้ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวประสบปัญหายุ่งยากในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่อัมพาตจนถึงเสียชีวิต

รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การรักษา ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ อาจทำได้โดย

  • การรักษาด้วยยา

แพทย์อาจรักษาโดยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว เริ่มด้วยยาคลายเครียด  แพทย์อาจให้ยาต้านการเต้นผิดปกติ หรือยากระตุ้นหัวใจ

  • การจี้รักษาด้วยพลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุ โดยใช้สายสวนพิเศษ (Radiofrequency Catheter Ablation)

วิธีการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติที่ได้ผลดีถึงดีมาก (80 – 95%) โดยการสอดสายสวนไปวางที่ตำแหน่งต่าง ๆ ในหัวใจเพื่อวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจและใช้กระตุ้นหัวใจ หลังจากนั้นแพทย์จะสอดสายสวนพิเศษเข้าไปอีก 1 เส้น เพื่อหาตำแหน่งที่หัวใจนำไฟฟ้าเร็วกว่าปกติ เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการ แพทย์จะปล่อยกระแสไฟฟ้าความถี่สูง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ปลายสายสวนพิเศษนี้ ทำให้การนำไฟฟ้าที่จุดนั้นถูกทำลาย หัวใจก็จะไม่เต้นผิดปกติอีกต่อไป

อันตรายจากการจี้ด้วยพลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุมีน้อยมาก เพราะคลื่นไฟฟ้าที่ใช้มีกระแสไฟฟ้าต่ำประมาณ 40 – 60 โวลต์ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่เนื้อเยื่อหัวใจอุณหภูมิ 55 – 60 องศาเซลเซียส พลังงานนี้จะไม่กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจหรือปลายประสาท ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหน้าอกเพียงเล็กน้อย จึงสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ

  • การฝังเครื่องมือพิเศษ

ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติที่เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นเร็วมากจนความดันโลหิตต่ำ คลำชีพจรไม่ได้ หรือเกิดหลายรูปแบบสลับไปมา หรือหัวใจห้องล่างเต้นพริ้ว ถ้าหัวใจไม่เต้นกลับเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต  แพทย์จะแนะนำให้ฝังเครื่องช็อกหัวใจอัตโนมัติที่หน้าอกร่วมกับการรับประทานยาต้านการเต้นผิดจังหวะ

ส่วนภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ แพทย์จะฝังเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดกระตุ้นห้องเดียว และ สองห้อง การฝังเครื่องชนิดใดขึ้นกับพยาธิสภาพที่ผู้ป่วยเป็น